พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๓๑)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
... ต่อไป กฎหมายจะเข้ามาบังคับใช้กับสถาบันศาสนามากขึ้น เช่น การเก็บภาษี ...
..........................................................
ตอนที่แล้วผมทิ้งท้ายไว้ว่า -
..........................................................
ถ้ารัฐบ้าจี้ ออกกฎหมายเก็บภาษีเงินได้พระจริงๆ ก็เท่ากับทำความผิดซ้ำลงไปบนความผิดขั้นมูลฐานที่พระทำไว้
...
แล้ววิธีแก้ไขจะทำอย่างไร?
..........................................................
วิธีแก้ก็คือ ต้องรั้งเอาเจตนาเดิมในการออกบวชกลับคืนมา
เจตนาเดิมในการออกบวชคืออะไร?
คือออกบวชเพื่อประพฤติขัดเกลาตนเอง
ประพฤติขัดเกลาตนเองเพื่อบรรลุมรรคผล
โปรดย้อนไปทบทวน
..........................................................
พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๘)
https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid0r8LrGsPQSaYpvSdK1NNnxuGLwdTL6djJeJXiVE4uMimmW9EcmW77QvWyciefoAZSl
..........................................................
ปัจจุบันนี้ บวชประพฤติขัดเกลาตนเองเพื่อบรรลุมรรคผลแทบจะไม่เหลือแล้ว
พระประกาศเอง - อาตมาเป็นพระปุถุชน จะมาเกณฑ์ให้ประพฤติเหมือนพระอริยะไม่ได้
คนวัดเองก็ประกาศ - อย่าบังคับให้พระไปนิพพานกันนักเลย เอาแค่มีพระให้ญาติโยมทำบุญ มีพระไว้เฝ้าวัดก็พอแล้ว
ชาวบ้านเองก็ประกาศ - พระไปนิพพานเป็นพระเห็นแก่ตัว พระช่วยสังคมเป็นพระดี
ทุกฝ่ายพร้อมใจกันปล่อยวางขว้างทิ้ง-การบวชประพฤติขัดเกลาตนเองเพื่อบรรลุมรรคผล
บ่ายหน้าไปหาสังคม
สิ่งที่กำลังถูกปล่อยวางขว้างทิ้งอันเป็นผลที่ตามมาก็คือ วิถีชีวิตสงฆ์
“วิถีชีวิตสงฆ์” ประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ ส่วนที่ห้ามทำ และส่วนที่ต้องทำ
หลักปฏิบัติที่ยึดถือกันมาก็คือ ไม่ทำสิ่งที่ห้ามทำ และไม่ละเลยสิ่งที่ต้องทำ
การปล่อยวางขว้างทิ้งที่ปรากฏก็คือ ทำสิ่งที่ห้ามทำ และละเลยสิ่งที่ต้องทำ
“ทำสิ่งที่ห้ามทำ” มีอะไรบ้าง ขอละไว้ในฐานเข้าใจ ไม่ต้องบรรยาย การรับ-จับจ่ายใช้เงินเอง (ไม่มี-ไม่ผ่านไวยาวัจกร) ที่พูดมาเป็นเพียงตัวอย่าง
“ละเลยสิ่งที่ต้องทำ” - ส่วนนี้ผมอยากชวนให้จับตาดู อย่างเช่น การไม่ออกบิณฑบาต
เวลานี้ประพฤติเหมือนกันหมดแล้วในหมู่พระเถระมหาเถระ-คือไม่ออกบิณฑบาต จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทุกฝ่ายมีเหตุผลสนับสนุนว่าถูกต้องแล้ว สมควรแล้ว-ที่พระระดับนั้นไม่ต้องออกบิณฑบาต
เวลานี้ พระเถระมหาเถระออกบิณฑบาตจะกลายเป็นเรื่องผิด-อย่างน้อยจะมีคนเห็นว่าผิดปกติ
การไม่ออกบิณฑบาตเป็นเหมือนส่วนนำร่อง เรื่องอื่นๆ กำลังตามมา
ที่น่าจะตามมาติดๆ ก็คือ อุโบสถสังฆกรรม เรียกอย่างนี้ชาวบ้านรุ่นใหม่ไม่รู้ว่าคืออะไร ต้องบอกว่า ลงฟังปาติโมกข์ยังไงล่ะ
ให้ความรู้แก่คนรุ่นใหม่สักหน่อยว่า พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท-เช่นในบ้านเรา มีพระวินัยกำหนดว่า ต้องประชุมกันฟังสวดพระปาติโมกข์-คือศีล ๒๒๗ ข้อ-เดือนละ ๒ ครั้ง กลางเดือนครั้งหนึ่ง สิ้นเดือนครั้งหนึ่ง
(พูดไปแล้วชักสงสัย พระสงฆ์เถรวาทในเขมร ลาว ญวน พม่า ลังกา ฟังพระปาติโมกข์เดือนละ ๒ ครั้งเหมือนพระสงฆ์ไทยหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ ขอความรู้จากท่านผู้รู้ด้วยครับ)
วัดใหญ่ พระมาก เช่นวัดในเมือง ยังปฏิบัติกันเข้มแข็งอยู่ พระที่ท่านมีเฟซบุ๊ก ถึงวันทำอุโบสถสังฆกรรม ท่านเอาภาพพระประชุมกันฟังพระปาติโมกข์ในวัดของท่านมาลงเผยแพร่ เห็นกันอยู่เนืองๆ ควรแก่การอนุโมทนาสาธุการอย่างยิ่ง
..........................................................
