สกาพุทธิ (๖)

------------

กล่าวฝ่ายพระเจ้าวิเทหะ กาลต่อมาไม่นานได้ทรงสดับข่าวจากพวกพ่อค้าว่า พระเจ้าคันธาระออกบวชเป็นฤๅษี ...

ขอแวะตรงนี้หน่อย ญาติมิตรที่ตามอ่านอย่าเพิ่งเบื่อนะครับ

ต้นฉบับบรรยายว่า -

.........................................................

วิเทหราชาปิ  สุขํ  เม  สหายสฺส  รญฺโญติ  วาณิเช  ปุจฺฉิตฺวา ...

ฝ่ายพระเจ้าวิเทหะตรัสถามพวกพ่อค้าว่า พระราชาสหายของเราทรงพระสำราญดีอยู่หรือ

.........................................................

นี่แสดงว่า สองรัฐนี้ยังไม่มีราชทูตโดยตรง รู้ข่าวสารต่างๆ ของกันผ่านทางพ่อค้า หรืออีกนัยหนึ่ง มอบหมายให้พ่อค่านั่นเองทำหน้าที่ต่างทูต

และคงจะมีระเบียบปฏิบัติว่า พ่อค้าที่มาจากรัฐหนึ่งและพ่อค้าของรัฐที่ไปค้าขายที่อีกรัฐหนึ่งแล้วกลับมา จะต้องเข้ารายงานข่าวสารต่อทางราชการด้วย พระราชาหรือทางราชการคงไม่ไปเที่ยวไล่ถามข้อมูลเอาเองจากพวกพ่อค้า 

นี่คือวิธีอ่านชาดกแบบอ่านหาเรื่องด้วย ไม่ใช่อ่านเอาเรื่องอย่างเดียว

“อ่านเอาเรื่อง” คืออ่านเพื่อให้รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร

“อ่านหาเรื่อง” คืออ่านไป หาเงื่อนแง่ที่น่าสนใจไปด้วย

......................

พระราชาสองพระองค์นี้แม้จะไม่เคยพบกัน แต่ก็เป็นสหายสนิทกันมาก ต้นฉบับใช้คำว่า “ถิรวิสฺสาสา” แปลว่า “คุ้นเคยกันอย่างแนบแน่น” ภาษาชาวบ้านว่ารักกันมาก 

ผมวาดเป็นภาพว่า-องค์หนึ่งได้เสวยผลไม้รสแปลกประหลาด เป็นต้องหาทางส่งผลไม้นั้นไปให้อีกองค์หนึ่งได้เสวยด้วย-ประมาณนั้นทีเดียว 

พระเจ้าวิเทหะทรงทราบว่าพระสหายบวชเสียแล้ว ก็มองเห็นปริศนาธรรมไปด้วย คือคิดว่า เพื่อนเป็นพระราชาเหมือนเรา จะต้องเห็นอะไรบางอย่างจึงออกบวช แล้วเราจะมามัวเพลิดเพลินอยู่กับราชสมบัติไปทำไม ดำริฉะนี้แล้วก็ทรงสละราชสมบัติออกบวชตามพระสหาย

ความตอนนี้ท่านพรรณนาราชสมบัติของพระเจ้าวิเทหะไว้ดังนี้ -

.........................................................

สตฺตโยชนิเก  มิถิลนคเร

มิถิลานครกว้างใหญ่เจ็ดโยชน์

ติโยชนสติเก  วิเทหรฏฺเฐ

วิเทหรัฐกว้างใหญ่สามร้อยโยชน์

โสฬสสุ  คามสหสฺเสสุ  ปูริตปูริตานิ  โกฏฺฐาคารานิ 

หมู่บ้านหมื่นหกพันตำบล มีท้องพระคลังเต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติทุกตำบล

โสฬสสหสฺสา  นาฏกิตฺถิโย

นักสนมกำนัลในหมื่นหกพันนาง

.........................................................

กรุณาจำตัวเลขเหล่านี้ไว้ให้ดี เพราะจะเป็นประเด็นเชือดเฉือนกันในเหตุการณ์ข้างหน้า

ปุตฺตธีตโร  อมนสิกริตฺวา พระเจ้าวิเทหะมิได้ทรงห่วงใยพระราชโอรสธิดา บ่ายพระพักตร์สู่ป่าหิมพานต์ ถือเพศผนวชเป็นดาบสจำเริญฌานในกาลบัดนั้นแล

......................

