จำนำพรรษา
------------------
คำที่คนไทยยังเข้าใจผิดไม่เลิก
ผ้าอาบน้ำฝน คือผ้าสำหรับอธิษฐานไว้ใช้นุ่งอาบน้ำฝนตลอด ๔ เดือนแห่งฤดูฝน ซึ่งพระภิกษุจะแสวงหาได้ในระยะเวลา ๑ เดือน ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๗ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ และให้ทำนุ่งได้ในเวลากึ่งเดือน ตั้งแต่ขึ้นค่ำ ๑ ถึง ๑๕ ค่ำเดือน ๘
ผ้าอาบน้ำฝนไม่ใช่บริขารที่มีมาแต่เดิม แต่เกิดจากครั้งหนึ่งสาวใช้ของนางวิสาขามหาอุบาสิกาเห็นภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝน เมื่อนางวิสาขาทราบเรื่องจึงทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ภิกษุมีผ้า “วัสสิกสาฎก” (วัด-สิ-กะ-สา-ดก) ไว้สำหรับนุ่งเมื่ออาบน้ำ พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาต ตามพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกเล่ม ๕ ข้อ ๑๕๕ (คัมภีร์มหาวรรค ภาค ๒ วินัยปิฎก หมวดจีวรขันธกะ) ว่า -
..................................................
อนุชานามิ ภิกฺขเว วสฺสิกสาฏิกํ ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าวัสสิกสาฎก ...
..................................................
ผ้าอาบน้ำฝน เรียกเป็นคำศัพท์ว่า “วัสสิกสาฏิกา” หรือ “วัสสิกสาฎก” แปลตามศัพท์ว่า “ผ้าอันเขาใช้สอยเนื่องด้วยฤดูฝน” ภาษาไทยแปลกันมาแต่เก่าก่อนว่า “ผ้าอาบน้ำฝน” คือผ้าที่ภิกษุใช้นุ่งเมื่ออาบน้ำ ชาววัดมักเรียกสั้นๆ ว่า “ผ้าอาบ”
ปัจจุบันมีประเพณีทายกทายิกาทำบุญถวายผ้าอาบน้ำฝนตามวัดต่างๆ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘
คำถวายผ้าอาบน้ำฝนว่าดังนี้ -
..................................................
นะโม ๓ จบ
สุปะฏิปันโน, ภะคะวะโต, สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน, ฯลฯ โลกัสสาติ.
..................................................
อิมานิ มะยัง ภันเต, วัสสิกะสาฏิกานิ, สะปะริวารานิ, ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสังโฆ, อิมานิ, วัสสิกะสาฏิกานิ, สะปะริวารานิ, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัญเจวะ, มาตาปิตุ,-อาทีนัญจะ, ญาตะกานัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ.
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอน้อมถวาย, ซึ่งผ้าอาบน้ำฝน, กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้, แด่พระภิกษุสงฆ์, ขอพระภิกษุสงฆ์, จงรับ, ซึ่งผ้าอาบน้ำฝน, กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้, ของข้าพเจ้าทั้งหลาย, เพื่อประโยชน์, เพื่อความสุข, แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, และแก่ญาติทั้งหลาย, มีมารดาบิดาเป็นต้น, ตลอดกาลนาน เทอญ
..................................................
คำว่า “วัสสิก” (วัด-สิ-กะ) ในคำว่า “วัสสิกสาฏิกา” หรือ “วัสสิกสาฎก” นี่เอง แปลได้ว่า “เกี่ยวกับพรรษา” (วัสส = ฝน, ฤดูฝน, ปี = พรรษา) หรือแปลเอาความว่า “จำพรรษา” และผ้านี้ถวายก่อนเข้าพรรษา ถวายแล้วก็ถึงเวลาพระจำพรรษาพอดี จึงเป็นเหตุให้มีผู้เรียกผ้าอาบน้ำฝนว่า “ผ้าจำพรรษา” แล้วแผลงเป็น “ผ้าจำนำพรรษา”
จำ > จำนำ เป็นคำที่แผลงกันได้ ดังเช่น -
จง > จำนง
จน > จำนน
จ่าย > จำหน่าย
แจก > จำแนก
นี่คือจุดเริ่มต้นที่เข้าใจไปว่า ผ้าอาบน้ำฝนคือผ้าจำนำพรรษา
ความเข้าใจเช่นนี้ได้ระบาดต่อไปถึง “เทียน” ที่ถวายก่อนเข้าพรรษา ซึ่งมีคำเรียกอยู่แล้วว่า “เทียนพรรษา”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า -
............................................................
เทียนพรรษา : เทียนขนาดใหญ่และยาวเป็นพิเศษกว่าเทียนชนิดอื่น สำหรับจุดในโบสถ์บูชาพระตั้งแต่วันเข้าพรรษาจนถึงวันออกพรรษา.
