สกาพุทธิ (๗)

------------

สองดาบสออกจากป่าหิมพานต์มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านเกิดศรัทธา ถวายภัตตาหารแล้วอาราธนาให้พักอยู่ที่นั่น สร้างกุฏิในป่าใกล้หมู่บ้านให้เป็นที่พำนัก นิมนต์ให้ไปภิกขาจารในหมู่บ้านทุกวัน

ตรงนี้ในชาดกบรรยายไว้น่าสนใจ

.........................................................

อนฺตรามคฺเคปิ  เนสํ  ภตฺตกิจฺจกรณตฺถาย  อุทกผาสุกฏฺฐาเน  ปณฺณสาลํ  กาเรสุํ

ระหว่างหมู่บ้านกับป่า ชาวบ้านเลือกที่เหมาะๆ คือน้ำท่าหาง่าย สร้างบรรณศาลาขึ้นหลังหนึ่งเป็นที่ให้ดาบสนั่งกระทำภัตกิจ

.........................................................

ที่ว่าน่าสนใจก็คือ ธรรมเนียมเดิมของนักบวช เที่ยวภิกขาจารในหมู่บ้าน ได้ภัตตาหารพอแก่ความต้องการแล้วก็จะออกจากหมู่บ้านไปหา “อุทกผาสุกฏฺฐาน = ที่เหมาะๆ คือน้ำท่าหาง่าย” แล้วก็นั่งฉันอาหารตรงนั้น

ที่ต้องเอ่ยถึง “น้ำท่าหาง่าย” ก็เพราะฉันเสร็จแล้วต้องล้างมือเนื่องจากใช้มือหยิบอาหารใส่ปาก ล้างภาชนะใส่อาหาร-ถ้าเป็นพระก็คือล้างบาตร จึงต้องมีน้ำ ซึ่งอาจจะรวมถึงใช้สำหรับดื่มด้วย

หมู่บ้านที่มีนักบวชมาภิกขาจารประจำจึงมักจะสร้างศาลา-ซึ่งตรงกับคำไทยว่า “หอฉัน”-เป็นที่ให้นั่งฉัน บางแห่งพบว่าสร้างไว้ในหมู่บ้านนั้นเลย และจัดคนคอยดูแลอำนวยความสะดวกเป็นประจำไว้ด้วย

สำหรับภิกษุในพระพุทธศาสนา ในระยะแรกที่ยังไม่มีอารามเป็นที่พำนักประจำ ก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้ คือเลือกหาที่เหมาะๆ นั่งฉัน หรือฉันในศาลาที่ชาวบ้านสร้างไว้เพื่อการนี้ เสร็จแล้วจึงกลับยังที่พำนัก

ต่อมาเมื่อมีอารามเป็นหลักแหล่ง ก็มีการสร้างหอฉันไว้ในอาราม ภิกษุไปบิณฑบาต ถ้าไม่ฉันที่หอฉันที่ชาวบ้านสร้างไว้ในหมู่บ้าน ก็เลือกหาที่เหมาะๆ ฉันในระหว่างทาง หรือกลับมาฉันที่หอฉันในอาราม 

หอฉันในอาราม คำบาลีเรียกว่า “อสนสาลา” แปลตามศัพท์ว่า “ศาลาเป็นที่กิน” ก็ตรงกับ “หอฉัน” นั่นเอง

คำว่า “อสนสาลา” นี้ ต่อมาเสียงเพี้ยนไปกลายเป็น “อาสนสาลา” แล้วเลยผสมโรงแปลว่า “ศาลาเป็นที่นั่งฉัน”

ลองเปิดพจนานุกรมดูก็ได้

อสน = กิน eating

อาสน = นั่ง sitting

“อสนสาลา” หรือ “อาสนสาลา” จะมีทุกอาราม นอกจากเป็นหอฉันแล้วยังใช้เป็นหอประชุมหรือธรรมสภา เป็นที่ภิกษุประชุมสนทนาธรรมกัน และเป็นที่ชาวบ้านมาถวายภัตตาหารตอนเช้า ถวายน้ำปานะตอนบ่าย และฟังธรรมในตอนเย็น

