สกาพุทธิ (๕)
------------
สรุปว่า ยุคสมัยที่กล่าวถึงในคันธารชาดก มนุษย์มีอายุขัย ๓ หมื่นปี พระเจ้าคันธาระครองราชย์ในแคว้นคันธาระ พระเจ้าวิเทหะครองราชย์ในแคว้นวิเทหะ ทั้งสองพระองค์เป็นพระสหายกัน แต่ไม่เคยพบกัน
ต่อมาก็เกิดเหตุที่เป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตของพระราชาสองพระองค์นี้อย่างสิ้นเชิง
เหตุเกิดที่พระเจ้าคันธาระ
เรื่องก็คือ ค่ำคืนวันเพ็ญคืนหนึ่ง พระเจ้าคันธาระสนทนาธรรมกับหมู่อำมาตย์ราชบริพาร ตามโบราณราชประเพณี คือ “เช้าทรงบาตร ค่ำทรงธรรม”
“เช้าทรงบาตร ค่ำทรงธรรม” พูดภาษาชาวบ้านว่า ใส่บาตรทุกเช้า ฟังเทศน์ทุกคืน เป็นโบราณราชประเพณีของพระมหากษัตริย์ไทย มีกำหนดไว้ในราชานุกิจ พระมหากษัตริย์ไทยยังคงประพฤติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
ตำแหน่ง “มหาดเล็กไล่กา” เป็นเครื่องยืนยันว่า ในวังมีการใส่บาตรทุกเช้า
“เวรถวายพระธรรมเทศนา” เป็นเครื่องยืนยันว่า ในวังมีการฟังเทศน์ทุกคืน
คนที่ยึดอำนาจไปจากพระมหากษัตริย์ เอาไปแต่อำนาจ
แต่หน้าที่ของพระมหากษัตริย์ไม่ได้เอาไปด้วย
ผมยังไม่เคยได้ยินว่า นายกรัฐมนตรีหรือแม้แต่รัฐมนตรีคนไหนใส่บาตรทุกเช้า ฟังเทศน์ทุกคืน
ถ้ามีนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคนไหนทำเช่นนั้นเสมอ ขอน้อมคารวะด้วยหัวใจครับ
อาจจะมีบางท่านทำเช่นนั้น แต่ก็คงเป็นไปตามอัธยาศัยส่วนตัวของท่าน ไม่ใช่เพราะได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากวงศ์ตระกูล
แต่พระมหากษัตริย์ หรือ “ในวัง” ทำเช่นนั้นเพราะได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากวงศ์ตระกูลว่า-อยู่ในตระกูลนี้ต้องบำเพ็ญกิจวัตรอย่างนี้ เป็นหน้าที่ประจำตระกูล
......................
สมัยคันธารชาดกยังไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัส แต่การเข้าอยู่จำอุโบสถวันเพ็ญและการสนทนาธรรม มีการประพฤติกันอยู่แล้วทั่วไป คือมีมาก่อนพระพุทธศาสนา เพียงแต่เนื้อหาในการปฏิบัติย่อมเป็นไปตามความเชื่อของหมู่ชนนั้นๆ
ในระหว่างสนทนาธรรมค่ำคืนนั้น ได้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติคือจันทรุปราคา หรือที่มักเรียกกันว่า “จันทรคราส”
.........................................................
จันทรคราส
[-คฺราด] (ปาก) น. “การกลืนดวงจันทร์” ตามความเข้าใจของคนโบราณที่เชื่อว่าพระราหูอมดวงจันทร์, จันทรุปราคา ก็เรียก. (ส.).
.........................................................
จันทรุปราคา
[จันทฺรุปะราคา, จันทะรุบปะราคา] น. ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน ทําให้เงาของโลกตกลงบนดวงจันทร์บางส่วนหรือทั้งหมด, (ปาก) จันทรคราส. (ส.).
.........................................................
คนสมัยใหม่มักพูดว่า คนโบราณโง่ ไม่รู้จักปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไปหลงเชื่องมงายว่าราหูอมจันทร์ ราหงราหูมีที่ไหน มีแต่เงาโลกไปบังดวงจันทร์
ผมคิดไปอีกแง่หนึ่ง คือคิดว่า คนโบราณอาจจะไม่โง่อย่างที่เราคิด เราเองต่างหากที่โง่-โง่ตรงที่ไม่เข้าใจภาษาของคนโบราณ หรือตีความภาษาของคนโบราณไม่เป็น
คนโบราณท่านก็รู้ว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เงาโลกไปตกที่ดวงจันทร์ แต่ท่านเรียกตามภาษาของท่านว่า-ราหูอมจันทร์ เราเองนั่นแหละโง่ที่ไปเข้าใจว่าราหูอมจันทร์ คือราหูอมจันทร์จริงๆ
ในพระไตรปิฎกมีกล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์เศร้าหมอง ๔ อย่าง คือ
.........................................................
อพฺภ = เมฆ
มหิกา = หมอก
ธูมรโช = ละอองควัน
ราหุ อสุรินฺโท = อสุรินทราหู
ที่มา:
- สัตตสติกขันธกะ วินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๗ ข้อ ๖๓๔
- อุปกิเลสสูตร จตุกนิบาต อังคุตตรนิกาย พระไตรปิฎกเล่ม ๒๑ ข้อ ๕๐
.........................................................
“ราหุ อสุรินฺโท” เป็น ๑ ในเหตุ ๔ อย่างที่ทำให้แสงอาทิตย์แสงจันทร์ไม่แจ่มกระจ่าง ถ้าเราเห็นว่าคนโบราณโง่ พระพุทธเจ้าก็เข้าข่ายโง่ด้วย เพราะความข้อนี้เป็นพระพุทธพจน์ คือพระพุทธเจ้าตรัสเอง
“ราหุ อสุรินฺโท” คืออะไร เราเข้าใจถูกต้องหรือเปล่า ใครโง่กันแน่
......................
