พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๓๐)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
... ต่อไป กฎหมายจะเข้ามาบังคับใช้กับสถาบันศาสนามากขึ้น เช่น การเก็บภาษี การขออนุญาตต่างๆให้ถูกต้อง การปลูกสร้างอาคาร พระสงฆ์ในอนาคตจะต้องดำเนินการต่างๆให้ถูกต้อง ชัดเจน เพราะข้าราชการคนนี้อาจจะหยวนได้ แต่คนใหม่มาอาจจะบังคับใช้กฎหมายเต็มที่ นั่นหมายความว่า ปัญหาต่างๆจะตามมาทันที
..........................................................
ความในย่อหน้านี้ผมได้อภิปรายไปแล้ว แต่มีข้อความท่อนหนึ่งที่ข้ามไป นั่นคือ
“ต่อไป กฎหมายจะเข้ามาบังคับใช้กับสถาบันศาสนามากขึ้น เช่น การเก็บภาษี”
เราคงจำกันได้ว่า เมื่อไม่ช้าไม่นานเกินลืมมานี้ มีท่านผู้หนึ่งเปิดประเด็นให้ “เก็บภาษีเงินได้พระ”
คือท่านอ้างว่า พระเดี๋ยวนี้มีรายได้เยอะ มีเงินเก็บก็เยอะ พระจึงควรเสียภาษีเงินได้
เข้าใจว่า กรณีนี้แหละเป็นที่มาของถ้อยคำในบทความที่ว่า “การเก็บภาษี” ซึ่งผมเข้าใจว่าหมายถึง “ภาษีเงินได้”
ถ้ามีการอนุมัติหลักการให้เก็บภาษีเงินได้พระจริงๆ
ก็เท่ากับลบล้างหรือล้มล้างหลักการของพระในพระพุทธศาสนา
หลักการของพระในพระพุทธศาสนาก็คือ ไม่มีเงินได้
หลักการของพระในพระพุทธศาสนา คือ -
..........................................................
อปฺปํ วา โภคกฺขนฺธํ ปหาย
มหนฺตํ วา โภคกฺขนฺธํ ปหาย
อปฺปํ วา ญาติปริวฏฺฏํ ปหาย
มหนฺตํ วา ญาติปริวฏฺฏํ ปหาย
ละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่
ละเครือญาติน้อยใหญ่
ที่มา: สามัญญผลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
พระไตรปิฎกเล่ม ๙ ข้อ ๑๐๒
..........................................................
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “โภค” ว่า possession, wealth (สมบัติ, ความร่ำรวย) และแปล “โภคกฺขนฺธ” ว่า a mass of wealth, great possessions (สมบัติมาก, ทรัพย์สินเงินทองมั่งคั่ง)
..........................................................
ที่ต้อง “ละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่” ก็เพื่อจะได้ไม่มีโภคสมบัติและเครือญาติมาทำให้คอยเป็นห่วงกังวล จะได้ปฏิบัติขัดเกลาตนเองเพื่อบรรลุมรรคผลได้อย่างคล่องตัว
นี่คือหลักการของพระ
ถ้าละทรัพย์สินเงินทอง แล้วมุ่งหน้ามาสะสมทรัพย์สินเงินทองอีก ก็เท่ากับสวนทางกับหลักการ
พูดให้กระทบใจแบบไม่ต้องเกรงใจก็คือ - ทรยศต่อหลักการ
ถามว่า ผู้บริหารบ้านเมือง (ที่คิดจะออกกฎหมายเก็บภาษีเงินได้พระ) รู้เข้าใจหลักการนี้หรือไม่
ตอบได้เลยว่า รู้ รู้อย่างยิ่ง
อ้าว รู้ว่าพระไม่มีทรัพย์สิน (เงินได้) แล้วทำไมยังคิดจะเก็บภาษีเงินได้พระล่ะ?
เพราะเขารู้ด้วยว่า ตามความเป็นจริงนั้น พระส่วนหนึ่ง-จะเป็นส่วนมากหรือส่วนน้อยก็ตาม-มีรายได้ มีเงินได้ และมีทรัพย์สิน
ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ต้องจับเขาพูดกันให้เข้าใจ และตรงไปตรงมา
ถอยไปตั้งหลักกันที่ศีลของพระ
ในจำนวนศีลของพระ ๒๒๗ ข้อนั้น มีอยู่ข้อหนึ่งบัญญัติไว้ว่า -
..........................................................