ป่าหิมพานต์เป็นแดนแห่งฤๅษีชีไพร มิได้มีแต่สองฤๅษี หากแต่ยังมีอีกเป็นอเนกอนันต์ แต่ในท้องเรื่องท่านมิได้กล่าวถึง คงเล่าแต่ว่า กาลต่อมา ดาบสทั้งสองคือคันธารดาบสและวิเทหดาบสก็มาเจอกันเข้า แต่ไม่รู้ว่าเคยเป็นเพื่อนกัน เพราะไม่เคยเห็นตัวกัน เจอกันก็ถูกอัธยาศัยกัน เลยประพฤติพรตอยู่ด้วยกัน

ตามท้องเรื่องดูท่าว่าคันธารดาบสจะอาวุโสกว่า เพราะท่านบอกว่าวิเทหดาบสทำหน้าที่ดูแลรับใช้คันธารดาบส 

อยู่มาถึงวันเพ็ญคืนหนึ่ง ดาบสทั้งสองนั่งสนทนาธรรมกันที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ขณะนั้นเองก็เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ “ราหูอมจันทร์” เหมือนกับที่คันธารดาบสเคยประสบเมื่อครั้งที่ยังครองราชย์อยู่ คันธารดาบสก็จึงฟื้นความหลังให้วิเทหดาบสฟัง สรุปว่า ก็เพราะราหูอมจันทร์แบบนี้แหละเป็นแรงบันดาลใจให้เราออกบวช

พอเล่าอย่างนี้ วิเทหดาบสก็ฉุกคิดได้ ถามขึ้นว่า ท่านอาจารย์คือพระเจ้าคันธาระใช่ไหม

ใช่แล้ว เราเอง

กระผมคือพระเจ้าวิเทหะ เราเป็นเพื่อนไม่เคยเห็นตัวกันนั่นเอง

ก็แล้วท่านคิดอย่างไรเล่าจึงออกบวช

กระผมก็ได้ท่านอาจารย์นั่นแหละเป็นแรงบันดาลใจ เมื่อทราบข่าวว่าท่านอาจารย์ออกบวช กระผมเชื่อว่าท่านอาจารย์จะต้องเห็นอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่อะไรสักอย่างเป็นแน่ กระผมจึงออกบวชตามท่านอาจารย์

เมื่อได้รู้จักตัวกัน รับรู้เหตุผลต้นปลายที่ออกบวชของกันและกัน ตั้งแต่นั้นมาดาบสทั้งสองก็สนิทสนมกลมเกลียวกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

อยู่ในป่าหิมพานต์ ขบฉันแต่ผลไม้เผือกมันเป็นเวลานานระยะหนึ่ง ดาบสทั้งสองก็จาริกออกจากป่ามาหาหมู่บ้านคน 

การที่ต้องจาริกออกมาหาหมู่บ้านคนนี้ คัมภีร์ท่านให้เหตุผลว่า “โลณมฺพิลเสวนตฺถาย” 

ศัพท์นี้จะพบได้บ่อยๆ ในคัมภีร์ที่มีเรื่องกล่าวถึงดาบสไปอยู่ป่าแล้วออกมาในเมือง

นักเรียนบาลีจะคุ้นกับศัพท์นี้ดี นิยมแปลตามศัพท์ว่า “เพื่อต้องการแก่อันเสพซึ่งรสเค็มและรสเปรี้ยว”

ตอนเรียน แปลได้ แต่ไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอย่างไร บางคนก็เดาแบบสนุกๆ ว่า อ๋อ ฤๅษีดาบสบำเพ็ญพรตอยู่ในป่านานๆ ก็อยากจะฉันอะไรที่มันมีรสชาติซู่ๆ ซ่าๆ บ้างเท่านั้นเอง

จนบัดป่านนี้ เหตุผลจริงๆ เป็นอย่างไรจึงต้องมาเสพรสเค็มรสเปรี้ยว ผมก็ยังไม่รู้อยู่นั่นเอง

ได้ยินบางท่านสันนิษฐานเป็นหลักวิชาดี คือท่านบอกว่า ฤๅษีชีไพรอยู่ในป่า ฉันแต่ผลไม้ใบไม้นานๆ เข้า รางกายขาดสารอาหารบางชนิด เกิดปฏิกิริยาให้อยากกินนั่นกินนี่ซึ่งในป่าหากินไม่ได้ จึงต้องเข้ามาในหมู่บ้านคนเพื่อรับสารอาหารที่จำเป็นให้พอแก่ความต้องการของร่างกาย แล้วจึงกลับเข้าไปอยู่ในป่าอีก

โลณมฺพิลเสวนตฺถาย = เพื่อต้องการแก่อันเสพซึ่งรสเค็มและรสเปรี้ยว มีความหมายลึกๆ แบบนี้

ฟังดูน่าเชื่อนะครับ

ท่านที่มีความรู้ทางหลักวิชาโภชนาการ ถ้าจะกรุณาช่วยบูรณาการแนวคิดนี้เพื่อเป็นองค์ความรู้ร่วมกัน ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม การที่สองดาบสเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อต้องการแก่อันเสพซึ่งรสเค็มและรสเปรี้ยวนั่นเอง เป็นเหตุให้เกิดเรื่อง 

จะว่าเป็นต้นเรื่องต้นเหตุที่ทำให้เกิดคันธารชาดกก็ว่าได้

แบบนี้ต้องตามไปดู

------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๘:๓๗

 

[full-post]

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.