อภิญญา ความสามารถเหนือมนุษย์

โดย พระสัทธัมมโชติกะ  ธัมมาจริยะ ๑

บรรยาย  ณ  พระอุโบสถวัดมหาธาตุ  

วันที่ ๕ ธันวาคม  ๒๔๙๙ เวลา ๑๕.๐๐ น.

----------------------------

บทความนี้จะให้ความรู้แก่ท่านในเรื่องการทำอภิญญาอย่างกว้างขวาง  ท่านอาจรู้ได้ว่าในสมัยปัจจุบันนี้อภิญญาจะเกิดขึ้นได้หรือไม่  การเกิดขึ้นของอภิญญามีหลักฐานแน่นอนอย่างไร  วิชาการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อภิญญา  แต่อาจแสดงได้เช่นเดียวกับอภิญญามีหรือไม่  มีผลแตกต่างกันอย่างไร  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ประดับความรู้แก่ท่านเป็นอย่างมาก

         สาสนสฺส  จ  โลกสฺส       วุฑฺฒี  ภวตุ  สพฺพทา

         สาสนมฺปิ  จ  โลกญฺจ      เทวา  รกฺขนฺตุ  สพฺพทา ฯ

        ศาสนาทั้ง ๓ คือ ปริยัตติศาสนา ปฏิบัติศาสนา ปฏิเวธศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดีพุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็ดี ขอจงเจริญยิ่งขึ้นไปตลอดกาลนาน ขอให้สัมมาเทวดาทั้งหลายจงช่วยรักษาศาสนาทั้ง ๓ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ทุกทิวาราตรีกาล 

        วันนี้ข้าพเจ้าจะได้บรรยายเรื่องอภิญญา ต่อที่ประชุมคณะอาจารย์วิปัสสนากรรมฐานทั้งหลาย พร้อมด้วยพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรม๒ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ และอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย  

        ในการแสดงเรื่องอภิญญานี้ เพื่อท่านผู้ฟังจะได้เข้าใจง่าย ข้าพเจ้าจะได้ตั้งเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยอภิญญา แล้วจะแก้ปัญหานั้น ๆ โดยลำดับไป ปัญหาที่เกี่ยวด้วยอภิญญานั้นมีอยู่ ๑๐ ข้อคือ:- 

                   ๑.     อภิญญา คืออะไร ?

                   ๒.    อภิญญา เป็นโลกียะหรือโลกุตตระ ?

                   ๓.    อภิญญา เกิดทางไหนในร่างกาย ?

                   ๔.    อภิญญา อาศัยอะไรเกิด ?

                   ๕.    อภิญญา มีกี่อย่าง คืออะไรบ้าง

                   ๖.   บุคคลจำพวกไหน  ที่จะได้อภิญญา ? 

                   ๗.   ในปัจจุบันนี้  อภิญญาจะมีขึ้นได้หรือไม่ ?

                   ๘.    ความสามารถเป็นพิเศษคล้าย ๆ กันกับอภิญญานั้น  มีหรือไม่ ?

                   ๙.    ถ้ามี  จะรู้ได้อย่างไรบ้างว่า  นี้เป็นอภิญญา  นี้ไม่ใช่อภิญญา ?

                  ๑๐.  วิธีแสดงกีฬาอภิญญานั้น  แสดงกันอย่างไรบ้าง ?

        ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะแก้ปัญหานั้น ๆ ต่อไป  ในจำนวนปัญหา ๑๐ ข้อนั้น

        ข้อ ๑ ปัญหาที่ว่าอภิญญาคืออะไร แก้ว่า ปัญญาที่สามารถรู้ยิ่งเป็นพิเศษหรือปัญญาที่มีความสามารถเป็นพิเศษยิ่ง ชื่อว่า อภิญญา

        ข้อ ๒ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า อภิญญาเป็นโลกียะหรือโลกุตตระนั้น แก้ว่าโลกียะก็มี โลกุตตตระก็มี หมายความว่า อาสวักขยอภิญญาอย่างเดียวเป็นโลกุตตระ อภิญญาที่เหลือนอกนั้นเป็นโลกียะทั้งสิ้น

        ข้อ ๓ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า อภิญญาเกิดในทางไหนในร่างกาย แก้ว่า เกิดในทางใจหรือหัวใจ หมายความว่า อภิญญาที่สามารถเห็นนรกสวรรค์ได้นั้น ก็ไม่ใช่เกิดทางตา อภิญญาที่สามารถได้ยินเสียงคำพูดของมด ปลวก หรือคำพูดของพรหมและเทวดาทั้งหลายได้นั้น ก็ไม่ใช่ เกิดทางหู คือ อภิญญาเหล่านี้จะต้องเกิดทางใจหรือหัวใจทั้งนั้น

