มองฉายาพระ (๓)

-----------------------------

เห็นอนาคตพระพุทธศาสนา 

...................................

ผมคิดถึงการใช้นามฉายาของพระ

ฉายาพระเกิดจากการบวช

การบวชพระต้องทำในเขตสีมา คือในโบสถ์

โบสถ์เป็นที่สำหรับพระสงฆ์ทำสังฆกรรม

แล้วก็พูดถึงสังฆกรรม-ยกตัวอย่างอปโลกนกรรม

การบรรยายความในลักษณะเช่นนี้ มีคำเรียกในเชิงตำหนิว่า “ธรรมกถึกย่านไทร” คำบาลีว่า “นิโคฺรธธมฺมกถิโก” คือพูดเรื่องนี้แล้วต่อไปเรื่องโน้นๆ จนไม่รู้ว่าเรื่องเดิมเป็นเรื่องอะไร 

เหมือนต้นไทรมีกิ่งยื่นไป แล้วมี “ย่าน” คือรากงอกจากกิ่ง แล้วเกิดเป็นต้นไทรอีก มีกิ่งมีย่านงอกออกไปอีก งอกต่อไปเรื่อยๆ ห่างต้นเดิมออกไปทุกที

แต่ท่านว่า แม้จะพูดต่อๆ ไปหลายเรื่อง แต่กลับมาที่เรื่องเดิมได้ ก็ไม่ถือว่าเป็นธรรมกถึกย่านไทร

ผมกำลังกลับมาที่เรื่องเดิม-คือฉายาพระ

กลับไปที่ฉายาพระ ก็ต้องผ่านโบสถ์อันเป็นที่เกิดฉายาพระ เพราะฉะนั้น ขอแวะพูดถึงความสำคัญของโบสถ์ดังที่ตั้งท่าไว้

.....................

วัดต้องมีโบสถ์เป็นที่พระสงฆ์ทำสังฆกรรม หัวใจของโบสถ์คือเขตสีมา คือพื้นที่ซึ่งกำหนดขึ้น กว้างเท่านี้ ยาวเท่านี้ 

ภายในพื้นที่กว้างยาวเท่านี้ คือที่ซึ่งพระสงฆ์มานั่งประชุมกันทำสังฆกรรม นี่แหละคือเขตสีมา 

ที่กำหนดว่า สังฆกรรมต้องทำ “ภายในสีมา” ก็คือภายในพื้นที่ซึ่งกำหนดขึ้นดังว่านี้

แต่กระบวนการและขั้นตอนในการกำหนดพื้นที่ดังว่านี้ไม่ใช่พูดเอาชี้เอาง่ายๆ แต่พระสงฆ์ต้องประชุมกันทำ มีหลักฐานบ่งบอกว่าเป็นสถานที่ตรงไหน กว้างยาวแค่นี้คือแค่ไหน มีอะไรเป็นเครื่องหมายบ่งบอก และต้องประกาศให้เป็นที่รับรู้ทั่วกัน

ถึงตรงนี้ พอจะนึกออกไหมครับ เข้าไปในบริเวณโบสถ์ เราจะเห็นซุ้มเสมา หรือเห็นใบเสมาอยู่รอบๆ โบสถ์ นั่นคือเครื่องหมายเขตทำสังฆกรรมหรือเขตโบสถ์ แต่วัตถุที่เป็นเครื่องหมายจริงคือก้อนหินที่เราเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” จะถูกฝังอยู่ใต้ดินตรงกับที่เป็นซุ้มเสมา

พูดง่ายๆ เห็นใบเสมาตรงไหน ขุดลงไปจะเจอลูกนิมิต

ที่นิยมเอาลูกนิมิตฝังดินก็เพื่อไม่ให้เคลื่อนที่ได้โดยง่าย

เมื่อกำหนดพื้นที่กว้างยาวได้แล้ว ก็เป็นอันว่ามีเขตทำสังฆกรรมเรียบร้อยแล้ว ใช้เป็นที่ทำสังฆกรรมได้เลย

แต่เมื่อว่าตามธรรมชาติ นั่งกันโล่งๆ แจ้งๆ ฝนตกก็เปียก แดดออกก็ร้อน จึงเกิดความคิดสร้างอาคารลงในพื้นที่นั้นเพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการทำสังฆกรรม อันเป็นกำเนิดของสิ่งที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า “โบสถ์” คำบาลีเต็มๆ เรียกว่า “อุโปสถาคาร” แปลตามศัพท์ว่า “อาคารเป็นที่ประชุมทำอุโบสถสังฆกรรม” 