ภิกษุในสมัยพุทธกาลออกบิณฑบาตเป็นกิจวัตร ต่อมามีพุทธานุญาตให้ภิกษุรับอาหารที่ชาวบ้านถวายในโอกาสต่างๆ ได้เป็นกรณีพิเศษนอกเหนือไปจากอาหารที่ได้จากการบิณฑบาต เรียกว่าบิณฑบาตที่เป็นอดิเรกลาภ

หนึ่งในบิณฑบาตที่เป็นอดิเรกลาภ คือ “นิมันตนภัต” (นิ-มัน-ตะ-นะ-พัด) หมายถึงมีชาวบ้านนิมนต์ให้ไปรับภัตตาหารที่บ้าน กรณีเช่นนี้พระไม่ต้องออกบิณฑบาตตามปกติ หากแต่ถือบาตรตรงไปยังบ้านที่นิมนต์แห่งเดียว

ออกบิณฑบาตตามปกติ-ก็คือเข้าบ้านนั้นออกบ้านนี้ไปตามลำดับบ้าน ได้ภัตตาหารพอแก่ความต้องการแล้วก็ไปหาที่ฉันดังที่ว่ามา กรณีชาวบ้านนิมนต์ก็ยังต้องออกบิณฑบาตนั่นเอง เพียงแต่ไม่ต้องเข้าบ้านนั้นออกบ้านนี้เหมือนบิณฑบาตปกติ คงไปยังบ้านที่นิมนต์บ้านเดียว 

กรณี “นิมันตนภัต” หรือรับนิมนต์นี้ พบว่ามีวิธีปฏิบัติหลายอย่าง คือ

๑ รับบิณฑบาตแล้วฉันที่บ้านผู้นิมนต์นั่นเลย วิธีนี้ทำเป็นปกติ

๒ รับบิณฑบาตแล้วออกไปหาที่ฉันตามที่สะดวกดังที่ว่ามา

๓ รับบิณฑบาตแล้วกลับไปฉันที่หอฉันในอาราม

๔ บ้านที่นิมนต์ส่งคนมารับบาตรไปใส่ภัตตาหารแล้วนำกลับมาถวาย วิธีนี้พระไม่ต้องออกจากอารามที่พัก 

ปัจจุบันพระในเมืองไทยออกบิณฑบาตแล้วกลับไปฉันที่วัด ระบบหรือระเบียบการฉันของแต่ละวัดอาจแตกต่างกันออกไป เช่น บางวัดฉันรวมกันที่หอฉัน บางวัด-เช่นวัดใหญ่ๆ ในเมือง แบ่งเป็นหลายคณะ ฉันตามคณะของตน บางวัดฉันตามลำพัง ห้องใครห้องมัน กุฏิใครกุฏิมัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงถึงว่า-วัดมาตรฐานมี ๕ หอ คือ หอฉัน หอสวดมนต์ หอกลอง หอระฆัง หอไตร “หอฉัน” นั่นเองเป็นเครื่องบ่งบอกว่า วัดไทย-พระไทยฉันรวมกันที่หอฉัน

......................