        ข้อ ๔ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า อภิญญาอาศัยอะไรเกิด แก้ว่า โลกียอภิญญาต้องอาศัยสมาธิเกิด โลกุตตระอภิญญาต้องอาศัยสมาธิและภาวนามยวิปัสสนาญาณเกิดเสมอ หมายความว่า สมาธิที่เกิดจากรูป อรูปฌานทั้ง ๙ นี้ย่อมทำให้โลกียอภิญญาเกิดขึ้นได้ สมาธิและภาวนามยวิปัสสนาญาน ซึ่งเป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นของโลกุตตรอภิญญานั้น ได้แก่ขณิกสมาธิและอุปจารสมาธิหรือ อัปปนาสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง และจตุตถสังขารุเปกขาญาณ   คือ    สังขารุเปกขาญาณที่เกิดแก่พระอนาคามีบุคคลนั้นเอง

        ข้อ ๕ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า อภิญญามีกี่อย่าง คืออะไรบ้างนั้น แก้ว่า มี ๕ อย่างประการหนึ่งมี ๖ อย่าง ประการหนึ่ง มี ๗ อย่าง ประการหนึ่ง 

              ๕ อย่างนั้นคือ ๑.ทิพพจักขุอภิญญา ๒.ทิพพโสตอภิญญา ๓.อิทธิวิธอภิญญา ๔.ปรจิตตวิชานนอภิญญา  ๕. ปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา              ๖ อย่าง๓นั้นคือ ๑.ทิพพจักขุอภิญญา ๒.ทิพพโสตอภิญญา ๓.อิทธิวิธอภิญญา ๔.ปรจิตตวิชานนอภิญญา ๕.ปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา ๖.อาสวักขยอภิญญา ถ้าพูดให้จำได้ง่าย ๆ ก็คือ ในอภิญญาทั้ง  ๕ ดังกล่าวมาแล้านั้น   เพิ่มอาสวักขยอภิญญาขึ้นเป็นประการที่ ๖ นั้นเอง

              ๗ อย่างนั้นคือ ๑.ทิพพจักขุอภิญญา ๒.ทิพพโสตอภิญญา ๓.อิทธิวิธอภิญญา ๔.ปรจิตตวิชานนอภิญญา ๕.ปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา ๖.ยถากัมมุปคอภิญญา ๗.อนาคตังสอภิญญา

              ความหมายของอภิญญาเหล่านี้ก็คือ:-

                   ทิพพจักขุ ปัญญาที่สามารถเห็นสิ่งที่อยู่ไกล ได้แก่นรกสรรค์เป็นต้น และสิ่งที่เล็ก ๆ หรือสิ่งที่ปกปิดซ่อนเร้นเหล่านี้ได้  ชื่อว่าทิพพจักขุอภิญญา

                   ทิพพโสตะ ปัญญาที่สามารถได้ยินเสียงที่อยู่ไกล หรือได้ยินเสียงเบาที่สุด หรือได้ยินเสียงที่มีสิ่งป้องกันไว้เหล่านี้ได้  ชื่อว่าทิพพโสตอภิญญา

                   อิทธิวิธะ ปัญญาที่สามารถทำอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ได้ เช่น เหาะได้ ดำดินได้ เดินน้ำได้ หายตัวได้ เป็นต้น  ชื่อว่าอิทธิวิธอภิญญา

                   ปรจิตตวิชานนะ  ปัญญาที่สามารถรู้จิตใจของผู้อื่นได้  ชื่อว่าปรจิตตวิชานนอภิญญา

                   ปุพเพนิวาสานุสสติ ปัญญาที่สามารถรู้ภพชาติที่เคยเกิดมาแล้ว ของผู้อื่นและตนเองได้ ชื่อว่าปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา

                   ยถากัมมุปคะ ปัญญาที่สามารถรู้สัตว์ทั้งหลายที่เกิดอยู่ตามภูมิต่างๆ นั้นว่า สัตว์นั้น สัตว์นี้เกิดขึ้นด้วยกรรมอย่างนั้นอย่างนี้  การกระทำนั้นการกระทำนี้  ชื่อว่ายถากัมมุปคอภิญญา

                   อนาคตังสะ ปัญญาที่สามารถรู้ภพชาติของผู้อื่นและตนเอง ที่จะเกิดต่อไปข้างหน้าได้ ชื่ออนาคตังสอภิญญา

