พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๒๒)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
ดังนั้น จะทำอะไร ให้คิดให้รอบคอบ เช่นการสร้างวัดสร้างถาวรวัตถุ การแสดงออกทางสังคม การแสดงออกผ่านสื่อ จากที่เป็นที่เคารพนับถือ คุณจะกลายเป็นเหยื่อทันที
..........................................................
ย่อหน้านี้ไม่ติดใจ เป็นการเตือนพระด้วยความปรารถนาดี
มีกระตุกความคิดอยู่นิดหนึ่งก็ตรงที่ว่า “จากที่เป็นที่เคารพนับถือ คุณจะกลายเป็นเหยื่อทันที”
รู้สึกว่าจะ “ตั้งป้อม” เป็นฝ่ายตรงข้ามหรืออยู่คนละฝ่ายอยู่สักหน่อย
อันที่จริง พระกับชาวบ้านควรเป็นพวกเดียวกันในทุกกรณี ถ้าตั้งอารมณ์ไว้ว่าเราเป็นพวกเดียวกัน ก็จะไม่มีใครเป็นเหยื่อของใครเลย
มีแต่ว่า เห็นอะไรที่แน่ใจว่าไม่เหมาะไม่ควร ก็บอกก็ทักท้วงกันด้วยความปรารถนาดีเป็นที่ตั้ง-เหมือนเห็นเพื่อนลืมรูดซิปหรือเห็นเพื่อนกำลังจะเดินไปตกเหวกระนั้น
..........................................................
... ยุคนี้เป็นยุคที่อำนาจวาสนาไม่มีอะไรแน่นอน ยศศักดิ์ ตำแหน่ง เป็นภาพลวงตา ไม่ควรหลงให้มาก หากดำรงอยู่ในตำแหน่งจงปฏิบัติตัวให้สมกับตำแหน่ง ตำแหน่งต่างๆทางคณะสงฆ์ไม่ใช่ตำแหน่งกินเมืองเหมือนในอดีต แต่เป็นตำแหน่งที่มาพร้อมกับ ภาระ หน้าที่ และความรับผิดชอบ หากวันใดพลาด มาตรา 157 รอเล่นงานอยู่เสมอ
..........................................................
“... ยุคนี้เป็นยุคที่อำนาจวาสนาไม่มีอะไรแน่นอน ยศศักดิ์ ตำแหน่ง เป็นภาพลวงตา ไม่ควรหลงให้มาก หากดำรงอยู่ในตำแหน่งจงปฏิบัติตัวให้สมกับตำแหน่ง” - ฟังเหมือนพระกำลังอบรมพระ
ผมอยากจะเชื่อว่า ผู้เขียนบทความนี้น่าจะไม่ใช่ฆราวาส
“ตำแหน่งต่างๆทางคณะสงฆ์ไม่ใช่ตำแหน่งกินเมืองเหมือนในอดีต” - ความข้อนี้น่าสนใจ
คำว่า “กินเมือง” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกความหมายว่า “ครอบครองเมือง”
คำว่า “กิน” มีนัยว่า ใช้อำนาจในฐานะเป็นเจ้าของ ทำอะไรตามที่ต้องการได้หมด ไม่ต้องฟังใคร ไม่ต้องเกรงใจใคร
ถ้าเป็นเจ้าอาวาส ก็-วัดของกู กูจะทำอะไรกับวัดก็ได้
เจ้าคณะตำบล-อำเภอ-จังหวัด ก็คิดแบบเดียวกัน
ตำบล-อำเภอ-จังหวัดของกู กูจะทำอะไรก็ได้
ผมกำลังนึกดูว่า พระที่มีตำแหน่งทางคณะสงฆ์ “ในอดีต” ท่านเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า
การปฏิบัติงานตามหน้าที่ภายในเขตปกครอง เจ้าคณะพระสังฆาธิการ คือพระที่มี “ตำแหน่งต่างๆทางคณะสงฆ์” ท่านก็ต้องทำตามระเบียบคณะสงฆ์ คงทำตามใจตัวเองไม่ได้ แบบว่า ตำบลของกู อำเภอของกู จังหวัดของกู กูจะทำอะไรก็ได้-คงไม่ใช่แบบนี้-ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน
แต่ที่เห็นอยู่อย่างหนึ่งคือ ตำแหน่งเจ้าอาวาส เท่าที่สังเกตมักจะเป็นอย่างว่า-วัดของกู กูจะทำอะไรก็ได้ ทั้งนี้หมายความว่า วัดจะทำอะไร จะเป็นอย่างไร จะไปทางไหน ขึ้นอยู่กับความต้องการ-หรือเรียกเป็นคำสมัยใหม่ว่า “บุคลิก”-ของเจ้าอาวาส
เจ้าอาวาสชอบแบบนี้ วัดก็ไปทางนี้
เจ้าอาวาสชอบแบบโน้น วัดก็ไปทางโน้น
เจ้าอาวาสชอบการศึกษาบาลี วัดก็รุ่งเรืองทางบาลี
เจ้าอาวาสชอบปฏิบัติกรรมฐาน วัดก็รุ่งเรืองทางปฏิบัติ
แม้แต่เรื่องที่ดูว่าไม่สำคัญ-เช่นวัดข้างบ้านผม
เจ้าอาวาสรูปก่อนโน้นชอบต้นไม้ ท่านก็ปลูกต้นไม้เต็มวัด
เจ้าอาวาสรูปต่อมาไม่ชอบต้นไม้ ท่านก็ตัดต้นไม้หมดทั้งวัด
ถ้าคำว่า “กินเมือง” หมายถึงอย่างนี้ละก็ ในอดีตเป็นอย่างนี้ แม้ในปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนี้อยู่
วัดต่างๆ อาจเป็นไปตามบุคลิกของเจ้าอาวาส-ซึ่งมักอดไม่ได้ที่จะแสดง “บุคลิก” ของตนออกมาในการบริหารวัด แต่ก็ควรมีมาตรฐานกลางที่เสมอกันออกมาจากนโยบายของคณะสงฆ์
พระระดับไหน มาจากไหน มีบุคลิกแบบไหนก็ตาม แต่มาตรฐานกลางของวัดจะต้องเป็นแบบนั้นๆ ต้องมีสิ่งนี้ๆ ต้องไม่มีสิ่งโน้นๆ ตามมาตรฐานของคณะสงฆ์ไทย ไม่ใช่ตามใจเจ้าอาวาส
เวลานี้ยังไม่ใช่แบบนี้
เปลี่ยนเจ้าอาวาสที
ทิศทางของวัดก็เปลี่ยนไปที
ขออนุญาตแสดงความคิด-อาจจะนอกประเด็นไปบ้าง-อันเนื่องมาจากข้อความในบทความที่ว่า - “ตำแหน่งต่างๆทางคณะสงฆ์ไม่ใช่ตำแหน่งกินเมืองเหมือนในอดีต”
----------------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๖
๑๙:๑๖
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