สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ในคัมภีร์ปริวาร พระพุทธองค์ทรงประพันธ์พระคาถาเหงื่อแตก(เสทโมจนคาถา) ตั้งเป็นหัวข้อปัญหาเพื่อทดสอบ
๑. ความรอบรู้ขอบเขตสิกขาบท(อวิปปวาสปัญหา)
๒. ความเข้าใจองค์อาบัติปาราชิกเป็นต้น(ปาราชิกาทิปัญหา)
๓. ความเข้าใจองค์อาบัติปาจิตตีย์เป็นต้น
คำศัพท์ที่พึงทราบในปัญหาทั้ง ๓ ข้อจากคัมภีร์นิสสยะอักษรปัลลวะ มี ดังนี้
สังวาส = การอยู่ด้วยกัน มี อุโบสถ ปวารนา เป็นต้น(สมันตปาสาทิกาอรรถกถา)
สมโภค = การกินอยู่ด้วยกัน(เสพสม) มีที่ไม่สมควร เช่นเสพเมถุน เป็นต้น(สารัตถทีปนีฏีกา)
อวิปปวาส = การไม่อยู่ปราศ เป็นศัพท์สำนวน เช่น ภาษาไทยใช้คำว่า หัวดี = รอบรู้ขอบเขตสิกขาบท(นิสสยะ อักษรธรรมล้านช้าง
ปาราชิกาทิ = มีองค์อาบัติปาราชิก เป็นต้น เป็นศัพท์สมาส(นิสสยะ อักษรธรรมล้านนา)
ปาจิตติยาทิ = มีองค์อาบัติปาจิตตีย์ เป็นต้น เป็นศัพท์สมาส(นิสสยะ อักษรธรรมล้านนา)
เค้าโครงปัญญาทั้งสาม มี ๓ หัวข้อ ๔๓ ประเด็น ดังนี้
เสทโมจนคาถา
คาถาเหงื่อแตก (ปริศนาชวนขบคิด)
๑. อวิปปวาสปัญหา ปัญหาว่าด้วยการไม่อยู่ปราศ
๑.๑ บุคคลไม่มีสังวาสกับภิกษุและภิกษุณี ไม่มีการสมโภคกับภิกษุและภิกษุณี ด้วยการอยู่ร่วมกัน เขาไม่ต้องอาบัติ
๑.๒. ภัณฑะที่ไม่พึงแบ่ง ไม่พึงจำหน่ายพระผู้มีพระภาคตรัสไว้อย่างละ ๕ หมวด ภิกษุผู้สละและใช้สอยไม่ต้องอาบัติ
๑.๓. ไม่ใช่บุคคล ๑๐ จําพวก ไม่ใช่บุคคลที่พึงเว้นอีก ๑๑ จำพวก ภิกษุไหว้ภิกษุผู้มีพรรษามากกว่า ต้องอาบัติ
๑.๔ ภิกษุไม่ใช่ผู้ถูกสงฆ์ยกวัตร ไม่ใช่ผู้อยู่ปริวาส ไม่ใช่ผู้ทำสังฆเภท ไม่ใช่ผู้เข้ารีต เป็นภิกษุผู้เสมอกัน แต่เธอปฏิบัติสิกขาบทที่ไม่ทั่วไป
๑.๕. บุคคลเข้าถึงธรรม สอบถามเรื่องกุศลที่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่ผู้มีชีวิต ไม่ใช่ผู้ตาย ไม่ใช่ผู้นิพพาน ท่านผู้รู้เรียกบุคคลนั้นว่าอย่างไร
๑.๖ ไม่ใช่อวัยวะเหนือรากขวัญขึ้นไปไม่ใช่อวัยวะใต้สะดือลงมา ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก เพราะเสพเมถุน
๑.๗ ภิกษุสร้างกุฎี ที่สงฆ์ไม่แสดงพื้นที่ให้เกินขนาด เป็นพื้นที่มีอันตราย ไม่มีบริเวณโดยรอบด้วยการขอเอาเอง ไม่ต้องอาบัติ
๑.๘ ภิกษุสร้างกุฎี ที่สงฆ์แสดงพื้นที่ให้ได้ขนาด เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย มีบริเวณโดยรอบด้วยการขอเอาเอง ต้องอาบัติ
๑.๙ ผู้ที่ไม่พยายามทางกาย ทางวาจา แต่ต้องครุกาบัติที่เป็นเหตุให้ขาดภาวะ
๑.๑๐ คนดีไม่ทำความชั่วทางกาย วาจา ใจ ถูกสงฆ์นาสนะ แต่ชื่อว่าถูกนาสนะโดยชอบธรรม
๑.๑๑ ภิกษุไม่เจรจากับใครเลยแต่ต้องอาบัติทางวาจา ไม่ต้องอาบัติทางกาย