                   อาสวักขยะ ปัญญาที่สามารถทำลายอาสวะให้หมดสิ้นไปได้ ชื่อว่าอาสวักขยอภิญญา ดังนี้

          ข้อ ๖ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า บุคคลจำพวกไหนที่จะได้อภิญญานั้น แก้ว่า ผู้ที่ได้สมาบัติ ๘ หรือ ๙ กล่าวคือ  รูปฌาน ๕ อรูปฌาน ๔ แล้ว และชำนาญเข้าฌานทั้ง ๙  โดยอนุโลมปฏิโลม  และ  ชำนาญเพ่งกสิณ ๑๐ โดยอนุโลมปฏิโลม หมายความว่า ชำนาญในการเพ่งกสิณแต่ละกสิณ โดยเข้าฌานทั้ง ๙  ให้ครบทั้ง ๑๐  กสิณและสมาบัติทั้ง  ๙  โดยอนุโลมปฏิโลม  อย่างนี้จึงจะได้อภิญญา

          สำหรับผู้ที่มีบารมีซึ่งเกี่ยวกับฌานอภิญญา หมายความว่าเคยได้อภิญญาและเคยปรารถนาไว้ในภพก่อนๆ นั้น แม้ว่าไม่ได้สมาบัติ ๙ ก็ตาม เมื่อขณะได้เพียงรูปปัญจมฌาน หรือ ได้มรรคผลแล้ว อภิญญาก็ย่อมเกิดขึ้นได้ นอกจากบุคคลทั้งสองจำพวกนี้แล้ว  ใคร ๆ   ก็ไม่สามารถจะได้อภิญญาโดยเด็ดขาด  ส่วนผู้ที่จะได้อาสวักขยอภิญญานั้น  มีแต่พระอนาคามี  จำพวกเดียวเท่านั้น

          ข้อ ๗ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า ในปัจจุบันนี้อภิญญาจะมีขึ้นได้หรือไม่ แก้ว่า อภิญญาเกิดขึ้นได้ กล่าวคือ สมัยนี้ถ้ามีผู้ใดผู้หนึ่ง  เจริญสมถกรรมฐานอันเกี่ยวด้วยการเพ่งกสิณ  โดยถูกต้องและมีความพยายามแล้ว ผู้นั้นก็จะได้ฌานอภิญญาเหมือนกัน เพราะเคยปรากฏในประเทศพม่าว่า ในสมัยที่ยังมีพระเจ้าแผ่นดิน มีพระมหาเถระองค์หนึ่ง ชื่อว่าอูเขมา ท่านว่าอูเขมาองค์นี้แสดงอภิญญาโดยการเหาะได้     กล่าวกันว่าพระมหาเถระองค์นี้เจริญสมถวิปัสสนาอยู่ในภูเขาสะกาย  ใกล้กับจังหวัดมันดะเล     ที่ภูเขาสะกายนั้นมียอดเขาหลายยอด ยอดเขาที่พระอูเขมาอยู่นี้เรียกว่า ยอดเขาปฐมียา    ต้นเหตุที่ผู้อื่นจะรู้ได้ว่า    พระอูเขมาได้ฌานอภิญญานั้น     ก็เพราะท่านอาจารย์ติลงสะยาดอ   ซึ่งเป็นอาจารย์ของพระอูเขมานี้แหละเป็นผู้บอก    ดังที่ข้าพเจ้าจะเล่าประวัติของท่านให้ทราบดังต่อไปนี้ 

                   ท่านอาจารย์มหาเถระองค์หนึ่ง เรียกกันว่าท่านอาจารย์ติลงสะยาดอ อยู่ในจังหวัดมันดะเล    ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศพม่าในสมัยนั้น    ท่านอาจารย์ติลงสะยาดอเมื่อมีอายุได้ถึง ๖๐ปีแล้ว    ก็เลิกจากการงานที่เกี่ยวกับปริยัติ และเตรียมตัวเพื่อจะออกเดินทางไปอยู่ที่ภูเขาสะกาย ในระหว่างที่ท่านเตรียมตัวที่จะไปนั้น บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย มีพระเจ้าแผ่นดินพร้อมด้วยพระราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์เป็นต้น เหล่านี้ก็พากันนำปัจจัยไปมอบให้ไว้กับกัปปิยการก เพราะท่านอาจารย์ติลงสะยาดอนี้ เป็นที่เคารพนับถือของพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งเหมือนกัน เมื่อท่านเดินทางไปถึงภูเขาสะกายแล้ว   ก็เรียกกัปปิยการกมาถาม ได้ความว่า พระเจ้าแผ่นพร้อมด้วยพระราชินี   และพระบรมวงศานุวงศ์ได้มอบปัจจัยให้ไว้กับกัปปริการก   เมื่อได้ความเช่นนี้แล้ว  ท่านก็สั่งให้นำปัจจัยทั้งหมดนั้นใส่ไว้ในถุง   แล้วให้นำถุงเงินนั้นมา และให้นำไปพร้อมกันกับท่านที่ใกล้  ๆ  ปากเหว    แล้วสั่งให้กัปปริยการกหิ้วถุงเงินนั้นเดินหมุนเวียนไปมา   จนรู้สึกเวียนศรีษะแล้วท่านก็สั่งให้ทิ้งถุงเงินนั้นไปในเหว    และบอกกัปปิยการกว่า  เราไม่ต้องการเงินนี้   เพราะเงินที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้ไว้แก่เรามีอยู่แล้ว   คือบาตรนั้นเอง    หมายความว่าผู้ใดมีบาตรแล้ว   ผู้นั้นย่อมไม่อดอาหาร   ครั้นถึงเวลาท่านก็ไปรับบาตร  และถือไม้เท้าไปด้วย   เพราะบางครั้งท่านก็หกล้มในขณะที่หกล้มนั้น   ท่านก็เตือนตนเอง “ต้องมีความเพียร ต้องมีความเพียร”ดังนี้

