สกาพุทธิ (๔)
------------
พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าคันธาระ ครองราชย์ในแคว้นคันธาระโดยสืบสันตติวงศ์จากพระราชบิดา ฝ่ายพระเจ้าวิเทหะก็ครองราชย์ในแคว้นวิเทหะ
แม้จะอยู่ห่างต่างแคว้นกัน คือคันธารรัฐอยู่ในเขตปัจจันตประเทศ วิเทหรัฐอยู่ในเขตมัชฌิมประเทศ แต่พระราชาสองพระองค์นี้ก็เป็นพระสหายกัน คำบาลีเรียกว่า “อทิฏฺฐสหาย” หรือ “อทิฏฺฐปุพฺพสหาย” แปลว่า เป็นสหายกันแต่ไม่เคยเห็นกัน สื่อที่ทำให้เป็นสหายกันได้ก็คือการค้าขายระหว่างรัฐ
การติดต่อกันระหว่างรัฐในสมัยโบราณเกิดจากการที่ผู้คนย้ายที่ทำมาหากินจากรัฐหนึ่งไปอยู่อีกรัฐหนึ่ง ญาติพี่น้องเดินทางไปมาเยี่ยมเยียนกัน ต่อมาก็เป็นพวกพ่อค้า ธรรมชาติของพ่อค้าคือหาโอกาสขยายตลาด เพื่อจะได้ขายของได้มากขึ้น กำไรมากขึ้น มั่งคั่งมากขึ้น พ่อค้าจึงเป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์สูงในการเดินทางข้ามรัฐ และเป็นกลุ่มที่ทำหน้าที่กระจายข่าวสารระหว่างรัฐไปในตัว เมื่อรัฐต่างๆ รับรู้ข่าวสารของกันและกันมากขึ้น ความสัมพันธ์ระดับผู้ปกครอง-คือพระราชา-ก็เกิดมีตามมา ระยะแรกๆ ก็คงใช้พ่อค้านั่นเองทำหน้าที่เป็นทูตด้วย ต่อมาจึงเกิดมีตัวราชทูตผู้แทนของผู้ปกครองโดยตรง
เพราะความห่างไกลของพื้นที่ และเพราะความไม่สะดวกในการเดินทางไปมาหาสู่กัน ทั้งพระราชา ทั้งพ่อค้า ที่ติดต่อถึงกันโดยไม่เคยเห็นตัวจริงของอีกฝ่ายหนึ่งจึงมีอยู่และเป็นเช่นนี้ทั่วไป ในคัมภีร์จะพบการกล่าวถึง “อทิฏฺฐปุพฺพสหาย” อยู่บ่อยๆ
ในยุคสมัยของพระราชาสองพระองค์นี้ ในชาดกบอกว่า -
.........................................................
ตทา มนุสฺสา ทีฆายุกา โหนฺติ ตึสวสฺสสหสฺสานิ ชีวนฺติ.
ยุคนั้นคนอายุยืน ดำรงชีพอยู่ได้ถึงสามหมื่นปี
.........................................................
ทำให้นึกถึงคำถวายพระพรของคนรุ่นเก่าที่ว่า “ขอให้ทรงพระชนมายุยืนหมื่นปี” จะว่าพูดเอาตามจินตนาการ หรือจะว่าพูดตามหลักฐานที่มีมา?
ข้อความตรงนี้ ถ้าใครอ่านพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม จะพบคำแปลว่า -
“คนสมัยนั้นมีอายุยืนดำรงชีวิตอยู่ได้ถึง ๓ แสนปี”
.........................................................
คันธารชาดก
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=1043
.........................................................
คำที่ระบุจำนวนอายุคนสมัยนั้น ต้นฉบับบาลีใช้คำว่า “ตึสวสฺสสหสฺสานิ”
“ตึส” แปลว่า สามสิบ (๓๐)
“วสฺส” แปลว่า ปี (year)
“สหสฺสานิ” แปลว่า พัน (๑,๐๐๐)
แปลรวมตามสำนวนบาลีว่า “พันแห่งปีสามสิบ”
ถามว่า “สามสิบ” หมายถึงปีหรือหมายถึงพัน?