............................................................
“เทียนพรรษา” ถวายก่อนเข้าพรรษา แบบเดียวกับผ้าอาบน้ำฝน ซึ่งมีผู้เรียก (ด้วยความเข้าใจเอาเอง) ว่า “ผ้าจำนำพรรษา”
“เทียนพรรษา” ชื่อเดิมจึงมีผู้เรียกเสริมเข้าไปว่า “เทียนจำนำพรรษา”
คำว่า “เทียนพรรษา” อันเป็นชื่อที่ถูกต้อง จึงมีผู้เรียก ผู้พูด ผู้เขียนเป็น “เทียนจำนำพรรษา” กันทั่วไป-แม้จนทุกวันนี้
เรียกว่าวิปริตกันไปทั้งแผ่นดิน
จะกู่ก้องร้องบอกอย่างไร ก็ไม่มีใครฟัง ชอบกลแท้ๆ
.......................
คราวนี้มาหาความรู้กันว่า คำว่า “จำนำพรรษา” มีความหมายว่าอย่างไร
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า -
............................................................
จำนำพรรษา : เรียกผ้าที่ถวายแก่พระสงฆ์ที่อยู่จําพรรษาในวัดนั้น ๆ ว่า ผ้าจํานําพรรษา.
............................................................
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ว่า -
............................................................
ผ้าจำนำพรรษา : ผ้าที่ทายกถวายแก่พระสงฆ์ผู้อยู่จำพรรษาครบแล้วในวัดนั้นภายในเขตจีวรกาล; เรียกเป็นคำศัพท์ว่า ผ้าวัสสาวาสิกา วัสสาวาสิกสาฎก หรือ วัสสาวาสิกสาฏิกา; ดู อัจเจกจีวร.
............................................................
ที่คำว่า “อัจเจกจีวร” พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ว่า -
............................................................
อัจเจกจีวร : จีวรรีบร้อน หรือผ้าด่วน หมายถึง ผ้าจำนำพรรษาที่ทายกผู้มีเหตุรีบร้อน ขอถวายก่อนกำหนดเวลาปกติ (กำหนดเวลาปกติสำหรับถวายผ้าจำนำพรรษา คือ จีวรกาลนั่นเอง กล่าวคือต้องผ่านวันปวารณาไปแล้ว เริ่มแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ และถ้ากรานกฐินแล้ว นับต่อไปอีกถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔; เหตุรีบร้อนนั้น เช่น เขาจะไปทัพ หรือเจ็บไข้ไม่ไว้ใจชีวิต หรือมีศรัทธาเลื่อมใสเกิดขึ้นใหม่) อัจเจกจีวรเช่นนี้ มีพุทธานุญาตให้ภิกษุรับเก็บไว้ได้ แต่ต้องรับก่อนวันปวารณาไม่เกิน ๑๐ วัน (คือตั้งแต่ขึ้น ๖ ค่ำ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑) (สิกขาบทที่ ๘ แห่งปัตตวรรค นิสสัคคิยปาจิตตีย์)
............................................................
สรุปก็คือ “จำนำพรรษา” เป็นชื่อผ้าประเภทหนึ่ง เรียกว่า “ผ้าจำนำพรรษา” คำบาลีว่า “วัสสาวาสิกสาฎก” หรือ “วัสสาวาสิกสาฏิกา” ถวายหลังออกพรรษา
ตรงข้ามกับผ้าอาบน้ำฝน
ผ้าอาบน้ำฝนถวายก่อนเข้าพรรษา
ผ้าจำนำพรรษาถวายหลังออกพรรษา
ชัดหรือยัง
เพราะฉะนั้น การเรียกผ้าอาบน้ำฝนว่า “ผ้าจำนำพรรษา” ก็คือเอาชื่อผ้าจำนำพรรษาตัวจริงมาเรียก
ผ้าจำนำพรรษาตัวจริงเขามีอยู่แล้ว ถวายหลังออกพรรษา
กลับเอามาเรียกผ้าอาบน้ำฝนซึ่งถวายก่อนเข้าพรรษา
ไม่เรียกว่าวิปริตแล้วจะว่าอย่างไร
ยิ่งเอาไปเรียกเทียนพรรษาว่า “เทียนจำนำพรรษา” ยิ่งวิปริตหนักเข้าไปอีก
แต่ที่สุดแห่งวิปริตก็คือ บอกแล้ว อธิบายแล้ว ก็ไม่เชื่อ ไม่ฟัง ไม่รับรู้
กูจะเรียกของกูอย่างนี้แหละ ใครจะทำไม
เขาเรียกอย่างนี้กันทั้งบ้านทั้งเมือง
ไม่แหกตาดูแหกหูฟังเสียงส่วนใหญ่เขามั่ง ไอ้...
เจริญเถิด
------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๖
๑๖:๒๔
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