เมื่อเกิดจันทรุปราคา ถามไถ่กันว่าอะไรเป็นอะไรได้ความแล้ว พระเจ้าคันธาระทรงมองเห็นปริศนาธรรม คือทรงเห็นว่า พระองค์เหมือนดวงจันทร์ อำมาตย์ราชบริพารตลอดจนพสกนิกรที่จะต้องทรงปกครองดูแลเหมือนราหูที่ทำให้ดวงจันทร์อับแสง ทรงเห็นว่าการปกครองดูแลผู้คนจำนวนมากมีแต่ความวุ่นวาย หาความปลอดโปร่งในพระราชหฤทัยได้ยาก พระองค์ควรจะเป็นเหมือนดวงจันทร์ในนภากาศที่ปราศจากสิ่งใดๆ มาทำให้อับแสง
ความคิดอย่างนี้ สำนวนบาลีเรียกว่า “ญาณถึงความแก่รอบ”
แปลเป็นภาษาชาวบ้านว่า เบื่อทางโลก
“ปกครองตัวเอง สอนตัวเอง สบายใจกว่า” พระเจ้าคันธาระทรงดำริเช่นนี้
......................
ตรงนี้ขอแวะไปที่คำว่า “ปกครอง” นิดหนึ่ง
คำว่า “ปกครอง” คำกริยาภาษาบาลีว่า “ปสาสติ” (ปะ-สา-สะ-ติ) รูปคำนามเป็น “ปสาสน” (ปะ-สา-สะ-นะ) เราเอามาใช้ในภาษาไทยเป็น “ประศาสน” เช่นในคำว่า -
“รัฐประศาสโนบาย” = วิธีการปกครองบ้านเมือง
“รัฐประศาสนศาสตร์” = วิชาว่าด้วยการบริหารและการปกครองประเทศเพื่อให้สัมฤทธิผลตามนโยบายของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด
เราเอาคำนี้มาใช้ในความหมายว่า “ปกครอง” แต่ “ปสาสน” และ “ปสาสติ” มีความหมายมากกว่า “ปกครอง”
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ปสาสติ” ว่า -
๑ to teach, instruct = สั่งสอน, แนะนำ
๒ to rule, reign, govern = ปกครอง, เสวยราชสมบัติ, ดูแล
และแปล “ปสาสน” ว่า teaching, instruction = การสอน, การแนะนำ
“ประศาสน” เราเข้าใจกันแต่เพียงว่าการปกครอง ความหมายที่เราไม่รับรู้กันเลยก็คือ สั่งสอน, แนะนำ
นักปกครอง-นักการเมืองของเรา ทำงานด้านเดียว คือ สั่ง-สั่งประชาชน
แต่ไม่เคยทำงานด้านสอน-สอนประชาชน
จนถึงบัดนี้ ผมเข้าใจว่านักปกครอง-นักการเมืองของเราน่าจะไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า งานของนักปกครอง-นักการเมืองนั้นต้องแนะนำสั่งสอน (to teach, instruct) ประชาชนด้วย คือต้องทำหน้าที่เป็นครูที่ดีของประชาชนด้วย
ขออนุญาตฉวยโอกาส “สำทับ” เสียเลยว่า-นี่คือโทษของการไม่รู้ภาษาบาลี
......................
พระเจ้าคันธาระตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ ต้นฉบับบาลีบันทึกวิธีสละราชสมบัติว่า -
.........................................................
ยํ อิจฺฉถ ตํ ราชานํ กโรถาติ รชฺชํ อมจฺจานํ นิยฺยาเทสิ
พระเจ้าคันธาระทรงมอบราชสมบัติให้แก่เหล่าอำมาตย์โดยตรัสว่า ท่านทั้งหลายอยากได้ผู้ใด ก็จงแต่งตั้งผู้นั้นให้เป็นพระราชาเถิด
.........................................................
ในท้องเรื่องไม่ได้กล่าวว่าพระเจ้าคันธาระมีพระราชโอรสหรือเปล่า แต่เท่าที่ปรากฏในที่ทั่วไป พระราชาที่ไม่มีพระราชโอรสก็มักจะระบุไว้ในท้องเรื่องด้วย แต่กรณีพระเจ้าคันธาระไม่มีพูดถึงเรื่องนี้ จึงอาจสันนิษฐานได้เป็น ๒ ทาง
ทางหนึ่ง อาจจะไม่ทรงมีพระราชโอรสผู้ซึ่งจะสืบสันตติวงศ์ต่อจากพระองค์เช่นเดียวกับที่พระองค์สืบต่อมาจากพระราชบิดา จึงตรัสให้เลือกผู้ที่ถูกใจขึ้นเป็นพระราชาองค์ต่อไป
อีกทางหนึ่ง ถ้าทรงมีพระราชโอรส การที่ตรัสเช่นนั้นก็แสดงถึงน้ำพระทัยแบบประชาธิปไตย คือไม่จำเป็นจะต้องให้พระราชโอรสขึ้นครองราชย์สืบสันตติวงศ์ แต่เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกผู้ที่เห็นสมควรขึ้นเป็นพระราชาได้
พระเจ้าคันธาระทรงผนวชเป็นฤๅษี บ่ายหน้าสู่ป่าหิมพานต์ จำเริญฌานสมาบัติเป็นสุขสมดังที่ปรารถนา
แต่เรื่องยังไม่จบง่ายๆ สไตล์ happy ending แบบนี้
-------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๖
๑๔:๔๙
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