                   สำหรับท่านอาจารย์ติลงสะยาดอนี้ ความประสงค์ของท่านที่มาอยู่ภูเขาสะกายนั้น ก็ต้องการทำวิปัสสนาธุระอย่างเดียวเท่านั้น ครั้นต่อมาลูกศิษย์บางท่านได้ตามมาเพื่อปฏิบัติท่านและขอร้องให้ท่านช่วยสอนปกรณ์วิสุทธิมรรค เพื่อรู้ในข้อปฏิบัติอันถูกต้อง ฉะนั้น ท่านก็สอนให้วันละเล็กละน้อย   ส่วนเวลาที่เหลือนอกนั้นท่านก็ปฏิบัติวิปัสสนาของท่านไป และไม่ทิ้งการไปรับบาตรทุกๆวัน

                   ฝ่ายท่านอาจารย์พระอูเขมา ซึ่งเป็นศิษย์เก่าแก่ของท่าน ทราบว่าท่านอาจารย์ใหญ่มาพักอยู่ที่ภูเขาสะกาย ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันนี้ เมื่อทราบข่าวดังนี้แล้วก็มาเยี่ยมท่านอาจารย์ติลงสะยาดอทุก ๆ วัน ในเวลาเย็น เพื่อสนทนาปราศรัยแล้วก็กลับไปยอดเขาเจดีย์ปฐมียา

                   วันหนึ่งเวลาเย็น ท่านอาจารย์ใหญ่กับพระอูเขมากำลังสนทนากันอยู่ ท้องฟ้ามืดครึ้มขึ้นแสดงอาการว่าฝนจะตก ท่านอาจารย์ใหญ่ก็บอกให้พระอูเขมารีบกลับ แล้วท่านก็เดินไปส่งจนถึงต้นทางที่จะไป แล้วจึงกลับ แต่ในขณะนั้นเองฝนก็ตกลงมา เมื่อฝนตกลงมาแล้ว ท่านก็เหลียวกลับไปดูพระอูเขมา โดยเป็นห่วงว่าคงจะไม่พ้นฝนเป็นแน่ แต่เมื่อเหลียวไปดู ก็ไม่เห็นพระอูเขมาเลย ท่านก็มองหาดูทั่ว ๆ ไป จึงได้เห็นพระอูเขมากำลังเหาะอยู่  เมื่อเห็นเช่นนั้นท่านก็ยืนดูจนลืมตัวที่จะเดินกลับ มองดูอยู่จนลับสายตาแล้วจึงเดินกลับ และบ่นพึมพำกับตนเองว่า อาจารย์ใหญ่ติลงสะยาดอมีชื่อเสียงโด่งดังเสียเปล่า ๆ ใช้อะไรไม่ได้ “ท่านอูเขมาเก่งมาก ท่านอูเขามาเก่งมาก”

