ทำไมต้องเรียนบาลี

-------------------

เมื่อ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ผมโพสต์เรื่อง “เรียนบาลีแล้วได้อะไร” มีญาติมิตรท่านหนึ่งแสดงความคิดเห็นมาดังนี้ -

.........................................................

ถ้าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาเอสกิโม~พุทธศาสนิกชนควรต้องเรียนรู้ภาษาเอสกิโม อย่างนั้นใช่ไหมครับ

ถ้าแปลภาษานั้นมาเป็นภาษาไทย ให้ไทยพุทธได้ศึกษาง่ายขึ้น จะมิดีกว่าหรือ

ถ้าเพื่ออะไรสักอย่าง เช่น การสืบทอด (ไม่นับเรื่องความขลัง) ควรจะเป็น "การศึกษาภาคบังคับ"สำหรับพระเณร ต้องสอบได้ ป.ธ.๓ (หรือ ลดมาเป็น ป.ธ.๒ เพื่อไม่ให้ มหา ล้นประเทศ) จะมีผลทางบวกดีกว่าปัจจุบันไหมครับ

.........................................................

อ่านความคิดเห็นแล้ว ผมก็เลยเกิดความคิดว่า น่าจะต้องเขียนเรื่อง “ทำไมต้องเรียนบาลี” อีกเรื่องหนึ่ง

หลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเถรวาท-คือแบบที่นับถือกันในประเทศไทยพม่าลังกาลาวเขมรญวนเป็นต้น ต้นฉบับบันทึกไว้เป็นภาษาบาลี

แหล่งที่ใช้ภาษาบาลีในโลกนี้มีแห่งเดียวเท่านั้นคือ พระไตรปิฎก และคัมภีร์อื่นๆ ที่อธิบายพระไตรปิฎก เรียกรวมๆ ว่า พระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอนุฎีกา หรือใช้คำรวมว่า “คัมภีร์”

เรียนบาลีแล้วเอาไปใช้งานอย่างอื่นไม่ได้ 

เอาไปเป็นไกด์ เป็นล่าม เป็นนักแปล เอาไปใช้พูดกับคนชาตินั่นโน่นนี่ที่พูดภาษาบาลีในชีวิตประจำวัน แบบที่เราเรียนภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ แล้วเอาไปใช้งานพวกนี้ 

ไม่ได้ทั้งนั้น

เพราะไม่มีแหล่งที่จะใช้งานบาลี

ถึงตรงนี้ต้องแยกให้ออก ระหว่างแหล่งที่จะใช้งานบาลีกับศักดิ์และสิทธิ์ของผู้มีวุฒิทางบาลี

ผู้มีวุฒิทางบาลีอาจมีแหล่งที่จะทำงานได้หลายแห่ง แต่แหล่งที่จะใช้งานบาลีในโลกนี้มีแห่งเดียว คือพระไตรปิฎกหรือ “คัมภีร์”

นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องรู้

ในวงการบาลีบ้านเราไม่มีการเน้นย้ำความจริงข้อนี้

นักเรียนบาลีของเราไม่มีความคิดเน้นประเด็นนี้อยู่ในใจ-เหมือนกับไม่รับรู้ความจริงข้อนี้

ถามว่า แล้วทำไมต้องเรียนบาลี?

ตอบว่า ต้องเรียนบาลีเพราะจะต้องเอาความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎก

พระไตรปิฎกในบ้านเราแปลจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทยจบครบถ้วนมานานแล้ว ใครอยากศึกษาพระไตรปิฎกก็ศึกษาจากฉบับแปลเป็นภาษาไทยได้แล้ว

ชาติอื่นๆ ที่ได้พระไตรปิฎกไปไว้ในครอบครอง ก็แปลจากภาษาบาลีเป็นภาษาของชาตินั้นๆ จบครบถ้วนมานานแล้ว คนชาติไหนอยากศึกษาพระไตรปิฎกก็ศึกษาจากฉบับแปลเป็นภาษาของชาติตนได้แล้ว

แล้วทำไมยังจะต้องเรียนบาลีกันอยู่อีก?

ตอบว่า เพราะพระไตรปิฎกที่แปลเป็นภาษาต่างๆ-รวมทั้งที่แปลเป็นภาษาไทยของเรานี่ด้วย-เป็นหลักฐานชั้นทุติยภูมิ (Secondary sources)

แต่พระไตรปิฎกที่เป็นภาษาบาลีต้นฉบับ เป็นหลักฐานชั้นปฐมภูมิ (Primary sources) 

หลักฐานชั้นทุติยภูมินั้น แม้จะตรวจสอบการแปลกันเป็นอย่างดี ก็ยังมีการแปลผิด แปลตก แปลเติม และอรรถรสของคำ ของความ อาจไม่ตรงหรือไม่ถึงอรรถรสของต้นฉบับ

แบบเดียวกับคนไทยที่เก่งอังกฤษ อ่านหนังสือที่แปลจากภาษาอังกฤษเป็นไทยแล้วบอกว่า อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษสนุกกว่า