ญาติมิตรท่านใดใจบุญ และมีความสะดวก อยู่ใกล้วัดไหน ถึงวันพระกลางเดือนสิ้นเดือน เอาน้ำปานะไปเลี้ยงพระที่มาประชุมฟังพระปาติโมกข์ ได้กุศลแรงครับ ขอเชิญชวนมา ณ ที่นี้
..........................................................
มาว่าต่อ-ส่วนวัดเล็ก พระน้อย โดยเฉพาะวัดที่มีพระจำพรรษา ๒-๓ รูป หลักปฏิบัติของพระสมัยก่อนก็คือ พอถึงวันประชุมฟังพระปาติโมกข์ ก็จะไปร่วมฟังที่วัดใกล้เคียง เป็นกิจที่ละเลยไม่ได้เด็ดขาด รู้กันทั้งชาววัดชาวบ้าน
เวลานี้ ผมไม่แน่ใจว่าวัดเล็กพระน้อยเหล่านี้ยังถือปฏิบัติเหมือนสมัยก่อนกันอยู่หรือเปล่า
ที่กำลังจะหายตามมาก็คือ ทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็น เริ่มปล่อยปละละเลย คือไม่ทำกันมากขึ้น
วัดข้างบ้านผมเป็นวัดเล็กพระน้อยก็จริง สมัยก่อนได้ยินระฆังทำวัตรเช้าเย็นทุกวัน วันปาติโมกข์ก็สวดพระปาติโมกข์ สวดออกเครื่องขยายด้วย
แต่ทุกวันนี้เงียบสนิทไปแล้ว!
อีกเรื่องหนึ่ง ดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่คิดให้ดีจะเห็นว่าสำคัญมาก นั่นคือ “เทศนาบัติ” ที่แปลว่า “การแสดงอาบัติ” หรือที่เราเรียกกันว่า ปลงอาบัติ ผมไม่แน่ใจว่าพระสมัยนี้ยังทำกันหรือเปล่า
พระสมัยก่อน พอฉันเช้าเสร็จ อนุโมทนายะถาสัพพีจบ ท่านจะจับคู่ปลงอาบัติกันข้างวงข้าวนั่นเลย ทำอย่างนี้ทุกวัน ส่วนวันลงฟังพระปาติโมกข์นั้น พระทุกรูปต้องปลงอาบัติก่อนเสมอ ไม่เว้นแม้แต่หลวงพ่อเจ้าอาวาส
ที่ว่ามานี้เป็นตัวอย่างเล็กน้อยของกิจวัตรในวิถีชีวิตสงฆ์ที่กำลังถูกปล่อยวางขว้างทิ้ง และนับวันจะหายไปมากขึ้น
สิ่งที่ควบคู่มากับการปล่อยวางขว้างทิ้งวิถีชีวิตสงฆ์ก็คือ การหันไปนิยม “ค่านิยม” แบบชาวบ้าน
ที่เห็นชัดมากในเวลานี้คือ วุฒิการศึกษาและตำแหน่งทางวิชาการแบบทางโลก ระบาดเข้ามาครอบงำพระแบบเต็มรูปแล้ว
..........................................................
