พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๒๖)

---------------------------

ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”

..........................................................

...# ในอนาคต สถานการณ์จะบีบครั้นพระสงฆ์มากขึ้น สมัยก่อน ถ้าโพสต์ภาพพระไปช่วยทำนา คนจะยกมือสาธุ 

... แต่ในปัจจุบัน หากมีการโพสต์แบบนั้นจะมีคนบางคนด่าว่า...ไอ้.... เป็นพระไม่รู้จักหน้าที่......หรือเดินฉายไฟฉายโดนตบ....นี่แค่ตัวอย่างเดียว หรือแค่โพสต์ภาพพระไปนั่งฉันชาบู หรือ ไปนั่งฉันอาหารริมแพ แค่นั้น ก็จะโดนสังคมรุมด่า ยังกะไปฆ่าข่มขืนพ่อแม่เขาเจ็ดชั่วโคตร 

ดังนั้น พระสงฆ์จะต้องรู้จักว่า อันไหนควรไม่ควร

..........................................................

ย่อหน้านี้น่าจะต้องทำความเข้าใจกันให้กระจ่าง

“สมัยก่อน ถ้าโพสต์ภาพพระไปช่วยทำนา คนจะยกมือสาธุ 

... แต่ในปัจจุบัน หากมีการโพสต์แบบนั้นจะมีคนบางคนด่าว่า...ไอ้.... เป็นพระไม่รู้จักหน้าที่” 

“พระไปช่วยทำนา” นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันให้กระจ่าง ทั้งฝ่ายพระ ทั้งฝ่ายชาวบ้าน

ผมเคยทำนามาก่อน พูดว่า “ทำนา” มองภาพออก

ถ้าเป็นสมัยใช้วัวควายไถนา พระก็จูงวัวจูงควายจากบ้านไปนา ถึงนาแล้วก็เทียมวัวควายเข้ากับแอก เทียมไถ แล้วก็ไล่วัวควายให้เดิน ผาลไถก็กินดินไปเรื่อยๆ นี่คือ “ไถนา” แบบเก่า (ขอให้นึกภาพพระราชพิธีแรกนาขวัญที่สนามหลวง)

ถ้าเป็นสมัยใช้รถไถ พระก็ขับรถไถจากบ้านไปนา แล้วก็ขับไถไปเรื่อยๆ นี่คือ “ไถนา” สมัยใหม่

พระหว่านกล้า พระถอนกล้า พระดำนา

ข้าวออกรวง ข้าวสุก พระก็เกี่ยวข้าว ถ้าเป็นสมัยใช้ลานนวดข้าว พระก็ขนข้าวที่เกี่ยวแล้วมาที่ลาน ใช้วัวควายเดินย่ำ เรียกว่า “นวดข้าว” ทำกรรมวิธีตามขั้นตอนจนได้ข้าวเปลือก ขนขึ้นยุ้งฉาง จบกระบวนการทำนาแบบเก่า

ทำนาสมัยใหม่ พอข้าวสุก (ข้าวในนา ไม่ใช่ข้าวในหมอ) พระก็ขับรถเกี่ยวข้าว รถปฏิบัติการจนเป็นเมล็ดข้าวลงกระสอบ เสร็จที่นานั่นเลย

ทั้งหมดนี้คือ “พระไปช่วยทำนา”

นึกภาพตามที่ว่านี้ แล้วศึกษาหลักพระธรรมวินัยดูว่า พระทำอย่างนี้ถูกตามพระธรรมวินัย หรือผิดจากพระธรรมวินัย?

พระศึกษาด้วย

ชาวบ้านที่ยกมือสาธุก็ต้องศึกษาด้วย

..................

มีพระสูตรหนึ่งในพระไตรปิฎก เป็นพระพุทธดำรัสโดยตรง ตรัสอุปมาผู้ที่บวชเข้ามาในพระศาสนาเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำในแม่น้ำคงคา ซึ่งถ้าไม่มีเหตุขัดข้อง ท่อนไม้นั้นก็จะลอยออกทะเลไปในที่สุด

ผู้ที่บวชเข้ามาในพระศาสนาก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีเหตุขัดข้องก็จะสามารถปฏิบัติธรรมจนบรรลุมรรคผลได้ที่สุด-อันเป็นเป้าหมายของการออกบวชหรือเป้าหมายของการเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์

เหตุขัดข้องที่เป็นเหตุให้ท่อนไม้ลอยไปไม่ถึงทะเลมีหลายอย่าง หนึ่งในหลายอย่างนั้นก็คือ มีคนมาลากเอาไปเสียก่อน

“มีคนมาลากเอาไปเสียก่อน” คำบาลีว่า “มนุสฺสคฺคาโห” แปลตามศัพท์ว่า “การจับเอาของมนุษย์” แปลให้ชัดกว่านี้คือ “ถูกคนมาเก็บไป”

เหตุขัดข้องที่เป็นเหตุให้ผู้ที่เข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์ไปไม่ถึงมรรคผลก็มีหลายอย่าง หนึ่งในหลายอย่างนั้นก็คือ “มนุสฺสคฺคาโห”

ขออัญเชิญพระพุทธพจน์ในพระสูตรที่ตรัสอธิบายความหมายของคำว่า “มนุสฺสคฺคาโห” มาแสดงไว้ในที่นี้ทั้งบาลีและคำแปล 

ขอความกรุณาอย่าได้รังเกียจภาษาบาลีว่าเป็น “ภาษาแขกโบราณ” อย่างที่บางท่านเรียกขาน

ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ท่านใช้บันทึกพระธรรมวินัย จึงเป็นภาษาของพระพุทธเจ้าโดยแท้

เวลาอ่านคำบาลีขอให้ตั้งอารมณ์ว่ากำลังสวดมนต์ ถ้าท่านเชื่อว่าสวดมนต์ได้บุญ การอ่านคำบาลีที่ยกมาจากพระไตรปิฎกก็ได้บุญเท่ากับสวดมนต์

ความในพระสูตรเป็นดั่งนี้ -

.............................................