         ในวันต่อมา ท่านพระอูเขมาได้มาเยี่ยมท่านอาจารย์ใหญ่ติลงสะยาดอตามเคย เมื่อได้สนทนาปราศรัยเรื่องอื่น ๆ กันแล้ว ท่านอาจารย์ใหญ่ติลงสะยาดอจึงได้ถามท่านอูเขมาว่า ท่านอูเขมาทำฌานอภิญญาได้ตั้งแต่เมื่อไร ท่านอูเขมาตอบว่า เมื่อข้าพเจ้าได้ทำฌานจนเห็นว่าคล่องแคล่วดีแล้วจึงได้ลองอฐิษฐานอภิญญาดู เมื่อประมาณสัก ๒ ปีมานี้ ท่านอาจารย์ใหญ่ติลงสะยาดอถามต่อไปว่า ได้ลองปฏิบัติโลกุตตรธรรมดูบ้างหรือเปล่า ท่านอูเขมารับว่า ได้เคยปฏิบัติอยู่ ท่านอาจารย์ใหญ่ถามอีกว่า ได้สำเร็จลุล่วงไปถึงขั้นไหน ท่านพระอูเขมาตอบว่า การปฏิบัติฌานอภิญญานั้น ตามธรรมดานิวรณ์ต่างๆ ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ตามปกติอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ปฏิบัติโลกุตตรธรรมเป็นอย่างยิ่งแล้ว รู้สึกว่ากามราคะและพยาปาทะไม่เกิดขึ้นในสันดาน เป็นเวลาล่วงมาปีเศษแล้ว ท่านอาจารย์ติลงสะยาดอได้กล่าวคำอนุโมทนาตามสมควร เมื่อท่านอูเขมากลับไปแล้ว ท่านอาจารย์ใหญ่ติลงสะยาดอก็พร่ำว่า “ท่านอูเขมาเก่งมาก ท่านอูเขมาเก่งมาก” ท่านพร่ำอยู่อย่างนี้ทุกวัน ลูกศิษย์ที่เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลาย ได้ยินท่านพร่ำอย่างนี้แล้วก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจแต่ไม่กล้าเรียนถาม ต่อมาลูกศิษย์ทั้งหลายได้ขอร้องให้ท่านมหาเถระองค์หนึ่ง ที่ชอบพอสนิทสนมกับท่านอาจารย์ใหญ่  เรียนถามต่อท่าน แล้วท่านก็เล่าเรื่องที่ท่านถามพระอูเขมาเหาะได้ให้ฟัง

            สำหรับท่านอาจารย์ติลงสะยาดอคนนั้น ต่อมาไม่ช้าก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ไม่ปรากฏแต่การได้อภิญญาเท่านั้น โดยเหตุดังกล่าวมาแล้วนี้แหละ ข้าพเจ้าจึงกล้ากล่าวได้ว่า แม้ในสมัยนี้ถ้าผู้ใดผู้หนึ่งเจริญสมถกรรมฐาน อันเกี่ยวด้วยการเพ่งกสิณโดยถูกต้อง และมีความพยายามแล้ว ผู้นั้นก็จะได้ฌานอภิญญาเหมือนกัน

           ข้อ ๘ ปัญญาที่ตั้งไว้ว่า ความสามารถเป็นพิเศษคล้าย ๆ  กันกับอภิญญามีหรือไม่นั้น?แก้ว่ามี อันได้แก่ความสามารถพิเศษที่เกี่ยวด้วย การเห็น การเหาะ หายตัว ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออกกายสิทธิ ปิยสิทธิ ธนสิทธิ เหล่านี้เป็นต้น ที่สำเร็จจากเวทย์มนต์คาถา ยันต์ อำนาจเทวดา และอำนาจอุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิขั้นต้น ที่เกิดจากการเพ่งกสิณ การที่พิจารณาลมหายใจเข้าออกและอำนาจอุเพงคาปิติ๔  ผรณาปีติ๕  สำเร็จวิชาปรอท มีวิชาความรู้เกี่ยวด้วยนักขัตตดาราวิทยาศาสตร์ หมายความว่า อำนาจเวทย์มนต์ คาถา ยันต์ เทวดา อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิขั้นต้น เหล่านี้อาจเห็นสิ่งที่ปกปิดได้ หายตัวได้ ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออกได้ กายสิทธิ ปิยสิทธิ ธนสิทธิได้ อำนาจอุเพงคาปิติ และสำเร็จวิชาปรอทเหล่านี้ ทำให้เหาะได้ หายตัวได้ อำนาจผรณาปีติ กายสิทธิ ปิยสิทธิ ธนสิทธิ สามารถฟันไม่เข้า ยิงไม่ออกได้ อำนาจความรู้ที่เกี่ยวกับด้วยนักขัตตดาราเหล่านี้ สามารถเห็นเรื่องราวต่าง ๆ ที่กำลังเกิด และจะเกิดข้างหน้าได้ อำนาจความรู้วิทยาศาสตร์นั้นสามารถประดิษฐ์วัตถุให้เป็นเรือบินซึ่งเสมือนกับเหาะไปได้ สามารถประดิษฐ์เครื่องวิทยุซึ่งเสมือนกับทิพพโสตะ สามารถประดิษฐ์เครื่องระเบิดปรมาณู ซึ่งอาจระเบิดให้วัตถุสิ่งของให้สูญหายไปในระหว่างวินาฑีก็ได้ 