นอกจากนี้ยังมีปัญหาปลีกย่อยอีก โดยเฉพาะเรื่องการแปลศัพท์

เจ้าสำนักแห่งหนึ่งแปล “นิโรธ” (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) โดยแยกศัพท์เป็น นิร + อุทฺธ 

นิร = ไม่มี 

อุทฺธ = เหนือ, บน 

นิโรธ = ไม่มีสิ่งที่อยู่เหนือ คือสูงกว่าอย่างอื่น

เจ้าสำนักแห่งหนึ่งแปล “สกิเทว” (คำอธิบายลักษณะพระสกิทาคามี) โดยแยกศัพท์เป็น สกิ + เทว

สกิ = ครั้งเดียว

เทว = เทวดา

สกิเทว = เทวดาครั้งเดียว ขยายความว่า พระสกิทาคามีเกิดเป็นเทวดาอีกครั้งเดียวก็จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์

เจ้าสำนักแห่งหนึ่งแปล “สกฺการ” โดยแยกศัพท์เป็น ส + การ

ส = ของตน

การ = การกระทำ

สกฺการ = การกระทำของตน 

ขยายความว่า คำบูชาพระที่ว่า อิมินา สกฺกาเรน คือบูชาพระรัตนตรัยด้วยการกระกระทำของตน หมายถึงบูชาด้วยการลงมือปฏิบัติธรรม ดังนั้น การบูชาด้วยดอกธูปเทียนจึงไม่ถูกต้อง

คำว่า “อตฺตกิลมถานุโยค” หมายถึง การประกอบตนให้ลำบากเปล่า คือ ความพยายามเพื่อบรรลุผลที่หมายด้วยวิธีทรมานตนเอง 

แต่เจ้าสำนักแห่งหนึ่งท่านแปล “อตฺตกิลมถานุโยค” ว่า “การยึดติดในอัตตา”

คำว่า “จตุราสีติ สหสฺสานิ” เป็นคำแสดงจำนวนหัวข้อธรรมที่เรียกว่า “ธรรมขันธ์” 

“จตุราสีติ” แยกศัพท์เป็น จตุ (สี่) + อสีติ (แปดสิบ) ลง ร อาคม

: จตุ + ร + อสีติ = จตุราสีติ แปลว่า “แปดสิบสี่” (๘๔)

“จตุราสีติ สหสฺสานิ” จึงแปลว่า “พันทั้งหลาย แปดสิบสี่” = แปดสิบสี่พัน = ๘๔,๐๐๐ (แปดหมื่นสี่พัน) หมายถึงหัวข้อพระธรรม มีจำนวนแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์

แต่เจ้าสำนักแห่งหนึ่งท่านแปล “จตุราสีติ” ว่า “พระธรรมจำนวนสี่ราศี” คือแยกศัพท์เป็น จตุ + ราสี

จตุ = สี่ 

ราสี = ราศี 

จตุราสี = สี่ราศี

ขยายความว่า “มีหัวข้อหมวดพระธรรมเรื่องอริยสัจสี่เป็นต้น” หมายความว่า พระธรรมแบ่งเป็นราศีคือเป็นกองๆ กองละ ๔ หัวข้อ เช่น อริยสัจสี่ เป็นต้น

ตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับ “คำ” คือการแปลศัพท์ที่คลาดเคลื่อน

ยังมีปัญหาเกี่ยวกับ “ความ” อีก นั่นคือแปลคำไม่ผิด แต่อธิบายความหมายของคำคลาดเคลื่อน 

ขอยกตัวอย่างเท่าที่นึกออกเฉพาะหน้า เช่นพุทธภาษิตว่า “นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ” แปลว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง หรือ นิพพานเป็นบรมสุข

เจ้าสำนักแห่งหนึ่ง เวลาแปลพุทธภาษิตบทนี้ท่านจะแปลว่า “นิพพานเป็นบรมสุขอันถาวร” นั่นคือขยายความหรือเติมความลงไปด้วยว่า นิพพานเป็นบรมสุขอันถาวร ไม่ใช่บรมสุขธรรมดา ทั้งนี้เพราะท่านมีทฤษฎีของท่านว่า นิพพานเป็นภพภูมิชนิดหนึ่ง ผู้บรรลุนิพพานเมื่อดับชีพแล้วจะไปสถิตอยู่ที่ภพภูมินั้นและเสวยบรมสุขอย่างถาวรเป็นอมตะตลอดไป

จะเห็นได้ว่า การแปลคำและการอธิบายความ ถ้าไม่เอาความรู้บาลีเป็นหลัก ก็จะ “เตลิดเปิดเปิง” คือวิปริตผิดเพี้ยนไปตามแนวคิดทฤษฎีของแต่ละสำนักแต่ละคน จนกลายเป็นสัทธรรมปฏิรูปเปรอะไปหมด

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่ไม่น่าจะมี แต่ก็เคยมีแล้ว คือปัญหาอันเกิดจากการเขียนผิดหรือพิมพ์ผิด