ต่อมาเรียกตัดลงเหลือแค่ “อุโบสถ”

แล้วตัดสั้นเป็นภาษาปากพยางค์เดียวว่า “โบสถ์”

อนึ่ง เมื่อทางบ้านเมืองเล็งเห็นความสำคัญของพื้นที่ซึ่งสงฆ์จะต้องมีต้องใช้เป็นที่ประชุมทำสังฆกรรม ผู้ปกครองบ้านเมืองที่มีศรัทธาเป็นสัมมาทิฐิจึงประกาศยกพื้นที่ซึ่งคณะสงฆ์กำหนดให้เป็นที่ทำสังฆกรรมนั้นให้เป็นพื้นที่ของสงฆ์ มีคำเรียกว่า “วิสุงคามสีมา” แปลว่า “เขตที่แยกออกจากบ้านเมือง” 

หมายความว่า พื้นที่บริเวณนั้นเป็นดินแดนของสงฆ์ ปลอดจากอำนาจรัฐ

เทียบให้เห็นง่ายๆ ก็เหมือนพื้นที่ตั้งสถานทูตต่างประเทศ สถานทูตของประเทศไหนตั้งอยู่ตรงไหน ตรงนั้นมีฐานะเท่ากับเป็นดินแดนของประเทศนั้น

.....................

ต่อมา การสร้างอาคารลงบนพื้นที่ประชุมทำสังฆกรรม ขยายตัวออกไปเป็นการสร้างโบสถ์ เกิดเป็นค่านิยม เป็นหลักการว่าวัดต้องมีโบสถ์ 

น้ำหนักค่อยๆ ย้ายจากพื้นที่เขตสีมา ไปอยู่ที่ตัวอาคาร 

ทุกวันนี้เมื่อพูดถึง “โบสถ์” ผู้คนจะนึกถึงตัวอาคาร นึกถึงสถาปัตยกรรม นึกถึงช่อฟ้า ใบระกา นึกถึงความวิจิตรอลังการของศิลปะที่ประดับตกแต่งอาคาร

แต่ไม่มีใครนึกถึง “เขตพระสงฆ์ประชุมทำสังฆกรรม”

เชื่อหรือไม่ว่า เวลานี้เราสร้างโบสถ์เพื่อให้ผู้คนไปดูไปชมความวิจิตรอลังการของศิลปะที่ประดับตกแต่งอาคาร จุดสำคัญอยู่ตรงนั้น ส่วนสงฆ์จะใช้เป็นที่ประชุมทำสังฆกรรมหรือไม่ เราแทบจะไม่ได้คำนึงถึง

ผู้คนที่ไปดูไปชม ก็มุ่งจะไปชื่นชมความวิจิตรอลังการของศิลปะที่ประดับตกแต่งอาคารเท่านั้น ไม่มีใครสนใจที่จะศึกษาเรียนรู้เรื่องสังฆกรรมอันเป็นรากเหง้าที่ทำให้เกิดอาคารพวกนั้นแต่อย่างใดทั้งสิ้น

เวลานี้วัดหลายๆ วัด กำลังจะปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว คือให้ผู้คนมาเที่ยวดู มาชื่นชมความวิจิตรอลังการของศิลปะที่มีอยู่ในอาคารสถานที่เท่านั้น หลักธรรมคำสอนของพระศาสนาอันเป็นรากเหง้าที่ทำให้เกิดวัด ไม่มีใครพูดถึง

ผมคิดอะไร?

ผมคิดว่า เรากำลังไปผิดหลัก ให้น้ำหนักผิดที่ 

ต้องถอยมาตั้งหลักให้ถูก

วิธีคิดของผมก็คือ มองโบสถ์ต้องเห็นสังฆกรรม

วัดไหนมีโบสถ์ แปลว่าวัดนั้นพระท่านทำสังฆกรรมเป็นกิจวัตร

วัดไหนมีโบสถ์ แปลว่าพระวัดนั้นศึกษาเรียนรู้เรื่องสังฆกรรมกันเป็นอย่างดี รู้สังฆกรรม ทำได้ ทำถูก ทำเป็นประจำ

นั่นหมายความว่า โบสถ์เป็นเครื่องหมายกระตุ้นเตือนให้พระไม่ลืมเลือนละเลยหลักพระธรรมวินัย