            ข้อ ๙ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า ถ้ามี จะรู้ได้อย่างไรบ้างว่านี้เป็นอภิญญา นี้ไม่ใช่อภิญญา แก้ว่าอภิญญานั้นสามารถสำเร็จได้โดยแน่นอน และอาจทำอิทธิฤทธิอภิญญาต่าง ๆ ให้เกิดได้ไม่จำกัดเพียงแต่ต้องเปลี่ยนการเพ่งกสิณให้เหมาะสมกับอภิญญาที่ตนประสงค์เท่านั้น ความสามารถเป็นพิเศษที่เกิดจากเวทย์มนต์ คาถา ยันต์ อำนาจเทวดา อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิขั้นต้น อุเพงคาปีติ ผรณาปีติ สำเร็จวิชาปรอท ความรู้วิชาที่เกี่ยวด้วยนักขัตตดารา วิทยาศาสตร์ เหล่านี้เป็นไปได้ไม่แน่นอน และไม่สามารถจะทำให้อิทธิฤทธิอภิญญาต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ เช่นผู้ที่เห็นวัตถุสิ่งของอันปกปิด และสามารถเห็นตัวเลข ๑ ๒ ๓ ๔ เป็นต้น โดยอำนาจเวทย์มนต์ คาถา ยันต์ เทวดาอุปจารสมาธิ เป็นต้นเหล่านี้ บางทีก็ถูก บางทีก็ผิด เอาเป็นแน่นอนไม่ได้ และแม้ว่าเห็นสิ่งต่าง ๆดังกล่าวมาแล้ว ก็ไม่สามารถแลเห็นผู้ที่กำลังเสวยทุกข์ในนิริยภูมิ และผู้ที่กำลังเสวยสุขในตาวติงสาภูมิตามความเป็นจริง คงเป็นแต่เดาเอาหรือนึกคิดเอาเท่านั้นเอง อีกประการหนึ่งความสามารถเป็นพิเศษที่เกิดขึ้นจากอำนาจเทวดา เวทย์มนต์ คาถา ยันต์ อุปจารสมาธิ เป็นต้นเหล่านี้ เกิดขึ้นโดยไม่มีระเบียบหลักฐานมั่นคง ส่วนอภิญญานั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องมีระเบียบเป็นหลักฐานมั่นคง คือต้องเพ่งกสิณก่อนแล้วเข้ารูปปัญจมฌาน เมื่อออกจากรูปปัญจมฌานแล้วอฐิษฐานตามความปรารถนาของตน แล้วเข้ารูปปัญจมฌานต่อไป เมื่อออกจากรูปปัญจมฌานแล้ว อภิญญาก็เกิดขึ้นดังนี้

            ข้อ ๑๐ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า วิธีแสดงกีฬาอภิญญานั้น แสดงกันอย่างไรบ้าง คำแก้ข้อปัญหานี้สำคัญมาก เพราะวิธีแสดงกีฬาอภิญญานั้น หาใช่ทำได้ง่าย ๆ ไม่ กล่าวคือ การเพ่งกสิณถ้าไม่ตรงกับอภิญญาที่ตนปรารถนาแล้ว อภิญญาก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ หมายความว่าแสดงอภิญญาไม่สำเร็จตามความประสงค์ของตนนั้นเอง ด้วยเหตุควรเข้าใจในการเพ่งกสิณ ที่เป็นเหตุสำคัญแห่งการเกิดขึ้นของอภิญญานั้น ดังนี้คือ

            ผู้ที่เป็นอภิญญาลาภี ถ้ามีความประสงค์จะเดินจงกรมอยู่ในท้องอากาศ จะต้องเพ่งปฐวีกสิณก่อน แล้วเข้ารูปปัญจมฌาน ซึ่งเป็นพื้นเป็นบาทของอภิญญา และเมื่อออกจากรูปปัญจมฌานจะต้องอธิษฐานต่อไปว่า ขอให้ข้าพเจ้าสามารถเดินจงกรมอยู่ในท้องอากาศได้ แล้วเข้ารูปปัญจมฌานอีก เมื่อออกจากรูปปัญจมฌานแล้ว อภิญญาก็เกิดขึ้นในขณะเดียวกันนี้แหละ ย่อมปรากฏว่าอภิญญาลาภีบุคคลนั้น กำลังเดินจงกรมอยู่ในท้องอากาศ

            อภิญญาลาภีบุคคลนั้น ถ้ามีความประสงค์จะไปในอากาศเหมือนกับเรือบิน ต้องเพ่งวาโยกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะแสดงนรกสวรรค์ ก็ต้องเพ่งอากาสกสิณหรืออาโลกกสิณ 