กตโม  จ  ภิกฺขุ  มนุสฺสคฺคาโห  ฯ

ดูก่อนภิกษุ ถูกคนมาเก็บไปเป็นไฉน?

อิธ  ภิกฺขุ  คิหีหิ  สํสฏฺโฐ  วิหรติ  สหนนฺทิ  สหโสกี

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้คลุกคลี เพลิดเพลิน โศกเศร้าอยู่กับพวกชาวบ้าน 

สุขิเตสุ  สุขิโต

เขาสุขก็สุขด้วย 

ทุกฺขิเตสุ  ทุกฺขิโต

เขาทุกข์ก็ทุกข์ด้วย

อุปฺปนฺเนสุ  กิจฺจกรณีเยสุ  อตฺตโน  โยคํ  อาปชฺชติ  ฯ

เขามีกิจกรณีย์เกิดขึ้น ก็เอาตัวเข้าร่วมไปกับเขาด้วย

อยํ  วุจฺจติ  ภิกฺขุ  มนุสฺสคฺคาโห  ฯ

ดูก่อนภิกษุ นี้เรียกว่าถูกคนมาเก็บไป

ที่มา: ปฐมทารุขันธสูตร สังยุตนิกาย สฬายตนวรรค

พระไตรปิฎกเล่ม ๑๘ ข้อ ๓๒๒-๓๒๔

.............................................

การปฏิบัติที่ขัดแย้งกับพระธรรมวินัยนั้น มีสาเหตุมาจากความไม่รู้ คือไม่รู้ว่าข้อนี้มีพระวินัยบัญญัติห้ามไว้ ไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีพระสูตรตรัสสอนไว้

ความไม่รู้มีสาเหตุมาจากการไม่ศึกษาเรียนรู้ให้ทั่วถึง

การไม่ศึกษาเรียนรู้ให้ทั่วถึงจึงเป็นรากเหง้าใหญ่ของปัญหา

เมื่อปฏิบัติขัดแย้งกับพระธรรมวินัยกันมากเข้านานเข้า ต่อมาแม้จะรู้ว่าข้อนี้มีพระวินัยบัญญัติห้ามไว้ เรื่องนี้มีพระสูตรตรัสสอนไว้ แต่ก็ไม่เห็นโทษ กลับเห็นเป็นเรื่องปกติ เพราะทำกันทั่วไป

เวลานี้ยังอยู่ในระหว่างก้ำกึ่ง หมายความว่า แม้จะปฏิบัติขัดแย้งกับพระธรรมวินัย และยอมรับว่าทำผิด แต่ก็ยังคิดที่จะทำต่อไป ไม่งด ไม่ลด ไม่เลิก เหตุผลสำคัญคือเป็นการช่วยสังคม

ในอนาคต เมื่อค่านิยม “พระช่วยสังคมเป็นพระดี” เข้มข้นถึงขนาด ก็จะมีผู้ออกมาบอกว่า พระวินัยข้อนั้นพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ไม่เหมาะ พระธรรมข้อนั้นพระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ไม่ถูก ที่พระทำอย่างนี้ๆ เป็นการถูกต้องกว่า

เวลานี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะความเคารพหนักแน่นในพระธรรมวินัยยังมีตกค้างอยู่ในใจมากพอสมควร

แต่ในอนาคตอีกไม่นาน ถึงขั้นนั้นแน่

ทางแก้คือ ถอยกลับไปศึกษาเหตุผลต้นเค้าอันเป็นรากเหง้าเป้าหมายของการออกบวชหรือการเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์ แล้วดำรงเป้าหมายนั้นไว้

จะช่วยสังคมหรือจะทำอะไรอีกก็ทำไป แต่ต้องไม่ทิ้งเป้าหมายเดิม และต้องซื่อตรงต่อหลักการ -

ทำไม่ได้ อย่าเข้าไป

ทำไม่ไหว ถอยออกมา

แต่ถ้าไม่ซื่อตรงต่อหลักการ -

ทำไม่ได้ ไม่เป็นไร

ทำไม่ไหว ไม่ต้องทำ

วิถีชีวิตสงฆ์ก็จะวิปริตไปเรื่อยๆ แล้วก็จะพากันเห็นความวิปริตนั้นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา พร้อมกับพยายามหาเหตุผลมารองรับ เช่นบอกว่านั่นไม่ใช่วิปริต แต่เป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป

ถึงตอนนี้ ที่บอกว่า-การไม่ศึกษาเรียนรู้ให้ทั่วถึงเป็นรากเหง้าใหญ่ของปัญหา ก็อาจจะต้องพูดใหม่ว่า ทิฏฐิ-คือความคิดเห็น-นั่นต่างหากที่เป็นรากเหง้าใหญ่ของปัญหา

--------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๖

๑๙:๕๑


[full-post]

พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.