พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๑๗)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
... ดังนั้น พระสงฆ์ต้องรู้ตัวเอง การจะก้าวย่างไปในสังคม ต้องดูหน้าดูหลัง จะเรียกร้องนั่น โน่น นี่ เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ คนที่ศรัทธาก็มี แต่คนที่เกลียดก็เยอะ เป็นพระในยุคนี้ อย่าเยอะ....ดูความเหมาะสมให้มาก
..........................................................
โดยรวมแล้ว ข้อความในย่อหน้านี้เป็นการเตือนพระ แต่มีถ้อยคำถ้อยความบางคำที่ควรยกมาพิจารณา
“จะเรียกร้องนั่น โน่น นี่ เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้”
ฟังเหมือนกับว่า เมื่อก่อนพระเรียกร้องนั่นโน่นนี่กันอยู่เสมอ
เท่าที่รู้สึก “แวบ” ขึ้นมา กรณีพระเรียกร้องที่ครึกโครมก็มีอยู่ครั้งหนึ่ง คราวที่เรียกร้องให้คืนสมณศักดิ์ “พระพิมลธรรม” (อาจ อาสภเถระ) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ และ “พระศาสนโสภณ” (ปลอด อัตถการีเถระ) วัดราชาธิวาส ขณะที่เขียนนี้จำไม่ได้ว่าปีไหน ค้นในอินเทอร์เน็ตพบว่า เหตุเกิดเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๑๘ คณะพระสงฆ์ที่เรียกกันว่า “กลุ่มยุวสงฆ์” ชุมนุมกันที่ลานอโศก วัดมหาธาตุฯ
คนอายุไม่ถึง ๕๐ คงไม่รู้เรื่องในครั้งนั้น แต่ผมรู้เรื่อง เพื่อนพระที่ไปร่วมชุมนุมกลับมาเล่าบรรยากาศให้ฟังทุกวัน
อีกครั้งหนึ่งที่ “แวบ” ขึ้นมา เป็นเหตุการณ์กรณี “ท่านเจ้าคุณประสาร” จัดการชุมนุมพระที่พุทธมณฑล ขณะที่เขียนนึกไม่ออกว่าชุมนุมเมื่อไร เรียกร้องเรื่องอะไร ค้นในอินเทอร์เน็ตพบว่า ชุมนุมเมื่อปี ๒๕๕๙ เรียกร้องให้ตั้ง “สมเด็จช่วง” วัดปากน้ำเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ท่านผู้ใดขยันค้นข้อมูล โปรดช่วยกันค้นดูว่ามีพระชุมนุมเรียกร้องอะไรที่ไหนอีก-เอาตั้งแต่ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์มาเลยก็ยิ่งดี จะได้รู้กันว่า เมื่อก่อนพระเรียกร้องนั่นโน่นนี่กันอย่างไรบ้าง ซึ่งจะช่วยให้มองภาพออกว่า-ทำไมสมัยนี้จึงจะเรียกร้องแบบนั้นไม่ได้
กรณีพระ “เรียกร้องนั่นโน่นนี่” ถ้าเอาพระธรรมวินัยเป็นหลัก ก็จบง่าย คือตัดสินได้ง่ายว่าเป็นหน้าที่ของพระหรือเปล่า แต่ถ้าเอาความเห็นของข้าพเจ้าเป็นหลัก ก็จบยาก
พระธรรมวินัยกำหนดไว้ชัดเจนว่า นี่หน้าที่พระ นี่ไม่ใช่หน้าที่พระ ศึกษาเรียนรู้ให้ทั่วถึงก็จะได้คำตอบที่ยอมรับได้ตรงกัน
ถ้าเอาความเห็นของตัวบุคคลเป็นหลัก ก็ยุ่ง
คนหนึ่งเห็นว่าเรื่องนี้ควรเป็นหน้าที่ของพระ
อีกคนหนึ่งเห็นว่าเรื่องนั้นไม่ใช่หน้าที่ของพระ
เรื่องเดียว ความเห็นแค่ ๒ คนก็ยุ่งแล้ว
หลายเรื่อง หลายคนหลายความเห็น ก็ยิ่งยุ่งหนักขึ้น
ว่ากันตามหลักแล้ว วิถีชีวิตสงฆ์หรือการครองชีพเพื่อขัดเกลาตนเอง ถ้ายึดพระธรรมวินัยเป็นหลัก พระก็ไม่มีเหตุจะต้องเรียกร้องอะไรจากใครเลย
ลองนึกดู แค่เรื่องปัจจัยในการครองชีพ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่สุด พระวินัยกำหนดไว้ว่า พระจะเอ่ยปากขอ-ซึ่งก็คือเรียกร้อง-จากใครๆ มิได้ ยกเว้นเฉพาะคนที่เป็นญาติกัน ถ้าไม่ใช่ญาติก็ต้องเป็นคนที่ “ปวารณา” ไว้ คือคนที่เอ่ยปาก รับปาก หรือเปิดโอกาสให้ขอได้
แล้วอย่างนี้ พระมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปเรียกร้องอะไรจากใคร-ถ้าดำรงอยู่ในพระธรรมวินัยอย่างตรงไปตรงมา