๑.๑๒ สังฆาทิเสส ๔ สิกขาบท ภิกษุณีต้องพร้อมกันทุกสิกขาบท เพราะความพยายามครั้งเดียว
๑.๑๓ ภิกษุรับจีวรจากมีอภิกษุณี ๒ รูป ที่อุปสมบทจากสงฆ์ฝ่ายเดียว แต่ต้องอาบัติต่างกัน
๑.๑๔ ภิกษุ ๔ รูปชวนกันสักครุภัณฑ์ ภิกษุ ๓ รูป ต้องอาบัติปาราชิก อีก ๑ รูป ไม่ต้องอาบัติปาราชิก
๒. ปาราชิกาทิปัญหา ปัญหาว่าด้วยอาบัติปาราชิกเป็นต้น
๑) สตรีอยู่ข้างใน ภิกษุอยู่ข้างนอก ในเรือนนั้นไม่มีช่องภิกษุต้องอาบัติปาราชิกเพราะเสพเมถุน
๒) ภิกษุรับประเคนน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เนยใส เก็บไว้ไม่เกิน ๗ วัน เมื่อมีเหตุปัจจัย ฉัน ต้องอาบัติ
๓) ภิกษุต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ กับอาบัติปาจิตตีย์พร้อมกัน
๔) ภิกษุ ๒๐ รูปมาประชุมกัน เข้าใจว่าพร้อมเพรียงทํากรรม ภิกษุอยู่ไกล ๑๒ โยชน์ ทํากรรมนั้นให้เสียหาย เพราะการแบ่งพวกเป็นเหตุ
๕) ภิกษุต้องครุกาบัติที่ทำคืนได้ ๖๔ อย่างพร้อมกัน ด้วยเพียงย่างเท้า และกล่าววาจา
๖) ภิกษุนุ่งอันตรวาสก ห่มผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น แต่ผ้าทุกฝันเป็นนิสสัคคีย์
๗) ญัตติก็ไม่ได้ตั้ง กรรมวาจาก็ไม่ได้สวดไตรสรณคมน์ก็มิได้รับพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้อุปสมบทให้ด้วยเอหิภิกขุ แต่อุปสมบทของผู้นั้นไม่เสียหาย
๘) คนเขลาฆ่าบุรุษและสตรี ผู้ไม่ใช่บิดามารดา ฆ่าผู้ไม่ใช่พระอริยะ แต่ต้องอนันตริยกรรม
๙. คนเขลาฆ่าบุรุษและสตรี ผู้เป็นบิดามารดา แต่ไม่ต้องอนันตริยกรรม
๑๐. ภิกษุไม่โจท ไม่สอบสวน ทำกรรมลับหลัง และกรรมนั้นใช้ได้ ทั้งการกสงฆ์ก็ไม่ต้องอาบัติ
๑๑. ภิกษุโจท สอบสวน ทำกรรมต่อหน้า แต่กรรมนั้นใช้ไม่ได้ ทั้งการกสงฆ์ก็ต้องอาบัติ
๑๒. ภิกษุตัด ต้องอาบัติก็มี ไม่ต้องอาบัติก็มี ปกปิด ต้องอาบัติก็มี ไม่ต้องอาบัติก็มี
๑๓. ภิกษุพูดจริง ต้องครุกาบัติ พูดเท็จ ต้องลหุกาบัติ พูดเท็จ ต้องครุกาบัติ พูดจริง ต้องลหุกาบัติ
๓. ปาจิตติยาทิปัญหา ปัญหาว่าด้วยอาบัติปาจิตติ เป็นต้น
๑) ภิกษุใช้สอยจีวรที่อธิษฐานแล้ว ย้อมแล้ว ทำกัปปะแล้วแต่ต้องอาบัติ
๒) เมื่อดวงอาทิตย์อัสดง ภิกษุฉันเนื้อทั้งที่ไม่ใช่คนวิกลจิต ไม่ใช่คนมีจิตฟุ้งซ่านไม่ใช่คนกระสับกระส่ายเพราะเวทนาแต่ไม่ต้องอาบัติ
๓. ภิกษุไม่ใช่ผู้กำหนัดยินดี ไม่ใช่ผู้ลักขโมย ไม่ได้ปลงชีวิตใคร เธอขาดความเป็นภิกษุเพราะให้สลาก ต้องอาบัติถุลลัจจัยเพราะจับสลาก
๔. ไม่ใช่เสนาสนะป่าที่น่าหวาดกลัว สงฆ์ไม่ได้แต่งตั้ง ผู้นั้นไม่ใช่ผู้กรานกฐิน เก็บจีวรไว้ที่นั้นไปไกลครึ่งโยชน์ เมื่ออรุณขึ้น เธอไม่ต้องอาบัติ