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้เห็นรูปถ่ายใบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดหนึ่งในจังหวัดหนึ่ง ช่องที่ให้กรอก “วิทยฐานะ” คือวุฒิการศึกษา ซึ่งปกติจะลงว่าเป็นนักธรรมชั้นไหน เปรียญธรรมชั้นไหน แต่เจ้าอาวาสรายนี้ลงว่า ปริญญาตรี-โท-เอก แบบชาวโลกนั่นเลย ไม่มีนักธรรมบาลีใดๆ ทั้งสิ้น
..........................................................
เวลานี้งานที่ “พระช่วยสังคม” ทำ ยังเด่นอยู่เฉพาะเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ วิถีชีวิตประจำวันของพระเริ่มผันแปรไปจากเดิมแล้ว
เช้า ออกจากวัดไปทำงาน
เย็น เลิกงานกลับวัด
เหมือนชาวบ้าน
วัด-ซึ่งเคยเป็นสำนักศึกฝึกศึกษาอบรมปฏิบัติธรรม มีฐานะเป็นเพียงที่พักส่วนตัวของพระ-เหมือนบ้านเป็นที่พักของชาวบ้าน
ในอนาคต งานของพระช่วยสังคมจะขยายออกไปอีก จากงานด้านการศึกษา จะเพิ่มเป็นงานบริหารจัดการสถานที่ ออกแบบโบสถ์วิหารศาลา ปรับภูมิทัศน์วัด ต่อไปเราจะเห็นพระแต่งชุดวิศวกรคุมงาน ไปควบคุมดูแลงานที่วัดโน้นวัดนั้น
และต่อไปก็จะขยายกิจการไปถึง-บริการประชาชนด้วย จะมีพระรับออกแบบสร้างบ้านให้ประชาชน-อย่างนี้เป็นต้น
......................
ที่ว่ามาทั้งหมดนี้เหมือนกับจะมองกันในแง่ลบ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นชวนให้คาดเดาได้ว่า ในอนาคตน่าจะไปถึงขนาดนั้น
ขอทบทวนว่า ประเด็นที่กำลังพูดนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากแนวคิดเก็บภาษีเงินได้พระ เพราะมีคนเห็นว่าพระมีรายได้และพระสะสมเงิน
ฝ่ายพระก็อ้างว่า มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน และจำเป็นต้องรับ-จับจ่ายใช้เงินด้วยตัวเอง การใช้เงินผ่านไวยาวัจกรตามพระวินัยเป็นเรื่องยุ่งยาก ไม่คล่องตัว
จะเห็นได้ว่า ยิ่งพระทำงานช่วยสังคมมากขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องรับ-จับจ่ายใช้เงินด้วยตัวเองก็ยิ่งมีมากขึ้น วิถีชีวิตพระก็ยิ่งใกล้จะเป็นชาวบ้านมากขึ้น
วิธีแก้ก็คือ ต้องรั้งเอาเจตนาเดิมในการออกบวชกลับคืนมา
ถ้าทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า พระไม่ควรบวชเพื่อจะไปนิพพาน แต่ควรบวชเพื่อช่วยสังคม ปัญหาเรื่องพระกำลังจะกลายเป็นชาวบ้าน และ “โดน” อะไรๆ เหมือนที่ชาวบ้านโดน-เช่นโดนเก็บภาษีเงินได้เป็นต้น-ก็แก้ไม่ได้ เพราะรากเหง้าของปัญหาเกิดจากปฏิบัติผิดจากเจตนาเดิมในการออกบวช
..........................................................
ความจริงที่ต้องไม่ลืมก็คือ ทุกวันนี้พระที่ตั้งใจไม่ทำสิ่งที่ห้ามทำ ไม่ละเลยสิ่งที่ต้องทำ และตั้งใจปฏิบัติขัดเกลาตนเองเพื่อบรรลุมรรคผล ก็ยังมีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี
..........................................................
จึงต้องถามกันตรงๆ ชัดๆ ว่า
สังคมจะเอายังไงกับพระ
และตัวพระเองจะเอายังไง-ทั้งเอายังไงกับสังคม และเอายังไงกับตัวเอง
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๖
๑๗:๔๓
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