พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๓๖)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
... สรุปคือ ในอนาคตพระสงฆ์จะอยู่ลำบาก ถ้าไม่ยอมปรับตัว ตื่นตัว รู้ทันสังคมโลก ส่วนมากพระสงฆ์ที่รู้ทันโลกมากคือ พระที่ศึกษา และพระนักปฏิบัติจริงๆ
..........................................................
ข้อความท่อนท้ายน่าอภิปราย คือ “ส่วนมากพระสงฆ์ที่รู้ทันโลกมากคือ พระที่ศึกษา และพระนักปฏิบัติจริงๆ”
“พระที่ศึกษา และพระนักปฏิบัติจริงๆ” คือพระแบบไหน?
ถ้าให้ผมตีความ ใช้คำเก่าคำตรง --
“พระที่ศึกษา” ก็คือ พระสายปริยัติ ซึ่งสมัยนี้อาจเรียกว่า พระสายวิชาการ
“พระนักปฏิบัติจริงๆ” คือพระสายปฏิบัติ
นี่ก็คือ-ถอดความออกมาจาก “ธุระ” ๒ อย่างในพระพุทธศาสนานั่นเอง
ธุระ ๒ อย่างในพระพุทธศาสนา คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ
คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑ เรื่องพระจักขุบาลเถระ ให้ความหมายของคันถธุระและวิปัสสนาธุระไว้ดังนี้ -
..........................................................
อตฺตโน ปญฺญานุรูเปน เอกํ วา เทฺว วา นิกาเย
สกลํ วา ปน เตปิฏกํ พุทฺธวจนํ อุคฺคณฺหิตฺวา
ตสฺส ธารณํ กถนํ วาจนนฺติ อิทํ คนฺถธุรํ นาม.
การเรียนนิกายหนึ่งก็ดี สองนิกายก็ดี
จบพุทธวจนะคือพระไตรปิฎกก็ดี
ตามสมควรแก่ปัญญาของตน
แล้วจำทรงไว้ บอกกล่าว สั่งสอนพุทธวจนะนั้น
ดังนี้ชื่อว่าคันถธุระ.
สลฺลหุกวุตฺติโน ปน ปนฺตเสนาสนาภิรตสฺส
อตฺตภาเว ขยวยํ ปฏฺฐเปตฺวา
สาตจฺจกิริยาวเสน วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา
อรหตฺตคฺคหณนฺติ อิทํ วิปสฺสนาธุรํ นาม.
ภิกษุผู้มีความประพฤติเรียบง่าย
ยินดียิ่งแล้วในเสนาสนะอันสงัด
เริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมไว้ในอัตภาพ
ยังวิปัสสนาให้เจริญโดยไม่ขาดสายจนบรรลุพระอรหัต
ดังนี้ชื่อว่าวิปัสสนาธุระ.
..........................................................
ที่มา: คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑ เรื่องพระจักขุบาลเถระ
พูดไว้แล้วใน-พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๙)
..........................................................
พระในพระพุทธศาสนามี ๒ สายนี่เท่านั้น
พระสายปริยัติเดิมแท้นั้นคือพระเรียนพระไตรปิฎก เรียนคัมภีร์ ซึ่งมาสรุปลงตัวที่เรียนนักธรรม+เรียนบาลี ดังที่คณะสงฆ์ไทยจัดให้มีขึ้นในปัจจุบันนี้ ซึ่งเรียกกันว่า สายนักธรรม สายบาลี
แต่พอมีมหาวิทยาลัยสงฆ์-มจร มมร-เกิดขึ้น พระสายปริยัติก็แตกสาขาออกไปเป็น-สายปริญญา
สายปริญญานี้ แรกก็เกาะแนบแน่นอยู่กับพระปริยัติธรรม คือให้น้ำหนักกับทางธรรมทางพระศาสนามากที่สุด
ครั้นนานเข้า ก็เริ่มก้าวออกไปหาทางโลกมากขึ้น เนื้อหาวิชามีเรื่องทางโลกเข้ามาเสริมมากขึ้น กระบวนการศึกษาก็อิงอาศัยรูปแบบของทางโลกมากขึ้น
จนถึงทุกวันนี้กล่าวได้ว่า พระสายปริญญาเรียนแบบทางโลกเต็มตัว
เมื่อก่อนนี้พระสายปริญญาทั้งหมดเป็น “พระมหา” คือมีพื้นฐานมาจากสายปริยัติธรรม
ทุกวันนี้ พระสายปริญญาที่เป็น “พระมหา” ลดลง และลดลงไปเรื่อยๆ คาดว่าอีกไม่นานพระสายปริญญาจะไม่มี “พระมหา” อีกต่อไป แต่จะเป็น “พระ..” ธรรมดาทั้งหมด