ดาบสทั้งสองรับนิมนต์พำนักที่กุฏิที่ชาวบ้านสร้างถวายในป่าใกล้หมู่บ้าน และเข้าไปภิกขาจารในหมู่บ้านทุกวัน 

วันหนึ่ง ชาวบ้านถวายเกลือพร้อมกับอาหารแก่วิเทหดาบส วิเทหดาบสแบ่งเกลือให้คันธารดาบสเพื่อปรุงรสอาหาร ตัวเองก็ใช้ปรุงรสอาหารด้วย 

เนื่องจากเกลือมีปริมาณมาก ใช้วันเดียวไม่หมด วิเทหดาบสจึงเอาใบไม้ห่อเกลือเก็บซุกไว้ตรงที่แห่งหนึ่ง หมายใจว่าวันไหนได้อาหารรสจืดจะได้ใช้เกลือที่เก็บไว้นี้ปรุงรส

ครั้นแล้วก็เกิดเรื่องขึ้นในวันหนึ่ง กล่าวคือวันนั้นเที่ยวภิกขาจารในหมู่บ้านได้แต่อาหารรสจืด เมื่อลงมือฉันวิเทหดาบสก็เอาเกลือที่เก็บซุกไว้นั้นออกมาปรุงรสอาหาร และแบ่งเกลือให้คันธารดาบสด้วย

คันธารดาบสถามว่า วันนี้ไม่มีใครถวายเกลือ นี่ท่านไปเอาเกลือมาจากไหน

วิเทหดาบสก็บอกว่า เป็นเกลือที่ได้มาในวันก่อน กระผมเก็บไว้

เท่านั้นแหละ เป็นเรื่องใหญ่ทันที

จะเป็นเพราะธรรมเนียมนักบวชนักพรตไม่สะสมอาหาร หรือจะเป็นเพราะข้อมูลส่วนตัวของวิเทหดาบส-ที่สละราชสมบัติมหาศาลออกบวช-ไปกระทบใจของคันธารดาบสเข้า หรืออย่างไรไม่ทราบแน่ คันธารดาบสยกเป็นประเด็นขึ้นตำหนิวิเทหดาบสอย่างรุนแรง

คำตำหนินั้นเป็นคาถาบทแรกที่เปิดฉากในคันธารชาดก ข้อความเป็นดังนี้ -

..................................................

หิตฺวา คามสหสฺสานิ

ปริปุณฺณานิ โสฬส  

โกฏฺฐาคารานิ ผีตานิ

สนฺนิธินฺทานิ กุพฺพสิ. (๑๐๔๓) 

หมู่บ้านหมื่นหกพันตำบล

บริบูรณ์พร้อม ท่านก็ทิ้งมาแล้ว

ท้องพระคลังเต็มด้วยทรัพย์ศฤงคารท่านก็ทิ้งมาแล้ว

บัดนี้ยังจะมาสะสมแค่เกลือก้อนเดียวอยู่อีกหรือ

..................................................

จำได้ไหมครับที่ผมเคยบอกว่า-ให้จำตัวเลขเหล่านี้ไว้ให้ดี --

.........................................................

สตฺตโยชนิเก  มิถิลนคเร

มิถิลานครกว้างใหญ่เจ็ดโยชน์

ติโยชนสติเก  วิเทหรฏฺเฐ

วิเทหรัฐกว้างใหญ่สามร้อยโยชน์

โสฬสสุ  คามสหสฺเสสุ  ปูริตปูริตานิ  โกฏฺฐาคารานิ 

หมู่บ้านหมื่นหกพันตำบล มีท้องพระคลังเต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติทุกตำบล

โสฬสสหสฺสา  นาฏกิตฺถิโย

นักสนมกำนัลในหมื่นหกพันนาง

.........................................................

เหล่านี้คือทรัพย์สมบัติที่วิเทหดาบสสละทิ้งมาแล้ว

วิเทหดาบสทิ้งเพชรเม็ดงามแล้ว ไฉนจึงมาคว้าก้อนเกลืออันเสมือนก้อนกรวดขึ้นมาอีกเล่า

นี่คือ “หมัดเด็ด” ที่คันธารดาบสยกขึ้นมาเชือดเฉือนวิเทหดาบส

วิเทหดาบสจะแก้เกมนี้อย่างไร

รู้กันตอนหน้าครับ

------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๕:๑๑ 

[fulli-post]

สกาพุทธิ,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.