สกาพุทธิ (๑)

---------

ผมเขียนบทความชุด “มองฉายาพระ” จบลงไป และเอ่ยถึงคำบาลีว่า “สกา พุทฺธิ” มีท่านที่สนใจคำนี้ จึงขอถือโอกาสนำมาเขียนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตั้งชื่อเป็นคำไทยว่า “สกาพุทธิ” 

“สกา พุทฺธิ” เขียนแบบบาลี แยกเป็น ๒ คำ “สกา” คำหนึ่ง “พุทฺธิ” อีกคำหนึ่ง

“สกาพุทธิ” เขียนแบบไทย รวม ๒ คำเป็นคำเดียวกัน 

โปรดสังเกต “พุทธิ” เขียนแบบไทยไม่มีจุดใต้ ท เขียนแบบบาลีมีจุดใต้ ทฺ

จุดเล็กๆ จุดเดียวก็มีความหมาย

“พุทฺธิ” เขียนแบบบาลีต้องมีจุดใต้ ทฺ เพื่อบังคับให้ ทฺ เป็นตัวสะกด ไม่ต้องออกเสียง และ พุทฺ อ่านว่า พุด

เขียนแบบบาลีถ้าไม่มีจุดใต้ ท คือเขียนเป็น “พุทธิ” ต้องอ่านว่า พุ-ทะ-ทิ ออกเสียง ท ด้วย ซึ่งไม่มีคำแบบนี้ 

บาลี “พุทฺธิ” พุด-ทิ มี

แต่ “พุทธิ” พุ-ทะ-ทิ ไม่มี

แต่ถ้าเขียนแบบไทย เขียนเป็น “พุทธิ” ไม่มีจุดใต้ ท อ่านว่า พุด-ทิ แบบนี้มี เขียนแบบไทย แต่ไปใส่จุดใต้ ท เป็น “พุทฺธิ” ก็ผิดอีก

ดูเหมือนหยุมหยิมยุ่งยาก แต่ถ้าจับจุดได้ก็ไม่ยากเลย

เป็นอันว่า “สกาพุทธิ” เป็นการเขียนแบบไทย รวมบาลี ๒ คำเป็นคำเดียวกัน บาลี ๒ คำ คือ “สกา พุทฺธิ” (สกา กับ พุทฺธิ แยกกัน) รวมเป็นคำไทยคำเดียวคือ “สกาพุทธิ” (สกา กับ พุทธิ ติดกัน)

“สกาพุทธิ” แปลตามศัพท์ว่า “ความรู้อันเป็นของตน” แปลเอาความว่า ความรู้ประจำสถานภาพของตน คืออยู่ในฐานะอะไรก็มีความรู้สมกับฐานะนั้น

......................

เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ ผมตั้งใจเอาต้นเรื่องของ “สกาพุทธิ” มาเล่าสู่กันฟัง

ต้นเรื่องของ “สกาพุทธิ” เป็นชาดก ต้นเรื่องต้นฉบับอยู่ในพระไตรปิฎกเป็นตัวคาถาล้วนๆ ไม่มีเรื่องประกอบ คัมภีร์อรรถกถาเอาไปขยายความ เล่าเรื่องประกอบไว้ด้วย

พระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทยมี ๔๕ เล่ม ชาดกอยู่ในพระไตรปิฎก ๒ เล่ม คือ เล่มที่ ๒๗ และ ๒๘ 

พระไตรปิฎกส่วนที่เป็นสุตตันตปิฎกหรือพระสูตร แบ่งกลุ่มออกเป็น ๕ กลุ่ม เรียกว่า “นิกาย” คือ 

.........................................................

๑. ทีฆนิกาย ชุมนุมพระสูตรที่มีขนาดยาว ๓๔ สูตร 

๒. มัชฌิมนิกาย ชุมนุมพระสูตรที่มีความยาวปานกลาง ๑๕๒ สูตร

๓. สังยุตตนิกาย ชุมนุมพระสูตรที่จัดรวมเข้าเป็นกลุ่มๆ เรียกว่าสังยุตต์หนึ่งๆ ตามเรื่องที่เนื่องกัน หรือตามหัวข้อหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม ๕๖ สังยุตต์ มี ๗,๗๖๒ สูตร 

๔. อังคุตตรนิกาย ชุมนุมพระสูตรที่จัดรวมเข้าเป็นหมวดๆ เรียกว่านิบาตหนึ่งๆ ตามลำดับจำนวนหัวข้อธรรม รวม ๑๑ นิบาต หรือ ๑๑ หมวดธรรม มี ๙,๕๕๗ สูตร 

๕. ขุททกนิกาย ชุมนุมพระสูตรคาถาภาษิต คำอธิบาย และเรื่องราวเบ็ดเตล็ดที่จัดเข้าในสี่นิกายแรกไม่ได้ มี ๑๕ คัมภีร์

(จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต)

.........................................................