๕. ภิกษุต้องอาบัติที่เกิดทางกาย ไม่ใช่เกิดทางวาจา มีวัตถุต่างกัน ขณะเดียวกัน
๖. ภิกษุต้องอาบัติที่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางกาย มีวัตถุต่างกัน ในขณะเดียวกัน
๗. ผู้ไม่ได้เสพเมถุนกับสตรี บุรุษ และบัณเฑาะ ประเภทละ ๓ จำพวก ไม่เสพเมถุนในอวัยวะใด ๆ แต่มีมูลแห่งสีลวิบัติเพราะการเสพเมถุน
๘. ภิกษุขอจีวรกับโยมมารดา ไม่ได้น้อมไปเพื่อสงฆ์ แต่ต้องอาบัติ ไม่ต้องอาบัติเพราะขอกะญาติคน
๙. คนโกรธทําสงฆ์ให้ยินดีและทำให้ถูกตำหนิ ธรรมใดเล่าที่ทําสงฆ์ให้สรรเสริญคนโกรธ
๑๐. คนแช่มชื่นทําสงฆ์ให้ยินดีและทำให้ถูกตำหนิ ธรรมใดเล่าที่ทําสงฆ์ให้ตำหนิคนแช่มชื่น
๑๑. ผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส กุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะและทุกกฏ ในขณะเดียวกัน
๑๒. คน ๒ คน มีอายุครบ ๒๐ ปี มีพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์รูปเดียวกัน สวดกรรมวาจาพร้อมกัน คนหนึ่งให้อุปสมบทได้ อีกคนหนึ่งให้อุปสมบทไม่ได้
๑๓. ผ้าที่ไม่ได้ทำกัปปะและไม่ได้ย้อมภิกษุนุ่งห่มได้ตามปรารถนาไม่ต้องอาบัติ
๑๔. ผู้ไม่ได้ให้ ไม่ได้รับแต่ต้องอาบัติหนัก ไม่ต้องอาบัติเบา เพราะการใช้สอยเป็นเหตุ
๑๕. ผู้ไม่ได้ให้ ไม่ได้รับแต่ต้องอาบัติเบา ไม่ต้องอาบัติหนัก เพราะการใช้สอยเป็นเหตุ
๑๖. ผู้ต้องครุกาบัติมีส่วนเหลือ ปกปิดไว้เพราะความไม่เอื้อเฟื้อ ภิกษุณีไม่ต้องอาบัติ ไม่ต้องโทษ
คำเฉลยของพระอรรถกถาจารย์ พระฏีกาจารย์ และพระนิสสยาจารย์ที่โยงขอบเขต และองค์อาบัติแห่งสิกขาบท ด้วยเหตุผลพร้อมหลักฐาน มี ดังนี้
1) มีบุคคลประเภทหนึ่ง ไม่ได้อยู่ในฐานะ(สังวาส กันกับภิกษุและภิกษุณี ทั้งภิกษุและภิกษุณีทั่วไปก็กินอยู่ (สมโภค) ร่วมกับเขาไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นอาบัติอะไรเพราะการกินอยู่ร่วมกับเขานั้น? (คำตอบคือ บุคคลนั้นได้แก่ลูกน้อยของภิกษุณีที่ คลอดเมื่อนางบวชแล้ว ในฐานะแม่ ให้อยู่ด้วยกันกับลูกได้ ตัวอย่างเช่นพระกุมารกัสสปะ)
2) โดยทั่วไป ครุภัณฑ์ในวัด ภิกษุจะจำหน่ายหรือใช้ สอยเป็นส่วนตัวไม่ได้ แต่มีครุภัณฑ์ 5 อย่าง ภิกษุทำได้โดยไม่ เป็นอาบัติ? (คําตอบคือ ท่าโดยผาติกรรม แลกเปลี่ยนสิ่งของ) โดย ให้สงฆ์ได้รับประโยชน์เป็นเกณฑ์)
3) ไม่ต้องกล่าวถึงภิกษุผู้ไม่ควรไหว้ 10 จําพวกในเสนา สนขันธกะและภิกษุ 11 จำพวกในมหาขันธกะ มีกรณีไหว้ภิกษุ ผู้มีพรรษามากกว่า ก็เป็นอาบัติได้ คือภิกษุประเภทไหน? (ตอบว่า คือภิกษุผู้เปลือยกาย)