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะแสดงเนรมิตสัตว์ต่าง ๆ หรือต้นไม้ ภูเขาแม่น้ำ สถานที่ต่าง ๆ ก็ต้องเพ่งปฐวีกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะดำดิน หรือจะทำให้ฝนตก หรือจะทำให้สถานที่นั้น ๆ หวั่นไหว หรือจะทำให้น้ำปกติเป็นน้ำผึ้ง น้ำนม น้ำมัน ก็ต้องเพ่งอาโปกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำให้วัตถุสิ่งของหรือสถานที่นั้น ๆ เกิดไฟไหม้ หรือแสดงเปลวไฟให้ออกจากร่างกาย ก็ต้องเพ่งเตโชกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำให้ลมพายุเกิดขึ้น หรือจะแสดงวัตถุสิ่งของที่หนักให้เบา ก็ต้องเพ่งวาโยกสิณ

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำให้ความมืดเกิดขึ้นในเวลากลางวันก็ดีก้อนเหล็กก้อนหินเป็นแก้วมรกตก็ดี ต้องเพ่งนีลกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำให้วัตถุสิ่งของนั้น ๆ เป็นทอง ก็ต้องเพ่งปีตกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำน้ำปกติให้เป็นโลหิตก็ดี หรือจะทำก้อนเหล็กก้อนหินให้เป็นแก้วมณี หรือทับทิมก็ดี ต้องเพ่งโลหิตกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำทิพพจักขุอภิญญา และจะทำให้แสงสว่างเกิดขึ้น หรือจะทำให้รัศมีออกจากร่างกาย ต้องเพ่งอาโลกกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะแสดงสิ่งมีชีวิต ไม่มีชีวิต ที่มีอะไรปกปิดไว้อยู่นั้นให้ปรากฏก็ดี จะเข้าไปในภูเขา พื้นแผ่นดิน กำแพงก็ดี ต้องเพ่งอากาศกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำทิพพโสตอภิญญา ก็ต้องเพ่งวาโยกสิณหรืออากาสกสิณเสียก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะแสดงเนรมิตตนเองให้มีจำนวนเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ก็ต้องเพ่งปฐวีกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำปรจิตตวิชชานนอภิญญา ก็ต้องเพ่งอาโลกกสินก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา หรือยถากัมมุปคอภิญญา หรืออนาคตังสอภิญญา ก็ต้องเพ่งเตโชกสิณ โอทาตกสิณ อาโลกกสิณ อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน ในจำนวนกสิณที่ให้แสงสว่างทั้ง ๓ อย่างนี้ ท่านอรรถกถาจารย์แนะนำว่า โอทาตกสิณประเสริฐที่สุด

            อนึ่ง ท่านอรรถกถาจารย์ได้กล่าวต่อไปว่า  ยถากัมมุปคอภิญญาและอนาคตังสอภิญญาทั้ง ๒ อย่างนี้ต้องอาศัยทิพพจักขุอภิญญาเกิดขึ้นเสมอ หมายความว่า ผู้ที่จะทำอภิญญาทั้ง ๒ นี้ต้องทำทิพจักขุอภิญญาเสียก่อน แล้วต่อไปอภิญญาทั้ง ๒ นี้จึงนับสงเคราะห์เข้าในทิพพจักขุอภิญญา โดยเหตุนี้ท่านพระอนุรุทธาจารย์๖ จึงแสดงโลกียอภิญญาไว้เพียง ๕ ประการ ดังกล่าวว่า

         อิทฺธิวิธํ  ทิพฺพโสตํ       ปรจิตฺตวิชานนา

         ปุพฺพนิวาสานุสฺสติ       ทิพฺพจกฺขูติ  ปญฺจธา ฯ

            สำหรับผู้ที่จะทำให้อาสวักขยอภิญญาเกิดขึ้นได้นั้น ต้องปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐานทั้ง๔ จนถึงได้อนาคามิมัคค-ผลแล้ว ปฏิบัติต่อไปอาสวักขยอภิญญาก็เกิดขึ้นได้

            อนึ่ง อภิญญาลาภีจะแสดงอิทธิฤทธิ์ที่เกี่ยวกับการหายตัว หรือทำสิ่งที่เล็กให้ใหญ่ ทำสิ่งที่ใหญ่ให้เล็ก หรือหนทางที่ใกล้ให้ไกล หรือหนทางที่ไกลทำให้ใกล้ หรือทำให้ผู้อื่นลืมตัวไปเหล่านี้ อาศัยการเพ่งกสิณทั้ง ๑๐ นั้นแหละ ย่อมทำให้สำเร็จได้