สามสิบปี?
สามสิบพัน?
นักเรียนบาลีจะเห็นประโยชน์ของ “การตั้งวิเคราะห์” ก็ต่อเมื่อมาเจอศัพท์แบบนี้
ในทางไวยากรณ์บาลี “ตั้งวิเคราะห์” หรือมักพูดสั้นๆ ว่า “วิเคราะห์” และบางทีเรียกว่า “รูปวิเคราะห์” หมายถึง การกระจายคำเพื่อหาความหมาย
“ตึสวสฺสสหสฺสานิ” เป็นบทสมาส คือคำตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไปมารวมกันเป็นคำเดียว
“ตึสวสฺสสหสฺสานิ” เมื่อกระจายคำหรือตั้งวิเคราะห์ก็จะมีรูปคำเป็นดังนี้
ตึส วสฺสานํ สหสฺสานิ = ตึสวสฺสสหสฺสานิ
สหสฺสานิ = อันว่าพัน (๑,๐๐๐) ทั้งหลาย
วสฺสานํ = แห่งปีทั้งหลาย
ตึส = สามสิบ
ตามรูปวิเคราะห์นี้ “ตึส” เป็นวิเสสนะ (คำขยาย) ของ “สหสฺสานิ” คือเป็น -
ตึส สหสฺสานิ
แปลว่า อันว่าพันทั้งหลายสามสิบ = สามสิบพัน
ถ้า “ตึส” เป็นวิเสสนะของ “วสฺสานํ” จะต้องประกอบวิภัตติตามกฎของศัพท์สังขยา คือจะต้องเป็น -
ตึสาย วสฺสานํ
แปลว่า แห่งปีทั้งหลายสามสิบ = สามสิบปี
(การเปลี่ยนรูปของศัพท์เป็นไปตามกฎการแจกวิภัตติซึ่งนักเรียนบาลีจะต้องท่องจำได้ ไม่ใช่นึกจะเปลี่ยนอย่างไรก็เปลี่ยนเอาตามใจนึก)
นี่พยายามบอกแบบรวบรัดพอให้เห็นโครงสร้างของรูปศัพท์บาลี และเป็นการยืนยันว่า โครงสร้างของรูปศัพท์บาลีเป็นตัวกำหนดความหมายของถ้อยคำ
และเป็นการตอบข้อสงสัยว่า ทำไม เรียนบาลีจึงต้องเริ่มต้นด้วยการท่องสูตร (ซึ่งผู้ที่ไม่เข้าใจจับเอาไปตำหนิว่า-เอาแต่ท่องเหมือนนกแก้วนกขุนทอง ใช้ปัญญาคิดเองไม่เป็น!)
.........................................................
ท่านผู้ใด-โดยเฉพาะท่านที่ตำหนิติเตียนการท่องจำ-คิดค้นวิธีเรียนบาลีให้สามารถเข้าใจได้แปลได้โดยไม่ต้องท่องสูตรแม้แต่ตัวเดียว ผมขอคารวะอย่างสุดหัวใจมา ณ ที่นี้
.........................................................
สรุปว่า “ตึสวสฺสสหสฺสานิ” แปลว่า สามสิบพันปี
เอาหนึ่งปีตั้งไว้
แล้วนับทีละหนึ่งปีไปเรื่อยๆ ให้ได้สามสิบพันครั้ง
สามสิบ-พันครั้งนะครับ ไม่ใช่สามสิบครั้ง
สามสิบพัน ก็เท่ากับ สามหมื่น
นั่นแหละคือ อายุของคนยุคนั้น-ยุคที่กล่าวถึงในคันธารชาดก
หรือใช้วิธีสมัยนี้ก็คือ -
เอา ๑,๐๐๐ ตั้ง
เอา ๓๐ คูณ
ผลที่ออกมาคือ ๓๐,๐๐๐ (สามหมื่น)
นั่นแหละคือ อายุของคนยุคนั้น-ยุคที่กล่าวถึงในคันธารชาดก
“คนสมัยนั้นมีอายุยืนดำรงชีวิตอยู่ได้ถึง ๓ แสนปี” - เป็นคำแปลที่ผิดพลาด
“คนสมัยนั้นมีอายุยืนดำรงชีวิตอยู่ได้ถึง ๓ หมื่นปี” - เป็นคำแปลที่ถูกต้อง
.........................................................
