พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๓๒)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
... ยุคเก่า ป่าช้า เป็นสถานที่พระสงฆ์สามารถไปสร้างที่พัก สำนักสงฆ์ได้ แต่ยุคนี้ ป่าช้า คือสาธารณะประโยชน์ ถ้าบุกรุกโดนคดีแน่นอน อย่าไปสร้างถาวรวัตถุบนที่ที่ไม่ใช่กรรมสิทธิ์อย่างถูกต้อง
..........................................................
ความขอนี้ จะฟังเป็นคำเตือนหรือฟังเป็นการโอดครวญ ก็ฟังได้ทั้งสองเสียง
คำเตือนว่า พระอย่าทำอะไรผิดกฎเกณฑ์ของทางบ้านเมือง
โอดครวญว่า แม้แต่ป่าช้าพระก็จะเข้าไม่ได้อยู่แล้ว นี่จะบีบคั้นกันไปถึงไหน
ประเด็นคำโอดครวญนี้ ถ้าทำความเข้าใจให้ถูกต้องก็จะไม่เป็นปัญหาเลย
สมัยก่อน ที่ทางต่างๆ ในเมืองไทยยังไม่มีใครจับจองเป็นเจ้าของ เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้ว แถวปากท่อ-ราชบุรีบ้านผม ใครจะไปหักร้างถางพงเอาเป็นที่อยู่ที่ทำกินตรงไหนก็ทำได้ตามอัธยาศัย เรียกกันว่า “ไปจับที่”
เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว ผมยัง “ไปจับที่” แถวอำเภอสวนผึ้งไว้ตั้ง ๒๐ ไร่ (ตอนนี้ยกให้คนอื่นไปแล้วเพราะไม่มีเวลาไปดูแล)
คนทั่วไปก็ทำแบบเดียวกันนี้ เพราะที่ทางต่างๆ ยังไม่มีเจ้าของ คือทางราชการยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ์ให้ใครเข้าไปเป็นเจ้าของ
ดังนั้น สมัยนั้นพระจะไปเจริญสมณธรรมตรงไหน เห็นที่ไหนเหมาะใจจะตั้งเป็นที่พักสงฆ์ก็ทำได้โดยอิสระ ด้วยเหตุผลหลักประการเดียว-ที่ทางต่างๆ ยังไม่มีใครไปจับจองเป็นเจ้าของ
แต่วันนี้ ที่ทางต่างๆ ทั่วประเทศถูกประกาศให้เป็นที่มีเจ้าของหมดแล้ว ถ้าไม่ใช่ประชาชนเป็นเจ้าของ ก็ทางราชการเป็นเจ้าของในสถานะต่างๆ เช่นที่ป่าสงวน ที่สาธารณประโยชน์เป็นต้น และมีระเบียบกฎเกณฑ์ว่า ใครจะเข้าไปทำอะไรในที่เช่นนั้นต้องปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกต้อง กฎเกณฑ์ที่ว่านี้ก็ย่อมจะเป็นที่รับรู้และยอมรับกันทั่วไป ทุกคนทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตาม (จะเต็มใจ-ไม่เต็มใจ เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
ก็ถ้า-ป่าช้าที่พระจะเข้าไปทำอะไรนั้น เป็นที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ พระก็ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ไปสิครับ ทำได้-ทำไม่ได้ ได้รับอนุญาต-ไม่อนุญาต ว่าไปตามกฎเกณฑ์
ไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องมาโอดครวญว่า ป่าช้าพระก็จะเข้าไม่ได้ แย่แล้ว แบบนี้มันบีบคั้นกันเกินไปแล้ว ไม่มีอิสระเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ฯลฯ
ถ้าพระเห็นว่ากฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้นั้นไม่เป็นธรรม หรือไม่เหมาะสม เป็นการกดขี่บีบคั้นพระ ก็ต้องถอยไปคัดค้านที่ตัวกฎเกณฑ์
เช่นบอกให้สังคมรับรู้ อธิบายให้สังคมเห็นด้วย ว่ากฎเกณฑ์เรื่องนั้นๆ ไม่เป็นธรรม ไม่เหมาะสม
รวมทั้งใครเห็นว่ากฎหมายฉบับไหน มาตราไหน เหยียบย่ำพระธรรมวินัยหรือขัดต่อพระธรรมวินัย ก็ใช้วิธีเดียวกัน คือช่วยกันบอกให้สังคมรับรู้ อธิบายให้สังคมเห็นด้วย
เมื่อสังคมเข้าใจ มองเห็นปัญหาตรงกับที่พระมองเห็น เมื่อนั้นสังคมจะเป็นผู้ออกมาคัดค้านกฎเกณฑ์หรือกฎหมายนั้นๆ เอง
โดยที่พระไม่ต้องโดดลงไปเล่นเอง-อย่างบางกรณีที่เราเคยเห็นกัน
ถึงตรงนี้ ขออนุญาตแวะข้างทางนิดหนึ่ง
หลักปฏิบัติอย่างหนึ่งที่พระวินัยกำหนดให้พระเลือกใช้-เมื่อถูกละเมิด หรือเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบุคคลหรือจากกฎเกณฑ์สังคมใดๆ ก็ตาม นั่นคือ “การขออารักขา”
คำว่า “อารักขา” พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต บอกไว้ว่า -
..........................................................