ญาติมิตรท่านหนึ่งเล่าว่า ท่านอ่านชาดกพบว่า ในอินเดียโบราณน่าจะมีการกรีดยางมาก่อน ดังปรากฏในคำว่า “พระโพธิสัตว์ได้เป็นผู้มีอาการเหมือนเวลาที่ต้นยางถูกกรีดด้วยมือ ฉะนั้น” 

ท่านสนใจคำว่า “ต้นยางถูกกรีดด้วยมือ” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าต้นไม้ชนิดนั้นจะต้องมียาง กรีดง่าย ใช้มือกรีดก็ได้

ตามไปอ่าน ก็พบว่าชาดกเรื่องนั้นชื่อ “สังกัปปราคชาดก” อยู่ในหมวดติกนิบาต เป็นเรื่องของดาบสตนหนึ่ง บำเพ็ญธรรมอยู่ในป่าหิมพานต์จนได้ฌานสมาบัติ ต่อมาได้เข้ามาในเมืองพาราณสี พระราชาทรงเลื่อมใส อาราธนาให้พำนักอยู่ในพระราชอุทยาน นิมนต์เข้าไปฉันในวังทุกวัน 

คราวหนึ่ง พระราชาเสด็จไปปราบโจรทางชายแดน รับสั่งให้พระราชินีดูแลดาบสแทนพระองค์ วันหนึ่ง ดาบสบังเอิญเห็นพระราชินีพระภูษาหลุดลุ่ย กิเลสที่สงบไปด้วยกำลังฌานก็กำเริบขึ้น อย่างที่เราพูดกันว่า “ตบะแตก” 

ต้นฉบับภาษาบาลีพรรณนาอาการตบะแตกของดาบสไว้ดังนี้ -

.........................................................

อถสฺส  ฌานพเลน  สนฺนิสินฺโนปิ  กิเลโส  กรณฺฑเก  ปกฺขิตฺตาสีวิโส  วิย  ผณํ  กตฺวา  อุฏฺฐหิ  ขีรรุกฺขสฺส  วาสิยา  อาโกฏิตกาโล  วิย  อโหสิ. 

ที่มา: ชาตกัฏฐกถา ภาค ๔ หน้า ๖

แปลเป็นไทยว่า --

ลำดับนั้น กิเลสของดาบสซึ่งสงบนิ่งด้วยกำลังฌานก็กำเริบขึ้น เหมือนอสรพิษที่ถูกขังอยู่ในข้อง (พอออกจากข้องได้) ก็แผ่พังพานขึ้นมา (และ) เหมือนเวลาที่ต้นยางถูกกรีดด้วยมีด (น้ำยางทะลักออกมา) ฉะนั้น

.........................................................

ตรงที่เป็นข้อสงสัย ต้นฉบับภาษาบาลีว่า “ขีรรุกฺขสฺส  วาสิยา  อาโกฏิต...”

แปลทีละศัพท์ -

ขีรรุกฺขสฺส = ต้นไม้มีน้ำนม (ต้นยาง)

อาโกฏิต... = ถูกกรีด 

วาสิยา = ด้วยมีด

ขีรรุกฺขสฺส  วาสิยา  อาโกฏิต... = ต้นยางถูกกรีดด้วยมีด 

คำแปลว่า “มีด” (a sharp knife) นี่เอง ที่เขียนผิดหรือพิมพ์ผิดเป็น “มือ” (the hand) บางฉบับพิมพ์ผิดเป็น “มืด” (dark) ด้วย (โปรดดูพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ชุด ๙๑ เล่ม เล่ม ๕๘ หน้า ๗) 

เป็นอันพิสูจน์ได้ชัดเจนด้วยต้นฉบับภาษาบาลีว่า เรื่องราวในที่นี้พูดถึง ต้นยางถูกกรีดด้วย “วาสิยา” ซึ่งแปลว่า “ด้วยมีด” (with a sharp knife) ไม่ใช่ถูกกรีด “ด้วยมือ” (with the hand)

นี่คือคำตอบที่ว่า ทำไมจึงต้องเรียนบาลี 

การรู้บาลีทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรคลาดเคลื่อน 

ลองนึกเถิดว่า ผู้ที่ไม่รู้บาลี อ่านเฉพาะที่แปลมาอย่างเดียว จะเสี่ยงต่อการได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนสักเพียงไร 

นี่แค่ศัพท์ธรรมดาคำเดียวที่อาจตรวจสอบได้ง่าย ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนที่ลึกซึ้งเข้าใจยาก แล้วเกิดแปลผิดพลาด อธิบายคลาดเคลื่อน จะทำให้เกิดความวิปริตในคำสอนไปได้สักเพียงไร 

หวังว่าคงพอมีความเข้าใจได้บ้างแล้วว่า ทำไมจึงต้องเรียนบาลี

เมื่อเข้าใจแล้ว ก็ขอจงมีอุตสาหะในการเรียนบาลีเพื่อรักษาพระศาสนาไว้โดยทั่วกันเทอญ

-----------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๗ กรกฎาคม ๒๕๖๖

๑๗:๐๔ 

[full-post]

ทำไมต้องเรียนบาลี

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.