4) มีสิกขาบทหนึ่ง ซึ่งภิกษุทุกรูปต้องรักษาเหมือนกัน หมด แต่มีภิกษุประเภทหนึ่ง ทั้งๆ ที่มีสังวาส(สิทธิและฐานะ เหมือนกับภิกษุทั่วไป ถ้าทำอย่างภิกษุทั่วไปต้องอาบัติ ภิกษุนั้น คือใคร? (ตอบว่า คือภิกษุผู้เคยเป็นช่างโกนผม ห้ามไม่ให้รักษามีดโกนไว้กับตัว)
5) มีบุคคลประเภทหนึ่ง ได้บรรลุธรรมแล้ว ทำหน้าที่ ถามเรื่องที่เป็นประโยชน์ เขาไม่มีชีวิต แต่ก็ไม่ใช่คนตาย และ ไม่ใช่ผู้นิพพาน บุคคลผู้นั้นเรียกว่าอะไร? (ตอบว่า คือพระพุทธนิรมิต ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเนรมิตด้วยฤทธิ์ให้เป็นผู้ถามปัญหา)
6) เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับอวัยวะเหนือไหปลาร้า (รากขวัญ)ขึ้นไปและใต้สะดือลงมา ซึ่งมีที่ให้เสพเมถุนได้ ปรากฏว่า จากไหปลาร้าไปถึงสะดือ (ช่วงลำตัว) ภิกษุก็ยังเสพเมถุนได้ นั่นเพราะอะไร? (ตอบว่า มีสัตว์ชนิดหนึ่งชื่อกพันธะ ไม่มีศีรษะ มีตาและปากอยู่ ที่อก (เมื่อมีปากอยู่ที่อก ก็คือมีที่เสพเมถุน อีกทางหนึ่ง)
7) มีกุฏิประเภทหนึ่ง ที่ภิกษุทำด้วยการขอเอาเอง ไม่ได้ ให้สงฆ์กำหนดพื้นที่ให้ ทำใหญ่เกินขนาดที่ทรงอนุญาต ที่นั้นมี เจ้าของจับจอง และไม่มีบริเวณรอบๆ ตามข้อกำหนดในพระวินัย แต่ภิกษุผู้ทำก็ไม่ต้องอาบัติ เพราะเหตุใด? (ตอบว่า เพราะเป็น กุฏิมุงด้วยหญ้า-ไม่ใช่สิ่งก่อสร้างถาวร)
8) กุฏิอีกประเภทหนึ่ง ภิกษุทำด้วยการขอเอาเอง ให้ สงฆ์กำหนดพื้นที่ให้ สร้างขึ้นได้ขนาดที่ทรงอนุญาต ที่นั้นไม่มีผู้จับจอง ทำบริเวณไว้รอบ (ถูกต้องทุกอย่าง) แต่ภิกษุนั้นต้อง อาบัติ เพราะอะไร? (ตอบว่า เพราะเป็นกุฏิที่ทำด้วยดิน-ทำลาย ชีวิตสัตว์โดยทางอ้อม)
9) ทำก็ไม่ได้ทำ พูดก็ไม่ได้พูด แต่ต้องอาบัติถึงปาราชิก เพราะเหตุใด? (ตอบว่า ภิกษุณีปกปิดความผิด ปรับอาบัติได้ถึง ปาราชิก)
10) เป็นคนดี (สัตบุรุษ) ไม่ทำความชั่วทั้งทางกายทางวาจา และทางใจ แต่ก็ถูกสงฆ์ขับออกจากหมู่ (ไล่สึก)ได้โดยชอบธรรม เพราะ เหตุใด? (ตอบว่า เพราะผู้นั้นเป็นอภัพพบุคคล คนที่ไม่ควรให้ อุปสมบท มีกะเทยเป็นต้น รวมทั้งสิ้น 11 ประเภท พวกเขา เหมือนเป็นปาราชิกตั้งแต่ยังเป็นคฤหัสถ์)
11) ภิกษุไม่พูดอะไรกับมนุษย์เลย แต่ต้องอาบัติทางวาจาได้ ไม่เกี่ยวกับอาบัติทางกายเลย เป็นเพราะอะไร? (ตอบว่า เป็น เพราะภิกษุนั้นไม่เปิดเผยอาบัติของตน จัดว่าเป็นอาบัติทุกกฏ เพราะพูดเท็จทั้งๆ ที่รู้ (สัมปชานมุสาวาททุกกฏ) คือเป็นอาบัติ เพราะการกระทำทางวาจา ไม่ใช่เพราะนั่งนิ่ง ถ้าปรับอาบัติเพราะนั่งนิ่ง ก็เท่ากับปรับอาบัติทางใจ ซึ่งเพียงแต่คิดอยู่ในใจ ไม่ได้ แสดงออกทางกายหรือวาจา ปรับอาบัติไม่ได้)