อารักขา : การขอความคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง เมื่อมีผู้ปองร้ายข่มเหง หรือถูกลักขโมยสิ่งของเป็นต้น เรียกว่า ขออารักขา ถือเป็นการปฏิบัติชอบตามธรรมเนียมของภิกษุแทนการฟ้องร้องกล่าวหาอย่างที่ชาวบ้านทำกัน เพราะสมณะไม่พอใจจะเป็นถ้อยความกับใครๆ
..........................................................
หลักการก็คือ ระบบวิถีชีวิตสงฆ์ไม่อนุญาตให้ใช้ความรุนแรง เมื่อมีกรณีที่จำเป็นต้องใช้กำลังบังคับ ท่านให้ “ขออารักขา” คือขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองเข้ามาจัดการแทนการลงมือปฏิบัติการเอง
เรามักจะพูดกันว่า ชาวพุทธจะไม่ใช้ความรุนแรง ใครมาทำร้ายเรา ถ้าเราทำร้ายตอบ เราจะเป็นคนเลวกว่าเขา
ฟังเหมือนว่าชาวพุทธจะต้องยอมถูกทำร้ายฝ่ายเดียวจึงจะถูกต้อง
ถ้าเช่นนั้น พระพุทธศาสนาจะอยู่รอดได้ด้วยวิธีไหน?
ในมหาปรินิพพานสูตร มีพระพุทธพจน์ตรัสไว้เป็นใจความว่า -
..........................................................
บ้านเมืองที่จัดการอารักขา ป้องกัน และคุ้มครองประกอบด้วยธรรมด้วยดี (ธมฺมิการกฺขาวรณคุตฺติ) ในสมณชีพราหมณ์ทั้งหลาย ด้วยตั้งใจว่า ท่านเหล่านั้นที่ยังไม่มาพึงมาสู่บ้านเมืองของเรา ที่มาแล้วขอให้อยู่สบาย ดังนี้ ตลอดกาลเพียงไร ก็พึงหวังได้แต่ความเจริญโดยแท้ หาความเสื่อมมิได้เลยตลอดกาลเพียงนั้น
ที่มา: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๖๘
..........................................................
และโดยนัยตรงข้าม บ้านเมืองที่ไม่ได้จัดการอารักขา ป้องกัน และคุ้มครองประกอบด้วยธรรมด้วยดีดังว่านั้น ก็พึงหวังได้แต่ความเสื่อมโดยแท้ หาความเจริญมิได้เลย
การขออารักขาที่เป็นธรรม-นี่คือวิธีที่จะช่วยให้พระพุทธศาสนาอยู่รอด
แต่ไม่มีใครเรียกร้องให้ทางบ้านเมืองจัดให้มีขึ้น!
ไม่มีแม้แต่การเอ่ยถึง-แม้ในหมู่ชาวพุทธด้วยกันเอง
การขออารักขาที่เป็นธรรมนี้ ผมไม่แน่ใจว่าพระ-หรือชาววัดทุกวันนี้-รู้จัก เคยได้ยิน หรือเคยศึกษากันบ้างหรือเปล่า (นี่ก็ตั้งใจพูดให้กระทบใจอีกแล้ว)
มิหนำซ้ำ ชาวพุทธหรือชาววัดบางส่วน นอกจากไม่ขออารักชาที่เป็นธรรมจากทางบ้านเมืองแล้ว กลับแสดงท่าที่เป็นฝ่ายตรงข้ามหรืออยู่คนละฝ่ายกับทางบ้านเมืองเสียอีก
จบเลย!
------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๖
๑๘:๓๕
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