            วิธีแสดงกีฬาอภิญญาดังกล่าวมานี้ ย่อมสามารถให้อภิญญา ซึ่งอภิญญาลาภีบุคคลปรารถนาสำเร็จลงไปได้ ถ้าไม่เป็นเช่นที่กล่าวมาแล้วนี้ การแสดงอภิญญานั้น ๆ ก็ไม่อาจสำเร็จไปได้ ดังจะยกตัวอย่างให้เห็น มีสามเณรองค์หนึ่งชื่อว่า สังฆรักขิต ซึ่งเป็นหลานของพระมหานาคเถระสามเณรองค์นี้ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ในขณะที่ปลงผมจะบวชเณรนั้นเองและได้อภิญญาด้วย ในวันที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์และได้อภิญญานี้แหละ สามเณรนั้นได้ขึ้นไปบนดาวดึงสเทวโลก เมื่อถึงแล้วก็แสดงอิทธิวิธต่อที่ประชุม ซึ่งมีพระอินทร์และนางฟ้าทั้งหลาย

            การแสดงอิทธิวิธอภิญญาของสามเณรสังฆรักขิตก็คือ จะทำให้เวชยันต์ปราสาท ซึ่งมีส่วนสูงถึงหนึ่งพันโยชน์นั้นหวั่นไหว แต่เวชยันต์ปราสาทนั้นคงตั้งอยู่เป็นปกติ ไม่มีความหวั่นไหวแม้แต่ประการใดเลย ทั้งนี้เป็นเพราะเมื่อสามเณรสังฆรักขิตจะทำอภิญญาเพื่อให้เวชยันต์ปราสาทหวั่นไหวนั้น ได้เพ่งปฐวีกสิณก่อน ฉะนั้นการแสดงอภิญญานั้นจึงไม่สำเร็จ นางฟ้าทั้งหลายจึงพากันหัวเราะเยาะเย้ยขึ้นพร้อมกัน สามเณรก็รีบกลับลงมาหาท่านอาจารย์มหานาคเถระแล้วเล่าเรื่องให้ท่านอาจารย์ทราบ ท่านอาจารย์ก็แนะนำให้สามเณรเข้าใจดีแล้ว ก็รีบกลับขึ้นไปดาวดึงสเทวดลก และเพ่งอาโปกสิณแล้วเข้ารูปปัญจมฌาน เมื่อออกจากรูปปัญจมฌานก็อฐิษฐานต่อไปว่า ขอให้ความมุ่งหมายที่ข้าพเจ้าจะทำให้เวชยันต์ปราสาทนี้หวั่นไหวนั้น จงสำเร็จสมความปรารถนา แล้วก็เข้ารูปปัญจมฌานอีก ในขณะที่ออกจากรูปปัญจมฌานนั้นแหละ อภิญญาก็เกิดขึ้นสามารถทำให้เวชยันต์มหาปราสาทหวั่นไหวได้ เพราะในขณะนั้นเวชยันต์ปราสาทนั้น เหมือนกับท่อนไม้ที่อยู่ในน้ำ ฉะนั้น ปราสาทจึงหวั่นไหวจนดูเหมือนกับจะล้ม โดยเหตุนี้เสียงหัวเราะของนางฟ้าทั้งหลายก็เงียบหายไปทันที กลับเป็นเสียงร้องด้วยความตกใจกลัว และขอร้องต่อสามเณรสังฆรักขิตให้หยุดการกระทำดังกล่าวนี้เสีย

           คณะอาจารย์วิปัสสนากรรมฐาน และอุบาสกอุบาสิกาผู้ใจบุญทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้แสดงเรื่องอภิญญาโดยตั้งเป็นปัญหา ๑๐ ข้อ และได้แก้ปัญหานั้น ๆ จบลงแล้ว ท่านทั้งหลายก็อุตสาหะอดทนนั่งฟังจนจบ เป็นอันว่ากุศลเจตนาได้สำเร็จดีแล้ว ฉะนั้นด้วยอำนาจกุศลเจตนาที่เกิดจากการแสดงของข้าพเจ้า และการฟังของท่านวิปัสสนามามกคณะอาจารย์ พร้อมด้วยอุบาสกอุบาสิกาเหล่านี้ ขอจงสำเร็จตามความปรารถนาของข้าพเจ้า ตามที่ได้แสดงปรารภไว้ข้างต้นนั้นแล้วว่า

         สาสนสฺส จ โลกสฺส,  วุฑฺฒี ภวตุ สพฺพทา

         สาสนมฺปิ จ โลกญฺจ,  เทวา รกฺขนฺตุ สพฺพทา ฯ

        ศาสนาทั้ง ๓ คือ ปริยัตติศาสนา ปฏิบัติศาสนา ปฏิเวธศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี พุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็ดี ขอจงเจริญยิ่งขึ้นไปตลอดกาลนาน ขอให้สัมมาเทวดาทั้งหลายจงช่วยกันรักษาศาสนาทั้ง ๓ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ทุกทิวาราตรีกาลเทอญ.

...................

 

[full-post]

อภิญญา ความสามารถเหนือมนุษย์

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.