12) ภิกษุณีอาจต้องอาบัติสังฆาทิเสสได้พร้อมกันถึง 4 สิกขาบท เป็นได้อย่างไร? (ตอบว่า คือภิกษุณีก้าวลงสู่ฝั่งแม่น้ำ ในละแวกบ้านในเวลาอรุณขึ้น ต้องสังฆาทิเสสแรกคือ ไม่มีเพื่อน อยู่ตลอดคืน (เพราะเดินไปที่ฝั่งน้ำในเวลากลางคืน อย่างน้อยก็ ยังเป็นเวลาใกล้รุ่ง) ต้องสังฆาทิเสสที่ 2 คือ ไปสู่ละแวกบ้านตามลำพัง ต้องสังฆาทิเสสที่ 3 คือ ไปสู่ฝั่งแม่น้ำตามลำพัง ต้อง สังฆาทิเสสที่ 4 คือ ไปล้าหลังพวกเพียงคนเดียว)
13) มีภิกษุณี 2 รูป ต่างก็เพิ่งได้อุปสมบทจากสงฆ์ฝ่าย เดียว ภิกษุรับจีวรจากมือของภิกษุณีทั้ง 2 รูปนั้น แต่ต้องอาบัติไม่เท่ากัน เกิดจากอะไร? (ตอบว่า รับจีวรจากมือภิกษุณีที่ อุปสมบทจากภิกษุสงฆ์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ รับจีวรจากมือภิกษุดูณีที่อุปสมบทจากภิกษุณีสงฆ์ ต้องอาบัติทุกกฏ
14) ภิกษุ 4 รูป ชวนกันไปลักครุภัณฑ์ ปรากฏว่า 3 รูป เป็นปาราชิก อีก 1 รูปไม่เป็นปาราชิก เพราะเหตุใด? (ตอบว่า เพราะมูลค่าของที่ลักนั้นไม่เท่ากัน เช่น ของราคา 6 มาสก อาจารย์ ลักด้วยมือตนเอง 3 มาสก ให้ลูกศิษย์ลักอีกรูปละ 1 มาสก อาจารย์ต้องอาบัติถุลลัจจัย เพราะของนั้นราคาไม่ถึง 5 มาสก ฝ่ายลูกศิษย์ลักด้วยมือตัวเองรูปละ 1 มาสก แล้วต่างก็บอกให้ กันลักเพิ่มอีกรูปละ 5 มาสก ลูกศิษย์ 3 รูปนี้ต้องอาบัติปาราชิก)
15) สตรีอยู่ข้างใน ภิกษุอยู่ข้างนอก ไม่มีช่องใดๆ ในเรือน นั้น แต่ภิกษุก็ต้องอาบัติได้เพราะเสพเมถุน (กับสตรีคนนั้น) เป็น ไปได้อย่างไร? (ตอบว่า เป็นไปได้ ถ้าสิ่งที่กั้นระหว่างข้างในกับ ข้างนอกเป็นผ้า เพราะกุฏิมุงบังด้วยผ้าก็มี)
16) ภิกษุรับประเคนน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และเนยใส ด้วย ตนเอง แล้วเก็บไว้ (ปกติเมื่อยังไม่เกิน 7 วัน ฉันได้ไม่เป็นอาบัติ) เกิดอะไรขึ้นอย่างหนึ่ง ฉันแล้วไม่เป็นอาบัติ? (ตอบว่า เพราะภิกษุ นั้นเพศกลับ เท่ากับว่าขาดจากความเป็นภิกษุก่อนฉันแล้ว)
17) มีอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์และสุทธิกปาจิตตีย์อยู่คู่หนึ่ง ซึ่งภิกษุอาจละเมิดได้พร้อมกัน คืออะไร? (ตอบว่า คือข้อ น้อมลาภสงฆ์ เขาถวายจีวรเพื่อสงฆ์ แต่เอามาเป็นของตัวเอง 1 ผืน และยกให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งอีก 1 ผืน)
18) ภิกษุ 20 รูป ประชุมทำสังฆกรรม โดยคิดว่าพร้อม เพรียงกันแล้ว แต่เป็นไปได้ที่ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ไกลถึง 12 โยชน์ สามารถทำสังฆกรรมนั้นให้เสียได้ ด้วยเหตุที่การประชุมไม่ครบ องค์สงฆ์ ใช่หรือไม่? (ตอบว่า ใช่ ในกรณีที่สีมาเป็นคามสีมา เช่น คามสีมาที่ครอบคลุมกรุงพาราณสี กินพื้นที่ถึง 12 โยชน์ ถ้า ภิกษุรูปนั้นยังมาไม่ถึง ที่ประชุมก็ต้องรอ)