ขุททกนิกายมีคัมภีร์ย่อย ๑๕ คัมภีร์ ชาดกเป็น ๑ ใน ๑๕ คัมภีร์

คัมภีรชาดกมีจำนวนชาดกทั้งหมด ๕๔๗ เรื่อง แบ่งเป็นกลุ่มตามจำนวนคาถาในแต่ละเรื่อง เรียกว่า “นิบาต” ตั้งแต่เอกนิบาตถึงมหานิบาต นับได้ ๒๒ นิบาต

เอกนิบาตถึงจัตตาลีสนิบาต อยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ 

ปัญญาสนิบาตถึงมหานิบาต อยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม ๒๘

๑ ใน ๒๒ นิบาต คือ “สัตตกนิบาต” คือกลุ่มชาดกที่มีเรื่องละ ๗ คาถา แบ่งเป็น ๒ วรรค คือ กุกกุวรรค มี ๑๐ เรื่อง คันธารวรรค มี ๑๑ เรื่อง รวมชาดกในสัตตกนิบาตมี ๒๑ เรื่อง พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ เริ่มตั้งแต่ข้อ ๙๖๙ ถึงข้อ ๑๑๒๐

ชาดก ๑ ใน ๒๑ เรื่อง ชื่อ “คันธารชาดก” เป็นชาดกที่มีคาถา “สกา พุทฺธิ” 

เป็นอันได้ความว่า ชาดกที่มีคาถา “สกา พุทฺธิ” ชื่อคันธารชาดก อยู่ในกลุ่มสัตตกนิบาต คัมภีร์ชาดก ขุททกนิกาย พระสุตตันตปิฎก พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ คันธารชาดกเริ่มตั้งแต่ข้อ ๑๐๔๓ ถึงข้อ ๑๐๔๙

คัมภีร์ชาดกนี้มีคัมภีร์อรรถกถาชื่อ “ปรมัตถโชติกา” อธิบายขยายความ แต่มักเรียกกันว่า “ชาตกัฏฐกถา” พิมพ์เป็นภาษาบาลีอักษรไทย ๑๐ เล่ม เรียกว่า “ภาค” คือภาค ๑ ถึง ภาค ๑๐ นับจำนวนหน้าได้ ๕,๐๔๑ หน้า

คันธารชาดกท่านนำไปอธิบายขยายความอยู่ในชาตกัฏฐกถา ภาค ๕ หน้า ๒๐๒-๒๑๑

คันธารชาดกอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม เล่มที่ ๕๙ หน้า ๓๑๙-๓๓๑

อ่านจากเว็บไซต์ 84000 ตามลิงก์ข้างล่างนี้

.........................................................

คันธารชาดก

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=1043

.........................................................

ผมทำหน้าที่บรรยายสรุปแหล่งที่มาของ “สกาพุทธิ” และปักป้ายบอกทางอำนวยความสะดวกให้แล้วตามสติปัญญาของคนแก่โลว์เทค

.........................................................

ทำไปก็นึกไปว่า นักเรียนบาลีในประเทศไทยไม่ได้มีแต่ทองย้อยคนเดียว คนอื่นๆ ที่เก่งกว่า ไฮเทคกว่า ก็มีอีกตั้งเยอะแยะ ท่านเหล่านั้นกำลังทำอะไรกันอยู่ ทำไมไม่มาช่วยผมทำงานแบบนี้บ้าง

ก็มีสิทธิ์แค่นึกไปเท่านั้นเอง ทำอะไรไม่ได้ เพราะท่านรับรองกันแล้วว่า เรียนบาลีจบแล้วใครจะไปทำอะไร “ควรเป็นไปตามอัธยาศัย”

แต่ที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ เราไม่เคยปลูกฝังนักเรียนบาลีของเราให้มีอัธยาศัยมีใจรักที่จะทำงานบาลีแบบนี้

.........................................................

ถอยกลับมาอยู่กับความเป็นจริงดีกว่า

ตอนหน้า ผมจะเล่าเรื่องในคันธารชาดก-ก็คือแปลจากคัมภีร์ชาดกนั่นแหละครับ แต่จะแปลด้วยสำนวนโวหารของผมเอง ไม่ใช่ลอกมาจากที่ท่านแปลไว้

ขอเวลาตั้งนะโมสักอึดใจพระพุทธนะครับ

ในระหว่างนี้ ใครว่าง ช่วยเปิดเก๊ะผม เดินไปซื้อโอเลี้ยงที่ปากตรอกให้สักถุงก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง-เผื่อคอแห้งครับ อิอิ

----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๕:๐๐

[full-post]

สกาพุทธิ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.