แม้ในเรื่องที่เกี่ยวกับพระธรรมวินัยตรงๆ ก็ยังมีเงื่อนแง่ที่ต้องพิจารณาให้ทั่วถึงว่า เป็นสิทธิเป็นหน้าที่ที่พระจะต้องเรียกร้องใช่หรือมิใช่
โปรดพิจารณาเรื่องสมมุติต่อไปนี้
สมมุติว่ารัฐบาลไทยออกกฎหมาย-ห้ามพระออกบิณฑบาต
ถามว่า พระมีสิทธิ์เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายนี้หรือไม่
ถ้าตอบตามความเห็น ก็ตอบได้ทันทีว่า พระมีสิทธิ์เรียกร้อง เพราะการออกบิณฑบาตเป็นหน้าที่ของพระ กฎหมายฉบับนี้ขัดขวางการทำหน้าที่ของพระ ดังนั้น พระจึงมีสิทธิ์เรียกร้องให้ยกเลิก
แต่ถ้าตอบตามหลักพระธรรมวินัย ก็ต้องพิจารณาเป็นชั้นๆ ไป
ชั้นแรก การออกบิณฑบาตเป็นกิจเพื่อการขัดเกลาตนเอง แต่ไม่ใช่ข้อบังคับ คือไม่ใช่สิกขาบทหรือศีล พูดชัดๆ พระไม่ออกบิณฑบาต ศีลก็ไม่ขาด ไม่ผิดศีล ไม่ต้องอาบัติ เพียงแต่ขาดโอกาสที่จะประพฤติปฏิบัติเพื่อขัดเกลาตนเองตามหลักการครองชีพของพระ
เมื่อการกระทำเช่นนั้นขัดต่อกฎหมายของบ้านเมือง แต่ไม่ขัดกับวินัยของพระ พระก็ไม่พึงกระทำสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง
ส่วนสิทธิ์ที่จะเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมาย ควรเป็นสิทธิ์ของชาวบ้านที่มีศรัทธาใส่บาตร เพราะกฎหมายฉบับนั้นออกมาลิดรอนสิทธิ์ของชาวบ้านที่จะได้ใส่บาตร ชาวบ้านผู้เสียสิทธิ์จึงมีสิทธิ์โดยตรงที่จะเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายฉบับนั้น
พูดชัดๆ เป็นเรื่องที่ประชาชนในบ้านเมืองกับผู้ปกครองบ้านเมืองจะตกลงกันเอง ไม่ใช่เรื่องที่พระจะเข้าไปเป็นคู่กรณี
เรื่องนี้จะเข้าใจชัดขึ้นถ้าพิจารณาเรื่องสมมุติอีกเรื่องหนึ่งประกอบกัน
สมมุติว่ารัฐบาลไทยออกกฎหมาย-ให้พระออกบิณฑบาตหลังเที่ยงวันไปแล้ว ซึ่งก็เท่ากับให้พระฉันอาหารหลังเที่ยงวันไปแล้ว
ถามว่า พระจะเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายฉบับนี้หรือจะปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้
อาจมีพระหัวก้าวหน้า-อยากจะให้พระฉันได้ทั้งเช้าทั้งเย็น-บอกว่า พระควรปฏิบัติตาม หลักที่สามารถอ้างได้-และมักจะมีพระนิยมยกไปอ้างอยู่เสมอก็คือ -
..........................................................
อนุชานามิ ภิกฺขเว ราชูนํ อนุวตฺติตุํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้คล้อยตามพระเจ้าแผ่นดิน
..........................................................
“ราชูนํ อนุวตฺติตุํ” = คล้อยตามพระเจ้าแผ่นดิน > ปฏิบัติตามกฎหมาย/ระเบียบของทางราชการ
..........................................................
พุทธานุญาตนี้มีที่มาจากพระวินัยปิฎก ขอยกคำแปลเรื่องราวตอนนี้มาเสนอไว้ในที่นี้ ดังนี้ -
..........................................................
ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชมีพระราชประสงค์จะทรงเลื่อนกาลฝนออกไป จึงทรงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ถ้ากระไรขอพระคุณเจ้าทั้งหลายพึงจำพรรษาในชุณหปักษ์อันจะมาถึง.
ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า --
อนุชานามิ ภิกฺขเว ราชูนํ อนุวตฺติตุํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้คล้อยตามพระเจ้าแผ่นดิน
ที่มา: วัสสูปนายิกขันธกะ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๔ ข้อ ๒๐๙
..........................................................