19) เพียงก้าวเท้าไปและกล่าววาจาคราวเดียวกัน ก็ทำให้ภิกษุ เป็นสิบๆ รูปต้องอาบัติสังฆาทิเสสพร้อมกันทั้งหมด ด้วยเรื่อง อะไร? (ตอบว่า ด้วยเรื่องการชักสื่อในสัญจริตสิกขาบท (สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ 5) ไปทำการชักสื่อ กี่รูปก็ต้องอาบัติพร้อมกันหมด)
20) ภิกษุนุ่งสบง ห่มสังฆาฏิ 2 ชั้น (อย่างถูกต้องแล้ว) แต่ ผ้าทั้ง 2 ผืนนั้นกลายเป็นนิสสัคคีย์ เพราะอะไร? (ตอบว่า เกิด จากกรณีให้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติซักให้ แม้ยังนุ่งห่มผ้านั้นอยู่ ถ้ามุม ผ้าเปื้อน แล้วให้ภิกษุณีนั้นซักมุมผ้า ผ้านั้นย่อมเป็นนิสสัคคีย์)
21) มีท่านผู้หนึ่ง จะว่าบวชด้วยญัตติก็ไม่ใช่ ด้วยกรรม วาจาก็ไม่เชิง จะว่าบวชด้วยเอหิภิกขุก็ไม่ใช่ สรณคมน์ก็ไม่ได้รับ ท่านผู้นั้นบวชด้วยวิธีใด? (ตอบว่า คือ มหาปชาบดีโคตมี ซึ่งบวช ด้วยครุธรรม 😎
22) มีคนโง่อยู่คนหนึ่ง ได้ฆ่าสตรีซึ่งไม่ใช่มารดา ได้ฆ่าบุรุษ ซึ่งไม่ใช่บิดา ได้ฆ่าบุคคลซึ่งไม่ใช่อริยะ แต่ต้องอนันตริยกรรม เป็นเพราะเหตุใด? (ตอบว่า เพราะที่แท้ สตรีและบุรุษที่ตนฆ่านั้น ก็คือมารดาและบิดานั่นเอง แต่เพศกลับ (ทำให้ไม่รู้ว่าเป็นมารดา บิดา)
23) คนโง่อีกรายหนึ่ง ฆ่าสตรีผู้เป็นมารดา ฆ่าบุรุษผู้เป็นบิดา แต่ไม่ต้องอนันตริยกรรม เพราะเหตุใด ? (ตอบว่า เพราะ มารดาบิดาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ดังเรื่องเล่าในชาดก)
24) มีสังฆกรรมประเภทหนึ่ง ภิกษุไม่ได้โจท ไม่ได้สอบสวน และทำลับหลัง แต่ก็เป็นอันเสร็จโดยชอบธรรม สงฆ์ในที่ประชุม (การกสงฆ์) ก็ไม่ต้องอาบัติ นั่นคือสังฆกรรมประเภทไหน? (ตอบ ว่า คือการอุปสมบทภิกษุณีด้วยทูต บวชผ่านตัวแทนของภิกษุณี ซึ่งบวชจากภิกษุณีสงฆ์แล้ว)
25) ถามแล้ว สอบสวนแล้ว ทำสังฆกรรมต่อหน้าแล้ว แต่สังฆกรรมนั้นก็ใช้ไม่ได้ สงฆ์ที่ร่วมกันทำก็ต้องอาบัติด้วย คือกรณี ใด? (ตอบว่า คือการอุปสมบทของอภัพพบุคคล มีกะเทยเป็นต้น) (ในอรรถกถาชื่อกรุนที กล่าวว่า ข้อ 24 หมายถึงสังฆกรรมไม่พร้อมหน้า 8 อย่าง ข้อ 25 หมายถึงสังฆกรรมที่ทำแก่ ภิกษุผู้ไม่มีอาบัติ)
26) ภิกษุตัด ต้องอาบัติก็มี ไม่ต้องอาบัติก็มี, ภิกษุปิด ต้องอาบัติก็มี ไม่ต้องอาบัติก็มี หมายถึงอย่างไร? (ตอบว่า ตัดหญ้าตัดเถาวัลย์ เป็นปาจิตตีย์, ตัดองคชาต เป็นถุลลัจจัย, ปลงผม ตัดเล็บ ไม่เป็นอาบัติ, ปิดอาบัติ เป็นอาบัติ ปิดหรือมุง หลังคาที่อยู่อาศัย ไม่เป็นอาบัติ)
