ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน
--------------------------
ปีนี้-พ.ศ.๒๕๖๖-เป็นปีอธิกมาส คือเดือนทางจันทรคติหรือเดือนไทยมี ๑๓ เดือน
ข้อตกลงประการหนึ่งในเมืองไทยของเราก็คือ ปีไหนมีอธิกมาส --
กำหนดวันมาฆบูชาซึ่งปกติเป็นกลางเดือน ๓ ให้เลือนเป็นกลางเดือน ๔
กำหนดวันวิสาขบูชาซึ่งปกติเป็นกลางเดือน ๖ ให้เลือนเป็นกลางเดือน ๗
กำหนดวันเข้าพรรษาซึ่งปกติเป็นกลางเดือน ๘ (ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน๘) ให้เลือนเป็นกลางเดือน ๘ หลัง (ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน๘ หลัง)
ปีนี้ (๒๕๖๖) เป็นปีมีอธิกมาส ดังนั้น วันวิสาขบูชาจึงเป็นกลางเดือน ๗ คือวันนี้ ไม่ใช่กลางเดือน ๖ ที่ผ่านมาแล้ว
ผมสังเกตเห็นว่า ไม่มีใครเอ่ยถึงวิสาขบูชากลางเดือน ๗ พูดกันแต่วิสาขบูชา แต่ไม่ได้พูดกันว่าปีนี้วิสาขบูชาเป็นกลางเดือน ๗
อาจมีคนเผลอไปพูดว่า วิสาขบูชากลางเดือน ๖
นั่นคือปีปกติ
แต่ปีนี้-๒๕๖๖-วิสาขบูชาเป็นกลางเดือน ๗ นะครับ
คำพูดอีกคำหนึ่ง - วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๖ ตรงกับวันวิสาขบูชา
ไม่ใช่นะครับ ควรพูดว่า วิสาขบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนวิสาขะ ปีนี้ตรงกับวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๖
วิสาขบูชา เอาวันทางจันทรคติเป็นหลัก คือกลางเดือนวิสาขะซึ่งปกติเป็นกลางเดือน ๖ แต่เฉพาะปีนี้เป็นกลางเดือน ๗
ไม่ใช่เอาวันทางสุริยคติเป็นหลัก
วันเทียบที่รู้จักกันทั่วโลกเช่นวันวาเลนไทน์-๑๔ กุมภาพันธ์
๑๔ กุมภาพันธ์ ทุกปีคือวันวาเลนไทน์
แต่ไม่ใช่ ๓ มิถุนายนทุกปีคือวันวิสาขบูชา
กลางเดือนหกทุกปีคือวันวิสาขบูชา ส่วนจะไปตรงกับวันที่เท่าไรเดือนอะไรก็ดูกันเป็นปีๆ ไป
เพราะฉะนั้น ควรพูดว่า-วิสาขบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนวิสาขะ ปีนี้ตรงกับวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๖
ไม่ใช่-วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๖ ตรงกับวันวิสาขบูชา
ที่ว่ามานั้นเป็นเรื่องประกอบ ส่วนเรื่องหลักที่ตั้งใจเขียนคือ พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ
พอพูดอย่างนี้ คนรุ่นใหม่ชักจะมีปัญหา คือเขาจะเข้าใจ-หรือแกล้งเข้าใจ-ไปว่า ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน เกิดขึ้นในวันเดียว คือภายใน ๒๔ ชั่วโมงของวันเดียวกัน เช่นประสูติตอนเช้าของวันนั้น ตรัสรู้ตอนเที่ยงของวันนั้น ปรินิพพานตอนเย็นของวันนั้น จบเสร็จภายใน ๒๔ ชั่วโมง
แล้วเขาก็จะเริ่มตีรวนว่า แบบนี้มีด้วยหรือ คนที่ทำแบบนี้หรือเป็นแบบนี้มีด้วยหรือ
เพื่อจะเอาใจคนรุ่นใหม่ จึงเกิดนักอธิบายธรรมะบางสายหรือบางสำนักอธิบายว่า
ประสูติหมายถึง “เกิดเป็นพระพุทธเจ้า”
ตรัสรู้ หมายถึง “รู้แจ้งพระธรรม”
ปรินิพพานหมายถึง “กิเลสดับหายตายไปจากใจ”
ขยายความว่า เมื่อรู้แจ้งพระธรรมก็คือกิเลสตายไปจากใจและนั่นคือเกิดเป็นพระพุทธเจ้า จบเสร็จภายในขณะเดียวกัน อย่างนี้แหละคือพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ในวันเดียวกันคือวันเพ็ญเดือนวิสาขะ
การอธิบายแนวนี้หลายคนพอใจ บอกว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ยอมรับได้
แปลว่าอะไร?