พระพุทธพจน์อันเป็นพุทธานุญาตนี้ คณะสงฆ์ใช้เป็นหลักอ้างอิงอยู่เสมอเมื่อภิกษุหรือคณะสงฆ์จะต้องปฏิบัติเรื่องใดๆ ตามที่ทางราชการบ้านเมืองกำหนดไว้
ตัวอย่างเช่นทางราชการมีกฎหมายกำหนดให้ชายไทยที่มีอายุครบเกณฑ์ต้องเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ ที่ชาวบ้านเรียกรู้กันว่า “เกณฑ์ทหาร” หรือ “ไล่ทหาร”
ภิกษุที่มีอายุถึงเกณฑ์ แม้กำลังบวชอยู่ก็ต้องไปเข้ารับการตรวจเลือกตามระเบียบของทางราชการ ตรวจเลือกแล้วถ้าถูกเกณฑ์ หรือที่เรียกกันว่า “ถูกทหาร” ก็ต้องลาสิกขาไปเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ เว้นไว้แต่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ที่ทางราชการยอมผ่อนผันให้
กรณีเช่นนี้แหละเป็นการปฏิบัติตรงตามพระพุทธานุญาต “อนุชานามิ ภิกฺขเว ราชูนํ อนุวตฺติตุํ” จะถือว่าทางบ้านเมืองบีบบังคับภิกษุหรือคณะสงฆ์มิได้
แต่ก็ใช่ว่าพระจะต้องปฏิบัติตามที่ทางราชการบ้านเมืองกำหนดไว้หมดทุกเรื่องก็หาไม่ ท่านให้ปฏิบัติตามเฉพาะเรื่องที่เป็น “ธัมมิกะ” คือถูกต้องตามพระธรรมวินัยเท่านั้น เรื่องที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยท่านไม่ยอมให้ปฏิบัติเลย
จะเห็นได้ว่า กฎหมายให้พระออกบิณฑบาตหลังเที่ยงวัน ให้พระฉันอาหารหลังเที่ยงวัน ขัดกับหลักพระธรรมวินัย พระปฏิบัติตามไม่ได้ อ้าง “ราชูนํ อนุวตฺติตุํ” > ปฏิบัติตามกฎหมาย/ระเบียบของทางราช ไม่ได้เลย
ถ้าจะอ้าง “ราชูนํ อนุวตฺติตุํ” กันแล้ว กฎหมายห้ามพระออกบิณฑบาตนั่นเสียอีกที่พระสามารถปฏิบัติตามได้ เพราะไม่ได้ละเมิดศีลข้อไหนเลย
แต่ที่ต้องคิดคำนึงควบไปด้วยก็คือ ไม่มีพุทธานุญาตข้อไหนเลย-ให้พระขัดขืนกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการได้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นปฏิปักษ์กับทางบ้านเมือง ไม่ใช่แนวทางของพระพุทธศาสนา
ถ้ารัฐบาลออกกฎหมายห้ามพระออกบิณฑบาตจริง
ถ้ารัฐบาลออกกฎหมายให้พระออกบิณฑบาตหลังเที่ยงวัน ให้พระฉันอาหารหลังเที่ยงวันจริง
ก็แปลว่า ผู้ปกครองบ้านนั้นเมืองนั้นไม่ต้อนรับพระพุทธศาสนานั่นเอง
อุปมาเหมือนแขกมาหา
เจ้าของบ้านไม่ต้อนรับ
แขกมีสิทธิ์เรียกร้องให้เจ้าของบ้านต้อนรับหรือ?
นอกเสียจากว่า-เจ้าของบ้านไม่ต้อนรับก็จริง แต่มีคนในบ้านที่ยินดีต้อนรับ ถ้าอย่างนี้ก็ควรเป็นเรื่องระหว่างคนในบ้านกับเจ้าของบ้านที่จะตกลงกันเองว่าจะเอายังไง-จะต้อนรับแขกหรือไม่ต้อนรับ
ไม่ใช่หน้าที่ของแขกที่จะเรียกร้องให้เขาต้อนรับตน
และต้องไม่ลืมว่า พระไม่ใช่เจ้าของบ้าน
หลักการเป็นพระในพระพุทธศาสนาคือ “อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตา” = ออกจากเรือนบวชไม่มีบ้านเรือน ความหมายก็คือ พระเป็นผู้สละสิทธิ์ใดๆ ที่จะพึงมีพึงได้แบบชาวบ้าน
ถ้าไม่รู้หลักการข้อนี้ หรือรู้แล้วลืม หรือไม่ลืมแต่ไม่สน
“เรียกร้องนั่นโน่นนี่” - เหมือนชาวบ้าน
ความเป็นพระก็เพี้ยน
..........................................................
ดังนั้น ถิ่นใดผู้บริหารบ้านเมืองไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาหรือไม่เป็นสัมมาทิฐิ พระพุทธศาสนาย่อมอยู่ในถิ่นนั้นได้ยาก เพราะอาจถูกกลั่นแกล้งจนพระไม่สามารถปฏิบัติตามพระธรรมวินัยได้สะดวกด้วยประการต่างๆ
ด้วยเหตุนี้ การอยู่ในปฏิรูปเทส-แดนดินถิ่นที่สมควร ท่านจึงจัดเป็นอุดมมงคลข้อหนึ่ง
..........................................................
ดูก่อนภราดา!
: ผู้บริหารบ้านเมืองไม่เป็นสัมมาทิฐิ
: พระสงฆ์อุตริละทิ้งพระธรรมวินัย
พระพุทธศาสนาย่อมถึงกาลประลัยไปจากแผ่นดินนั้นแล
..........................................................
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๖
๑๖:๕๓
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