27) พูดจริงต้องอาบัติหนัก พูดเท็จต้องอาบัติเบา พูดเท็จ ต้องอาบัติหนัก และพูดจริงต้องอาบัติเบา หมายถึงอย่างไร? (ตอบ ว่า พูดเรื่องจริงกับสตรีและกะเทยว่า เขามีหงอน หรือมี 2 เพศ ต้องสังฆาทิเสส พูดเท็จ เป็นทุกกฎเพราะสัมปชานมุสาวาท พูดเท็จ เป็นปาราชิกเพราะอวดอุตริมนุสสธรรมที่ไม่มีจริง พูด จริง เป็นปาจิตตีย์เพราะอวดอุตริมนุสสธรรมที่มีจริง)
28) ภิกษุใช้สอยจีวรที่อธิษฐานแล้ว เป็นผ้าย้อมฝาดแล้ว กัปปะก็ทำแล้ว แต่ยังต้องอาบัติ เพราะเหตุใด? (ตอบว่า เพราะ ไม่สละ ก่อนใช้จีวรที่เป็นนิสสัคคีย์)
29) ค่ำแล้วภิกษุฉันเนื้อ ทั้งๆ ที่ไม่ได้บ้า ไม่ได้คลั่ง ไม่ได้เพ้อ เพราะเจ็บไข้ได้ป่วยอะไร แต่ก็ไม่เป็นอาบัติ เพราะเหตุอะไร? (ตอบว่า เพราะอ้วก เพราะเรอ-กลืนอาหารกลับเข้าไปได้)
30) มีภิกษุประเภทหนึ่ง ไม่มีจิตกำหนัด ไม่คิดลักขโมย และไม่คิดจะฆ่าใคร แต่เธอก็เป็นปาราชิก เพราะให้รูปอื่นจับสลาก และภิกษุผู้จับสลากก็เป็นถุลลัจจัย เป็นเพราะเหตุใด? (ตอบว่า ได้แก่ผู้ทำสังฆเภท เป็นปาราชิก, ผู้ทำตามเธอ เป็นถุลลัจจัย)
31) ไม่ใช่เสนาสนะป่าอันน่ากลัวอันตราย ทั้งสงฆ์ก็ไม่ได้แต่งตั้งเธอ กฐิน เธอก็ไม่ได้กราน ภิกษุนั้นเก็บจีวรไว้ ณ ที่แห่ง หนึ่ง แล้วเดินทางไปตั้งกึ่งโยชน์เมื่ออรุณขึ้น (ตามพระวินัยต้อง อาบัติ) แต่เธอไม่ต้องอาบัติ เพราะเหตุใด? (ตอบว่า เพราะเก็บ จีวรนั้นไว้ที่โคนต้นไม้ของสกุลหนึ่ง เช่น ต้นไทรที่งามสล้าง)
32) ทุกอย่างเป็นอาบัติทางกาย ไม่ใช่ทางวาจา สิ่งที่ทำ ไม่ใช่อันเดียวกัน แต่ภิกษุผู้ทำ ต้องอาบัติในขณะเดียวกัน ไม่ ก่อนไม่หลัง คือทำอะไร? (ตอบว่า ได้แก่ภิกษุจับรวบเส้นผม หรือนิ้วมือของหญิงพร้อมกันหลายคน เป็นอาบัติหลายตัวพร้อมกันเท่ากับจำนวนหญิง)
33) ทุกอย่างเป็นอาบัติทางวาจา ไม่ใช่ทางกาย และต่างวัตถุกัน (เหมือนข้อ 32) แต่ภิกษุผู้ทำ ต้องอาบัติในขณะเดียวกัน คือทำอะไร? (ตอบว่า ได้แก่ภิกษุกล่าวคำหยาบ เช่นพูดว่า เธอ ทุกคนมีหงอน ที่อวัยวะเพศ) เป็นต้น)
34) ไม่ได้เสพเมถุนกับสตรี 3 จำพวก บุรุษ 3 จำพวก คน 2 เพศ และ กะเทย (รวม 6 จำพวก) และไม่ได้เสพเมถุนกับ อวัยวะส่วนใดๆ แต่ก็เป็นปาราชิกได้เพราะเสพเมถุน เป็นด้วยเหตุ ใด? (ตอบว่า เป็นกรณีภิกษุณีพยายามเคล้าคลึงด้วยการให้เกิดอารมณ์ทางเพศ แม้ไม่ได้เสพเมถุน ก็เป็นปาราชิก)(อัฏฐวัตถุกาปาราชิก)
35) ขอจีวรกะมารดา และไม่ได้น้อมลาภไปเพื่อสงฆ์ เหตุใดจึงต้องอาบัติ แต่ขอกะญาติไม่เป็นอาบัติ เพราะเหตุใด? (ตอบ ว่า เพราะการขอนั้น เป็นการพูดให้ระลึกได้เพื่อตนจะได้ผ้าอาบน้ำฝน(วัสสิกสาฎก) เมื่อพ้นฤดูฝนแล้ว