ที่ควรจับตามองก็คือ จะมี นาย... นาง... นางสาว... เข้ามาเป็นนิสิตนักศึกษาเพิ่มขึ้น ในขณะที่อาจารย์และผู้บริหารในมหาวิทยาลัยสงฆ์จะเป็นฆราวาสมากขึ้น
อธิการบดีของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งเป็น “พระ” มาโดยตลอด
ผมขอทำนายว่า อีกไม่เกินชั่วอายุคน-ซึ่งหมายถึงอาจจะอยู่ในชั่วอายุของเราท่านทุกวันนี้นี่เอง-อธิการบดีของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งจะเป็นฆราวาส ต้องตามคำที่ว่า “ฆราวาสปกครองพระ”
และในที่สุด มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งจะกลายเป็นมหาวิทยาลัยทางโลกเต็มตัว
ถึงตอนนั้น พระสายปริญญาก็จะเหมือนชาวบ้านที่จบการศึกษาแบบทางโลกเต็มตัวทุกวันนี้นั่นเอง
ส่วนการศึกษาสายนักธรรม+สายบาลี จะค่อยๆ “ชิดซ้าย” ไปเรื่อยๆ-ดังที่เวลานี้วุฒิสายนักธรรมแทบไม่มีการอ้างอิงกันในวงการพระอีกแล้ว สายบาลี ถ้าไม่ถึง ป.ธ.๙ ก็แทบจะไม่ใครอยากเปิดเผย
แม้ ป.ธ.๙ เองเวลานี้ก็เริ่ม “ชิดซ้าย” ให้วุฒิ “ดร.” กันแล้ว
พระรุ่นใหม่ อ้างวุฒิ “ดร.” อย่างภาคภูมิ ผ่าเผย ผึ่งผาย-เหมือนที่ชาวบ้านเขานิยมกัน วุฒินักธรรมบาลีเก็บเข้าตู้ (ถ้าไม่เกรงใจก็คงอยากจะ-ทิ้งลงถึงขยะด้วยซ้ำ)
..........................................................
กราบพระคุณเจ้าทุกรูปทุกนามที่ยังลงวุฒินักธรรมบาลีต่อท้ายชื่ออย่างภาคภูมิ ผ่าเผย ผึ่งผาย กราบถวายความเคารพอย่างสุดหัวใจจริงๆ ขอรับ
..........................................................
ที่บรรยายมานี้คือสภาพ+สถานภาพของพระสายปริยัติหรือพระสายวิชาการ ซึ่งบทความบอกว่าเป็น “พระสงฆ์ที่รู้ทันโลกมาก”
พระศาสนาต้องการพระสงฆ์แบบนั้น-ใช่หรือไม่?
......................
พูดถึงพระสายปริยัติหรือพระสายวิชาการ ผมมีข้อสังเกตที่ใคร่ขอเสนอเพื่อพิจารณา
คือสังเกตเห็นว่า สังคมเรามักจะมองกันว่า พระที่เรียนพระปริยัติธรรมสอบได้ชั้นสูงๆ พระที่เขียนหนังสือวิชาการพระศาสนาออกเผยแพร่ รวมทั้งพระที่เทศน์ดีบรรยายเก่ง พระเหล่านี้เก่งแต่ทางปริยัติ แต่ปฏิบัติไม่เป็น คือไม่ใช่พระปฏิบัติ
พร้อมกันก็มองกันว่า พระปฏิบัติหรือพระสายปฏิบัติจะต้องมีปฏิปทาให้เห็นเด่นชัด ต้องประกาศตัวให้สังคมรับรู้ว่า-นี่พระปฏิบัติ และพระสายปฏิบัติต้องเป็นพระที่ไม่รู้ปริยัติเท่าไรนัก
พูดชัดๆ --
พระสายปริยัติปฏิบัติไม่เป็น
พระสายปฏิบัติไม่รู้ปริยัติ
เรามักมองกันอย่างนั้น
และเอาวิธีมองแบบนี้เป็นไม้บรรทัดไปวัดพระ
โปรดทราบว่า ไม้บรรทัดแบบนี้ใช้ไม่ได้นะครับ
พระสายปริยัติ และเป็นพระปฏิบัติด้วยก็มี และผมเชื่อว่ามีมากด้วย
เท่าที่สังเกตและได้สัมผัสมา พระสายปริยัติที่ปฏิบัติด้วยท่านมักไม่แสดงตัว เรียกว่าไม่ได้แขวนป้ายว่า-อาตมาเป็นพระปฏิบัติ ต้องคนใกล้ชิดหรือคบคุ้นกันไปนานๆ จึงจะรู้
ส่วนพระสายปฏิบัติ ที่เรามองว่าท่านเป็นสายปฏิบัติ ก็เป็นด้วยเราไปตั้งให้ท่านเป็น พระปฏิบัติที่รู้ปริยัติช่ำชองก็มีมาก เพียงแต่ท่านไม่ได้แขวนป้ายว่า-อาตมาจบพระไตรปิฎกนะ
เพราะฉะนั้น จะรู้ว่าเป็นพระปริยัติหรือพระปฏิบัติ ต้องมองให้เลยไปจากที่ตาเห็นนะครับ
----------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๖
๑๕:๔๕
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