โย ปน ภิกฺขุ ชาตรูปรชตํ อุคฺคเณฺหยฺย วา
อุคฺคณฺหาเปยฺย วา อุปนิกฺขิตฺตํ วา สาทิเยยฺย
นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ ฯ
อนึ่ง ภิกษุใด รับเองก็ดี ให้ผู้อื่นรับก็ดี ซึ่งทองและเงิน
ยินดีทองและเงินอันเขาเก็บไว้ให้ก็ดี
ภิกษุนั้นต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์
ที่มา: สิกขาบทที่ ๘ โกสิยวรรค นิสสัคคียกัณฑ์
วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒
พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๑๐๕ หน้า ๙๐
..........................................................
เข้าใจง่ายๆ เพื่อสะดวกแก่การปฏิบัติ ก็คือ รับ money เองก็ตาม ให้คนอื่นรับแทนก็ตาม เก็บสะสมไว้ก็ตาม ผิดวินัยพระ
..........................................................
แต่โดยสภาพความเป็นจริงของการครองชีพในสังคม
พระก็จำเป็นต้องใช้เงิน
กรุณาอย่าเถียงว่าไม่จำเป็น
..........................................................
พระพุทธองค์ผู้ทรงบัญญัติศีลข้อนี้ก็ทรงทราบดี จึงทรงเปิดประตูไว้ให้ออก นั่นคือให้พระใช้เงินผ่านวิธีปวารณา-ไวยาวัจกร
ถึงตรงนี้ต้องพิจารณาให้ละเอียดลงไปอีก
ที่ว่าพระก็จำเป็นต้องใช้เงินนั้น หมายถึงพระก็ต้องกินต้องใช้ แต่ของกินของใช้ของพระ-ที่เรียกว่าปัจจัยสี่-นั้น ตามกฎกติกาของการเข้ามาเป็นพระกำหนดไว้แล้วว่า ได้มาจากชาวบ้าน พระผลิตเองล้วนๆ ไม่ได้
คำเรียกวิถีชีวิตพระคำหนึ่งคือ “ปรปฏิพัทธชีวิกา” (ปะ-ระ-ปะ-ติ-พัด-ทะ-ชี-วิ-กา) มีความหมายว่า อาศัยผู้อื่นจึงครองชีพอยู่ได้
ผู้อื่น-คือชาวบ้าน ผลิตปัจจัยสี่ได้เองก็ถวายปัจจัยสี่ สิ่งไหนที่ผลิตเองไม่ได้ แต่มีผู้อื่นผลิตขาย ก็ใช้เงินซื้อมาถวายพระ
เห็นไหมครับว่า เงินเข้ามาเกี่ยวตรงนี้
ชาวบ้านที่มีศรัทธาสนับสนุนให้พระมีกำลังปฏิบัติธรรม แต่ไม่สะดวกที่จะจัดหาปัจจัยสี่มาถวายพระด้วยตนเองได้ทุกครั้งไป จึงใช้วิธีมอบเงินไว้กับคนที่รับอาสาเป็นผู้ไปจัดซื้อจัดหาปัจจัยสี่มาถวายพระแทนตน
คนที่รับอาสาทำให้เช่นนี้ก็ทำด้วยหวังบุญกุศลที่เรียกว่า “ไวยาวัจมัย” คือบุญที่เกิดจากการรับช่วยเหลือทำกิจที่ถูกที่ควร
คนชนิดนี้ภาษาพระเรียกว่า “ไวยาวัจกร” หรือ “กัปปิยการก” (ที่วัดหนองกระทุ่มบ้านผม ทั้งพระทั้งชาวบ้านเรียกคนชนิดนี้ว่า “อุปัฏฐาก”) ซึ่งก็คือชาวบ้านที่สมัครใจหรือถูกขอร้องให้เข้าไปช่วยดูแลพระเณรในวัดนั้นๆ เป็นการประจำนั่นเอง
การเอาเงินไปมอบไว้กับไวยาวัจกรเพื่อให้จัดซื้อปัจจัยสี่มาถวายพระ จึงเป็นวิธีที่ชาวบ้านที่มีศรัทธานิยมทำกันทั่วไป ภาษาพระเรียกว่า “ปวารณา”