ก็แปลว่า ประสูติจากพระครรภ์มารดาในวันเพ็ญวิสาขะ ต่อมาอีก ๓๕ ปี ได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณก็ในวันเพ็ญวิสาขะ และต่อมาอีก ๔๕ ปี ดับขันธปรินิพพานคือตายก็ในวันเพ็ญวิสาขะ แบบนี้เขายอมรับไม่ได้ คือไม่เชื่อว่าเหตุการณ์จริงจะเป็นอย่างนี้ เป็นการเขียนขึ้นเพื่อจะยกย่องเชิดชูมากกว่าที่จะเป็นเรื่องจริง
แล้วประเด็นอยู่ตรงไหน?
ประเด็นก็คือ ต้องบอกกันให้ชัดลงไปว่า พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ตรงกันในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ แต่ต่างปีกันตามลำดับพระชนมายุ เรื่องนี้มีบันทึกไว้ในคัมภีร์-คือพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกา เราพูดตามคัมภีร์ ไม่ได้จินตนาการเอาเอง
และตามหลักวิชาการ คัมภีร์คือหลักฐานชนิดหนึ่ง แปลว่าเราพูดตามหลักฐาน
ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อหลักฐานนั้น หรือจะตีค่าหลักฐานนั้นว่าอย่างไร ก็เป็นสิทธิ์ของผู้นั้น แต่จะบอกว่าคัมภีร์ไม่ใช่หลักฐาน ย่อมผิดหลักวิชา
หน้าที่ของเราผู้เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ในพระพุทธศาสนาก็คือ ศึกษาเรียนรู้คัมภีร์ให้เข้าใจก่อนว่า เรื่องอะไรท่านว่าไว้อย่างไร
คัมภีร์ชั้นต้นคือพระไตรปิฎกท่านว่าไว้อย่างไร
คัมภีร์ชั้นรองลงมาคืออรรถกถาท่านอธิบายไว้อย่างไร
เรื่อยมาจนถึงชั้นบูรพาจารย์ซึ่งได้เห็นเรื่องนั้นๆ มาก่อนเราท่านว่าไว้อย่างไร
หมดแล้วจึงมาถึงเรา-แล้วเราเองล่ะจะว่าอย่างไร
ศึกษาเรียนรู้ ไม่ได้แปลว่าต้องเชื่อ ถ้าไม่เชื่อจะตกนรก
ศึกษาเรียนรู้คือการเก็บข้อมูล คือการรักษาข้อมูล คือการส่งมอบข้อมูล คนรุ่นหลัง รุ่นต่อๆ มา จะได้เห็นข้อมูลเหมือนกับที่เราเห็น เท่าๆ กับที่เราเห็น จะได้มีโอกาสใช้สติปัญญาพินิจพิจารณาเท่าๆ กับที่เราเคยใช้-บนข้อมูลนั้น เพื่อให้เขาใช้สิทธิเสรีภาพในการเชื่อหรือไม่เชื่อเท่าๆ กับที่เราได้ใช้
จุดอ่อน จุดอับ จุดดับ จุดบอดที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ก็คือ ไม่ศึกษาคัมภีร์
จึงไม่รู้ว่าของเดิมท่านว่าไว้อย่างไร
เอาแต่ของใหม่-คือความคิดเห็นของตัวเองนำหน้า
บางทีถึงกับดูถูกเหยียบย่ำคัมภีร์เอาด้วยซ้ำ-คัมภีร์นี้ไม่เอา คัมภีร์นั้นต้องฉีกทิ้ง คัมภีร์โน้นต้องตัดออก
ที่น่าขำก็คือ ศึกษาทฤษฎีคัมภีร์นักปราชญ์สำนักโน้นสำนักนี้ทะลุปรุโปร่ง อธิบายได้เป็นช่องเป็นฉาก
แต่พระไตรปิฎกของตัวเองว่าอย่างไร ไม่รู้
ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน คัมภีร์ว่าไว้อย่างไร ศึกษาเรียนรู้ บอกกล่าวไปตามนั้นก่อน เพื่อให้คนทั้งหลายรู้ว่าเรื่องเดิมเป็นอย่างนี้
ต่อจากนั้นจึงค่อยแสดงสติปัญญาของตัวเองว่า-แล้วเราล่ะว่าอย่างไร
วิธีเช่นนี้
ของเดิมก็รักษาไว้ได้
ของใหม่ก็มีโอกาสเสนอตัวให้สังคมพิจารณา
พระพุทธศาสนาดำรงอยู่และดำเนินต่อไปได้ด้วยอาการเช่นนี้
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๓ มิถุนายน ๒๕๖๖
๑๖:๐๘
[full-post]


แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