มองฉายาพระ (๑๓)-จบ

-----------------------------

เห็นอนาคตพระพุทธศาสนา 

...................................

เรื่องมองฉายาพระที่เขียนมายืดยาวนี้ มีสาเหตุมาจากผมมองชื่อพระในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยเห็นฉายา เห็นแต่ชื่อ ต่อด้วยนามสกุล-เหมือนชาวบ้าน

พอเห็นอย่างนั้น ก็เลยคิดไกลไปถึงอนาคตของพระพุทธศาสนา

วัฒนธรรมของชาววัด ความคิดติดหัว-คำพูดติดปาก เมื่อเอ่ยถึงพระ ก็คือ “ชื่อ-ฉายา”

เราไม่พูดว่า “ชื่อ-นามสกุล” เหมือนชาวบ้าน

แต่เวลานี้ พระทิ้งฉายาพระ ไปใช้ชื่อ-นามสกุล เหมือนชาวบ้าน

“ฉายา” เป็นชื่อพระ เป็นสมบัติประจำตัวของพระ

ถ้าพระไม่ภูมิใจ ไม่เห็นความสำคัญในสมบัติของตนเสียแล้ว พระศาสนาจะเป็นเช่นไร

.....................

ประเด็นที่ผมขอเสนอคือ -

๑ เมื่อเขียนชื่อพระ-ยกเว้นนามสมณศักดิ์ที่เป็นราชทินนาม-กำหนดให้ชัดเจนว่า “ชื่อ-ฉายา” ไม่ใช่ ชื่อ-นามสกุล

๒ ฉายาพระ จะให้เขียนแบบไหน กำหนดให้ชัดเจน ไม่ใช่เขียนตามใจชอบ (ถ้ามีกำหนดอยู่แล้ว กรุณาช่วยกันเอามาบอกย้ำเตือน)

“ฉายาพระ” อาจเขียนได้ ๒ แบบ คือ -

(๑) เขียนแบบบาลี หรือที่อาจพูดให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “เขียนแบบมีจุดล่างจุดบน” 

เช่นฉายาหลวงพ่อวิริยังค์ว่า “สิรินฺธโร” อ่านว่า สิ-ริน-ทะ-โร 

มีจุดใต้ นฺ บังคับให้ นฺ เป็นตัวสะกดและไม่ต้องออกเสียง 

ถ้าเขียนเป็น “สิรินธโร” ไม่มีจุดใต้ น ต้องอ่านว่า สิ-ริ-นะ-ทะ-โร ซึ่งไม่ใช่คำที่ถูกต้อง

เขียนแบบมีจุดล่างจุดบนนี้เป็นแบบที่คณะสงฆ์นิยมใช้ทั่วไป

(๒) เขียนแบบไทย หรือแบบเขียนคำอ่าน หรือที่อาจพูดให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “เขียนแบบมีไม้หันอากาศมีสระอะ” (ไม่ต้องใส่จุดล่างจุดบน)

เช่นฉายาหลวงปู่มั่นว่า “ภูริทัตโต” อ่านแบบคำไทยว่า พู-ริ-ทัด-โต

ถ้าเขียนแบบนี้ก็ไม่ต้องใส่จุดล่างจุดบน คือไม่ต้องเขียนเป็น “ภูริทัตฺโต” มีจุดใต้ ตฺ เพราะ -ทัต- เป็นการเขียนแบบคำอ่านอยู่แล้ว จึงไม่ต้องใส่จุดใต้ ตฺ มาบังคับให้เป็นตัวสะกดอีก

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เวลานี้คนทั้งหลาย-และโดยเฉพาะสื่อสารมวลชน-ไม่เข้าใจวิธีเขียน “ฉายาพระ” จึงปรากฏการเขียนที่เลอะเทอะอยู่ทั่วไป เช่น 

- มีทั้งจุดล่างจุดบน มีทั้งไม่หันอากาศ อย่างเช่น “ภูริทัตฺโต”