36) ผู้โกรธที่ทำให้สงฆ์ยินดีก็มี ผู้โกรธที่สงฆ์ติเตียนก็มี เรื่องอะไรที่ทำให้สงฆ์สรรเสริญผู้โกรธได้? (ตอบว่า เรื่องเกี่ยวกับ ติตติยวัตร-วัตรสำหรับเดียรถีย์ กล่าวคือ เดียรถีย์ หรือภิกษุผู้ ไปเข้ารีตเดียรถีย์ จะต้องประพฤติวัตรนี้ก่อน สงฆ์จึงจะยอมรับ ได้ ถ้าคนอื่นสรรเสริญคุณของพวกเดียรถีย์ให้ฟัง แล้วเขาโกรธ สงฆ์จะยินดีพอใจ แต่ถ้าเขาผู้นั้นได้ยินคนสรรเสริญคุณพระรัตน ตรัยแล้วโกรธ สงฆ์จะยังไม่ยอมรับ)
37) ผู้แช่มชื่น ทำให้สงฆ์ยินดีก็มี ทำให้สงฆ์ติเตียนก็มี มี นัยเหมือนกับข้อ 36
38) ทำอย่างไร จึงต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิต ตีย์ ปาฏิเทสนียะ และทุกกฏ ในขณะเดียวกันได้? (ตอบว่า ได้แก่ กรณีภิกษุณีผู้กำหนัด รับบิณฑบาตจากมือของบุรุษผู้กำหนัด และ บิณฑบาตนั้นคืออาหารคลุกกับเนื้อมนุษย์, กระเทียม, โภชนะ อันประณีต, เนื้อต้องห้าม (อกัปปิยมังสะ) ที่เหลือ และกลืนกิน
39) ทั้งสองมีอายุครบ 20 ปี บวชจากอุปัชฌาย์รูปเดียวกัน มีอาจารย์รูปเดียวกัน มีกรรมวาจาเดียวกัน แต่คนหนึ่งเป็นอุป สัมบัน อีกคนหนึ่งเป็นอนุปสัมบัน เพราะเหตุไร? (ตอบว่า เป็น กรณีสามเณร 2 รูป เมื่อรับการอุปสมบท สามเณรรูปหนึ่งมี ฤทธิ์ เวลาอุปสมบท นั่งลอยอยู่ในอากาศ (แม้เท่าเส้นผมก็ตาม) ขณะที่อีกรูปหนึ่ง นั่งติดพื้นปกติ การอุปสมบทของสามเณรรูปที่ มีฤทธิ์ ใช้ไม่ได้ เธอจึงเป็นอนุปสัมบันเหมือนเดิม หรือสงฆ์พากันนั่งอยู่ในอากาศอุปสมบทให้อนุปสัมบันที่อยู่บนพื้นดิน ก็ใช้ไม่ได้
40) ผ้ายังไม่ทำกัปปะ ย้อมก็ยังไม่ได้ย้อม ภิกษุต้องการก็ ไปหามานุ่งห่มเลย เธอไม่ต้องอาบัติ เพราะเหตุไร? (ตอบว่า เป็น กรณีภิกษุถูกโจรแย่งชิงจีวรไป หากเปลือยกายเดิน ต้องอาบัติ)
41) ภิกษุณีไม่ให้ ไม่รับ ไม่มีการรับด้วยเรื่องนั้น แต่ต้องอาบัติหนักเพราะการบริโภค ด้วยเหตุใด? (ตอบว่า เป็นกรณี ภิกษุณีผู้ใช้ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส เพราะเหตุที่ภิกษุณีซึ่งตนใช้นั้นไปรับบิณฑบาตจากมือบุรุษผู้กำหนัด การต้องอาบัติของภิกษุณีผู้ใช้ ต้องเพราะการบริโภคของภิกษุณีผู้รับใช้ คือเป็นสังฆาทิเสส แก่ภิกษุณีผู้ใช้ ทันทีที่ผู้รับใช้ฉันเสร็จ)
42) ภิกษุณีไม่ให้ ไม่รับ ไม่มีการรับด้วยเรื่องนั้น แต่ต้องอาบัติเบาเพราะการบริโภค ด้วยเหตุใด? (ตอบว่า เป็นการใช้ให้ไปรับน้ำและไม้สีฟัน ของภิกษุณีผู้ใช้เอง)
43) ภิกษุณีต้องอาบัติหนัที่กคือสังฆาทิเสส แล้วปกปิดไว้ โดย ไม่ใส่ใจ เมื่อไม่ใช่ภิกษุณีก็ไม่ต้องอาบัติเป็น เพราะเหตุใด? (ตอบ ว่า ภิกษุณีหรือไม่ใช่ภิกษุณีก็ตาม เมื่อต้องอาบัติสังฆาทิเสสตัวใดตัวหนึ่ง แม้จะปกปิดไว้ ก็ไม่ต้องอาบัติตัวอื่นอีกเหมือนภิกษุ จะปกปิดหรือไม่ปกปิด ก็ให้ปักขมานัตต์(ให้อยู่มานัต 15 วัน) เหมือน กันหมด)
----------///---------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