“ปวารณา” ก็คือ การที่ชาวบ้านแจ้งให้พระทราบว่า ชาวบ้านมีศรัทธาขอถวายเงินแก่พระจำนวนเท่านี้ๆ แต่ไม่ได้เอาเงินมาประเคนใส่มือพระหรือใส่ย่ามพระไปตรงๆ เพราะทั้งพระทั้งชาวบ้านรู้พระวินัยตรงกันว่า มีสิกขาบทบัญญัติห้ามพระรับเงิน ดังนั้น เมื่อจะถวายเงินจึงต้องเอาเงินนั้นไปมอบไว้แก่ไวยาวัจกร
และที่ไม่เอาเงินไปมอบให้ไวยาวัจกรเงียบๆ หากแต่บอกกล่าวให้พระรู้ด้วยเป็นการเปิดเผย ก็เพื่อให้พระกับไวยาวัจกรรับรู้ข้อมูลตรงกัน คือ พระก็รู้ว่ามีเงินอันเป็นสิทธิของท่านอยู่ที่ไวยาวัจกรเป็นจำนวนเท่านี้ ฝ่ายไวยาวัจกรก็รู้ว่า เงินที่ตนรับไว้เป็นสิทธิ์เป็นส่วนของพระรูปนั้นๆ จำนวนเท่านี้ๆ
เพราะฉะนั้น พูดใหม่ให้ชัด ปวารณาคือถวายปัจจัยสี่ให้พระ ไม่ได้ถวายตัวเงินตรงๆ พระต้องการสิ่งใดอันสมควรแก่สมณบริโภค ก็บอกให้ไวยาวัจกรใช้เงินนั้นไปจัดหามาให้ นั่นคือพระใช้เงินผ่านไวยาวัจกร
ถ้าศึกษาถ้อยคำที่ใช้ในการปวารณาจะยิ่งเห็นได้ชัดว่า “ถวายปัจจัยสี่ ไม่ได้ถวายเงิน”
คำปวารณาตามแบบมาตรฐานเป็นดังนี้
..........................................................
ข้าพเจ้าขอถวายปัจจัยสี่แด่พระคุณเจ้าเป็นมูลค่า ... (ระบุจำนวนเงิน) ... หากพระคุณเจ้าประสงค์สิ่งหนึ่งสิ่งใดอันสมควรแก่สมณบริโภค ขอได้โปรดเรียกร้องจากไวยาวัจกรของพระคุณเจ้านั้นเทอญ
..........................................................
ในภาษาไทย คำว่า “ปัจจัย” ที่เข้าใจกันว่า “เงินถวายพระ” ก็ตัดมาจากคำว่า “ปัจจัยสี่” นี่เอง
..........................................................
จะเห็นได้ว่า -
๑ ถวายปัจจัยสี่ ไม่ได้ถวายเงิน
๒ แม้ปัจจัยสี่นั่นเองก็เฉพาะสิ่งที่ “สมควรแก่สมณบริโภค” เท่านั้น ถ้าใช้เงินไปจัดหาของที่ไม่สมควรแก่สมณบริโภค ก็ผิดเจตนาของผู้ถวาย
จะเห็นได้ต่อไปอีกว่า คนที่ใช้เงินจริงๆ คือไวยาวัจกร ไม่ใช่พระ
เพราะฉะนั้น พระใช้เงินผ่านวิธีปวารณา-ไวยาวัจกร จึงไม่ผิดพระวินัย
..................
จุดเปลี่ยนหรือจุดเสื่อมมาเกิดขึ้นตรงที่ไวยาวัจกรกับพระ “สมรู้ร่วมคิด” กัน กล่าวคือ พระก็อยากถือเงินเอง อยากได้อะไรซื้อเองสะดวกกว่า ไวยาวัจกรก็ไม่ต้องการรับภาระวิ่งซื้อวิ่งหา ไม่ต้องเหนื่อย เป็นอันสมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย
พระถือเงินเอง สะสมเงินเอง จึงเกิดขึ้นตรงนี้ เป็นความผิดขั้นมูลฐาน คือผิดพระวินัยตรงๆ
ฝ่ายคนที่มาเห็น “ของจริง” ตรงนี้ จะให้เขาเข้าใจว่ากระไร ก็ต้องเข้าใจว่า อ้อ พระมีเงินนี่ พระมีรายได้นี่ แนวคิด-เก็บภาษีเงินได้พระ จึงเกิดขึ้นตรงนี้
ถ้ารัฐบ้าจี้ ออกกฎหมายเก็บภาษีเงินได้พระจริงๆ ก็เท่ากับทำความผิดซ้ำลงไปบนความผิดขั้นมูลฐานที่พระทำไว้
ทีนี้ก็เละดูไม่จืดกันเลย
แล้ววิธีแก้ไขจะทำอย่างไร?
-----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๖
๑๘:๔๐
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