- เขียนแบบคำไทยผสมบาลี เช่นฉายาหลวงพ่อจรัญว่า “ฐิตธมฺโม” (ถิ-ตะ-ทำ-โม) เขียนเป็น “ฐิตธรรมโม” “ธรรม” เขียนแบบไทย แล้วยังใส่ “โม” เข้ามาอีก คำบาลีก็ไม่ใช่ คำไทยก็ไม่มี แบบนี้ไม่ถูกต้อง

- ในที่เดียวกันควรจะเขียนโดยใช้หลักเดียวกัน กลับเขียนไปคนละแบบ เช่น (ดูภาพประกอบ) -

ฉายาหลวงพ่อวิริยังค์ เขียนแบบบาลีบาลีเป็น “สิรินฺธโร”

ฉายาหลวงปู่มั่น เขียนแบบบาลีไทยเป็น “ภูริทัตโต” แทนที่จะเป็น “ภูริทตฺโต”

การเขียน “ฉายาพระ” จับหลักได้นิดเดียวก็ใช้เขียนได้ตลอด ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนแต่ประการใดเลย

กำหนดให้ชัดเจนว่า ฉายาพระเขียนแบบไหน-แบบไทยหรือแบบบาลี แล้วปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

กรุณาอย่าเย้ยเยาะว่า-ไร้สาระ ไม่มีเรื่องอื่นจะคิดแล้วหรือ

“ฉายาพระ” คือสมบัติประจำวิถีชีวิตสงฆ์ 

ถ้าทำเลอะเทอะกับเรื่องนี้ได้ ต่อไปก็เลอะเทอะได้หมดทุกเรื่อง วิถีชีวิตสงฆ์ก็เละ

.....................

ขออนุญาตแถมอีกเรื่องหนึ่งครับ

นอกจากไม่มีฉายาแล้ว วิธีบอกชื่อพระอีกแบบหนึ่งที่กระทบใจผมมากก็คือ การนิยมใช้คำว่า ดร. ต่อท้าย บางทีก็มีคำว่า ศ. รศ. ผศ. อันเป็นคำย่อของตำแหน่งวิชาการทางการศึกษาแบบทางโลกนำหน้า ดร. ด้วย 

คือเอาค่านิยมทางโลกมาใช้กับทางธรรม เวลานี้แพร่ไปทั่ว

พร้อมกันนั้น วุฒิทางธรรม คือ น.ธ. (นักธรรม) และ ป.ธ. (เปรียญธรรม) ก็หายไปเกือบหมด โดยเฉพาะ น.ธ. นั้นพูดได้ว่าสูญหมดแล้ว ไม่มีพระเณรเอามาต่อท้ายชื่อกันแล้ว 

คือชาววัดทำสิ่งที่เรียกกันว่า “ด้อยค่า” สมบัติประจำวิถีชีวิตของตัวเอง

ผมประกาศท่าทีของผมเสมอมาว่า พระเณรเรียนบาลีเพื่อให้สอบได้ เพื่อเอาวุฒิประโยคนั้นประโยคนี้ ก็ต้องเอา เรียนแล้วต้องสอบให้ได้ 

และเรียนบาลีเพื่อเอาความรู้ไปใช้งานบาลีก็ต้องเอาด้วย ต้องทำด้วย (แต่ไม่มีใครทำ! น่าเศร้าไหม)

พระเณรเรียนเพื่อให้ได้ปริญญาเหมือนชาวบ้าน ก็เอา ก็เรียนไป เรียนให้จบ เอาปริญญาตรี-โท-เอก ให้ได้ เอาเลย ผมสนับสนุนเต็มที่ ใครตำหนิ ผมเถียงแทนตลอด -

.........................................................

ชาวบ้านเรียนเอาปริญญา หนักแรงเดียว 

พระเณรเรียนเอาปริญญา หนักสองแรง

.........................................................