สามหมื่นปีครับ
ไม่ใช่สามแสนปี
.........................................................
แล้วจะทำอย่างไรกับคำแปล-“คนสมัยนั้นมีอายุยืนดำรงชีวิตอยู่ได้ถึง ๓ แสนปี”-ที่ยังคงปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม?
ใครเข้าไปอ่าน ก็จะต้องเจอคำแปล “๓ แสนปี” อยู่นั่นแล้ว
คนส่วนมากซึ่งไม่รู้บาลีก็จะจับเอาไปเข้าใจอยู่นั่นแล้วว่า-คนสมัยคันธารชาดกอายุ ๓ แสนปี
ป่านนี้คงมีคนเอาข้อมูลผิดพลาดนี้ไปอ้างอิงกันเท่าไรไหนหนึ่งแล้ว
“เท่าไรไหนหนึ่ง” เป็นสำนวนไทยของคนปากท่อครับ หมายถึงมากมายไม่รู้ว่าเท่าไรต่อเท่าไร
นานไปๆ “๓ แสนปี” จะกลายเป็นตัวเลขที่คนรู้ (ผิดๆ) กันทั่วไป
ถึงตอนนั้น ถ้าเกิดมีใครยกศัพท์บาลีขึ้นมาทักท้วง-เหมือนที่ผมกำลังบอกอยู่นี่ ก็คงจะมีนักประนีประนอมลุกขึ้นมาบอกว่า “หลักฐานบางฉบับว่า ๓ หมื่นปีก็มี”
ไม่มีหลักฐานบางฉบับครับ หลักฐานจริงมีฉบับเดียว คือ ๓ หมื่นปี
๓ แสนปีนั่นแปลผิดครับ
พอจะคาดได้ไหมครับว่า-ถ้าไม่รีบแก้ไข ต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น
ผมเคยเสนอให้คณะสงฆ์ตั้งกองวิชาการพระพุทธศาสนาหรือกองวิชาการคณะสงฆ์ขึ้นมา เป็นหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจน ทำงานแก้ปัญหาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่คาใจสังคม โดยวิธีอัญเชิญพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติออกมาศึกษาตรวจสอบให้รอบคอบทั่วถ้วน แล้วประมวลเป็นมติว่า เรื่องนี้ๆ อย่างนี้ผิด อย่างนี้ถูก ให้เข้าใจให้ถือปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกัน
เสนอมาจนปากจะฉีก
แต่ผู้บริหารการพระศาสนาท่านไม่ได้ยิน
คงต้องรอให้มหาบุรุษแบบพระเจ้าอโศกมาเกิด หรือถ้าท่านเกิดแล้ว ก็ต้องรอให้หาตัวท่านพบ แล้วขอพึ่งบารมีท่าน
แต่ในระหว่างนี้ ใครมีแรงศึกษาค้นคว้าได้เท่าไรก็ทำกันไป เจออะไรผิดพลาดที่ไหนตรงไหนก็ช่วยบอกกัน ทำได้แค่นี้
สนับสนุนคนเรียนบาลีกันมากเท่าไร
ก็ขอให้สนับสนุนคนทำงานบาลีให้มากเท่านั้น
เวลานี้ แรงสนับสนุนให้คนเรียนบาลี-เป็นล้าน
แต่แรงสนับสนุนให้คนทำงานบาลี-เป็นศูนย์
วังเวงครับ (แต่ไม่เคยท้อ)
-------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๖
๑๖:๓๔
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