ให้ความสำคัญแก่การสร้างโบสถ์มากเท่าใด

ต้องให้ความสำคัญแก่การศึกษาปฏิบัติพระธรรมวินัยมากเท่านั้น-หรือมากกว่านั้น

เวลานี้งานสร้างโบสถ์ กิจกรรมเชิญชวนให้บริจาคทรัพย์ร่วมสร้างโบสถ์ เราทำกันอย่างคึกคักเข้มแข็ง งานปิดทองฝังลูกนิมิตเป็นงานยิ่งใหญ่ประจำปีประจำชาติของสังคมไทย เชื่อกันอย่างยิ่งว่าไปปิดทอง ๙ วัดจะได้ขึ้นสวรรค์ เรามีทีมงานมืออาชีพรับจัดงานปิดทองทั่วราชอาณาจักร

แต่เมื่อสร้างโบสถ์เสร็จแล้ว ใช้ทำสังฆกรรมหรือเปล่า ใช้มากน้อยแค่ไหน คุ้มค่าที่ลงทุนสิบล้านร้อยล้านหรือเปล่า ไม่มีใครพูดถึง

ผมนึกถึงอะไร?

ผมนึกถึงการเรียนบาลี 

เหมือนกันไม่มีผิด

.........................................................

เราสนับสนุนส่งเสริมการเรียนบาลีกันอย่างคึกคักเข้มแข็ง ลงทุนมหาศาล แต่เมื่อสอบได้เรียนจบแล้ว เอาความรู้บาลีไปศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติ-กล่าวคือพระธรรมวินัยกันบ้างหรือเปล่า ไม่มีใครพูดถึง

.........................................................

ถ้าใช้โบสถ์ไม่คุ้ม

สร้างโบสถ์ก็ไม่คุ้ม

ผมนึกถึงบางวัดที่ไม่มีโบสถ์ และไม่คิดจะสร้างโบสถ์

มีเขตสีมา ใช้ทำสังฆกรรมได้ แต่ไม่มีตัวอาคารที่เรียกว่าโบสถ์

เมื่อหัวใจของโบสถ์อยู่ที่การทำสังฆกรรม เราลงทุนสนับสนุนส่งเสริมให้พระสงฆ์ศึกษาและปฏิบัติสังฆกรรมให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ถูกถ้วน ก็ย่อมได้บุญเป็นมหากุศลเท่ากับสร้างโบสถ์นั่นเอง แต่ดีกว่าตรงที่ไม่ต้องเสียเวลาแรงงานไปกับการดูแลรักษา

ไม่มีโบสถ์-ไม่สร้างโบสถ์ ก็ไม่เป็นไร

แต่การปฏิบัติพระธรรมวินัย-เช่นสังฆกรรมเป็นต้น-ต้องมี และต้องเห็นความสำคัญด้วย

วัดส่วนมากที่มีโบสถ์อยู่แล้ว ก็หาวิธีใช้ให้คุ้ม

กิจวัตรสำคัญที่ผมขอเสนอให้ทุกวัดทำในโบสถ์ก็คือ ทำวัตรเช้า-เย็น

.........................................................

ผมมาอยู่วัดมหาธาตุราชบุรี ๑ รอบนักษัตร ทำวัตรสวดมนต์วันละ ๒ เวลา เช้า+เย็น ทำในโบสถ์ 

ทำวัตรตีสี่ในพรรษา ๓ เดือนเพิ่มพิเศษจากทำวัตรปกติ ก็ทำในโบสถ์ 

วันพระญาติโยมมาทำบุญที่ศาลา ถึงเวลาฟังเทศน์ เทศน์ในโบสถ์ 

โบสถ์วัดมหาธาตุราชบุรีช่วงนั้นเปิดใช้งานไม่มีวันหยุด สุดคุ้ม

.........................................................

ขอน้อมเสนอวัดต่างๆ ที่มีโบสถ์ โปรดพิจารณา ใช้ให้คุ้ม

.........................................................

หมดเรื่องความสำคัญของโบสถ์ ก็ไปถึงเรื่องบวช อันเป็นสังฆกรรมที่ต้องทำในเขตสีมาคือในโบสถ์ 

การบวชเป็นเหตุให้เกิดฉายาพระ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่คนทุกวันนี้น่าจะรู้ไว้ เวลาเห็นชื่อพระจะได้อ่านออกบอกถูก

ตอนหน้าครับ-เรื่องฉายาพระ

-----------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๕:๑๖ 

[full-post]

มองฉายาพระ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.