ชาวบ้านเรียนเอาปริญญาหนักแรงเดียว จะไปสำมะเลเทเมาที่ไหนไม่มีใครสนใจ แค่ทำเกรดให้ได้ตามเกณฑ์ จบ

แต่พระเณรไม่ใช่แบบนั้น 

เกรดก็ต้องทำให้ได้ 

หลักพระธรรมวินัยก็ต้องไม่บกพร่อง

เกรดก็ต้องส่ง

วิถีชีวิตสงฆ์ก็ต้องรักษา

จึงบอกว่า-พระเณรเรียนเอาปริญญา หนักสองแรง

ผมหมายความว่า จะใช้คำว่า ศ.ดร. รศ.ดร. ผศ.ดร. ต่อท้ายชื่อพระ ก็เอา ไม่ได้รังเกียจเลย 

แต่ต้องไม่รังเกียจวุฒิทางธรรมของตัวเองด้วย

พระจบ ดร. ดี เก่ง ขอน้อมคารวะ ใครจะมาดูถูกพระไม่ได้

แต่หลักพระธรรมวินัย พระก็ต้องแม่น ต้องแน่น และต้องรู้ทั่วถึงด้วย

เพราะหลักพระธรรมวินัยคือ “สกา พุทฺธิ” ของพระ

ถ้ายังงงว่า “สกา พุทฺธิ” ของพระคืออะไร ไม่เคยได้ยิน ก็แปลว่าหลักพระธรรมวินัยยังไม่แม่น ยังไม่แน่น และยังไม่ทั่ว 

แบบนี้ต่อให้จบ ดร. ก็ไว้ใจไม่ได้

พึงสดับ -

.........................................................

โน  เจ  อสฺส  สกา  พุทฺธิ     วินโย  วา  สุสิกฺขิโต

วเน  อนฺธมหึโสว                 จเรยฺย  พหุโก  ชโน.

ถ้าความรู้ประจำสถานภาพของตน ก็ไม่มี วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ก็ไม่มี

ฝูงชนก็จะพึงประพฤติตัว เหมือนกระบือบอดโซซัดโซเซอยู่ในป่า

ที่มา: 

คันธารชาดก สัตตกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ ข้อ ๑๐๔๘

ชาตกัฏฐกถา ภาค ๕ หน้า ๒๐๒-๒๑๑

.........................................................

“สกา พุทฺธิ” แปลว่า “ความรู้อันเป็นของตน” อรรถกถาขยายความว่า คือ ความรู้ประจำสถานภาพของตน 

สำหรับชาวบ้านก็คือ ความรู้ประจำวงศ์ตระกูล (ตระกูลชาวนารู้เรื่องการเกษตร ตระกูลเลี้ยงสัตว์รู้เรื่องปศุสัตว์ ฯลฯ) หรือความรู้ตามวิชาชีพ (เป็นหมอรู้เรื่องรักษาไข้ เป็นทนายความรู้กฎหมาย ฯลฯ) 

สำหรับชาววัดก็คือ รู้พระธรรมวินัย หลักพระวินัยคือรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร หลักพระธรรมคือสติปัญญาสำหรับฝึกหัดขัดเกลาตนเองให้สะอาดด้วยศีล สงบด้วยสมาธิ สว่างด้วยปัญญา

ถ้ามี “สกา พุทฺธิ” ดังว่านี้ 

ชาวบ้านก็ไปโลด คือทำมาหากินตั้งเนื้อตั้งตัวได้

ชาววัดก็ไปรอด คือปฏิบัติขัดเกลาตนเองได้รอด และนำพระศาสนาให้รอดได้ด้วย

ถ้าไม่มี “สกา พุทฺธิ” ดังว่านี้ 

ชาวบ้านก็ไม่โลด ชาววัดก็ไม่รอด 

แต่จะเหมือนกระบือบอดโซซัดโซเซอยู่ในป่า

.....................

จะวิ่งตามโลกกันแค่ไหนก็วิ่งไป

แต่ต้องอัญเชิญพระธรรมวินัยนำหน้าไปด้วยเสมอ

มิเช่นนั้น อนาคตของพระศาสนาก็จะนับวันดับไปทีละน้อยๆ-โดยไม่รู้ตัว

--------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๙:๐๒

[full-post]

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.