สกาพุทธิ (๒)

------------

ก่อนจะเข้าเรื่อง “คันธารชาดก” ขอบรรยายสรุปเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง 

นั่นคือ เมื่อพูดว่า “ชาดก” ขอให้เข้าใจไว้ก่อนว่า หมายถึงเรื่องราวที่ท่านเล่าไว้ในคัมภีร์ “ชาตกัฏฐกถา” อันเป็นคัมภีร์ชั้นอรรถกถา ชาดกที่เราเอามาเล่าๆ กันนั้นมาจากชาตกัฏฐกถาทั้งสิ้น ชาดกในพระไตรปิฎกมีแต่ตัวบทคือตัวคาถาล้วนๆ ไม่มีเรื่องราวหรือเรื่องเล่า

โครงสร้างของชาดก จะประกอบไปด้วย (๑) เรื่องราวที่เป็นต้นเหตุให้พระพุทธองค์ตรัสชาดกเรื่องนั้นๆ ท่านใช้คำว่า “ปจฺจุปฺปนฺน” (เรื่องในปัจจุบัน) และ (๒) เรื่องราวในอดีตชาติ อันเป็นตัวเรื่องของชาดกนั้นๆ ท่านใช้คำว่า “อตีต” (เรื่องในอดีต)

เรื่องในปัจจุบัน จะเป็นการบรรยายความโดยสังเขป โดยจะระบุว่าขณะที่ตรัสชาดกเรื่องนั้นพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่ไหน เมืองอะไร แล้วเกิดกรณีอะไรขึ้นจึงตรัสชาดกนั้น

เรื่องในอดีต จะเป็นการบรรยายอย่างละเอียด มักขึ้นต้นด้วยคำว่า “อตีเต ... ” แปลว่า “ในอดีตกาล” ซึ่งหมายถึงในอดีตชาติ ไม่ใช่อดีตในชาติปัจจุบัน 

เมื่อบรรยายไปถึงเรื่องที่มีในตัวชาดกในพระไตรปิฎก ก็จะยกคาถาตอนนั้นๆ ขึ้นมาตั้ง แล้วอธิบายความหมายในคาถานั้น ถ้าเรื่องยังไม่จบก็จะบรรยายความต่อไป มีคาถาอีกก็ยกมาอธิบายอีก ดำเนินความไปในทำนองนี้จนจบเรื่อง

ตอนท้ายจะเป็นการระบุผล คือบอกว่าเมื่อตรัสชาดกจบแล้ว ผู้ฟังได้บรรลุผลเป็นประการใด และที่จะขาดเสียมิได้ก็คือส่วนที่เรียกว่า “ประชุมชาดก” หรือบางท่านนิยมเรียกว่า “กลับชาติ” คือระบุว่าตัวละครตัวไหนในชาดกมาเกิดเป็นใครในชาติปัจจุบัน

ทั้งหมดนี้คือโครงสร้างของชาดก เวลาอ่านชาดก ระลึกถึงโครงสร้างดังกล่าวนี้ไว้ ก็จะช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้น

......................

ต่อไปนี้มาเข้าเรื่อง “คันธารชาดก” 

ที่เคยบอกว่าจะแปลด้วยสำนวนของผมเองนั้น ขอแก้เป็น-จะเล่าเรื่องด้วยสำนวนของผมเอง คือไม่เชิงว่าเป็นการแปลตรงไปตรงมาตามต้นฉบับ แต่จะเป็นการ “เล่าเรื่อง” ซึ่งอาจมีการขยายความหรือย่อความตามที่เห็นสมควร แต่รับรองว่า ได้เนื้อหาสาระครบถ้วนตรงตามต้นฉบับ

ชาดกเรื่องนี้พระพุทธองค์ตรัสที่เชตวัน เมืองสาวัตถี แต่ต้นเหตุต้นเรื่องเกิดที่เมืองราชคฤห์

หลับตานึกถึงภูมิประเทศของชมพูทวีปในอดีตหรืออินเดียในปัจจุบัน จับภาพกว้างๆ ว่า ๒ เมืองนี้ สาวัตถี-ราชคฤห์ อยู่บริเวณเหนือ+ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย

.........................................................

ผมฝันว่า สักวันหนึ่งจะมีคนไทยทำหนังสือ “ภูมิศาสตร์พุทธประวัติ” บรรยายภูมิสถานบ้านเมืองในพุทธประวัติเทียบให้เห็นว่าคือส่วนไหนตรงไหนของดินแดนในปัจจุบัน มีแผนที่ มีภาพประกอบชัดเจน เอ่ยชื่อขึ้นมา มองเห็นทันที อ้อ เมืองนี้อยู่ตรงนี้เอง

คนไทยไปแสวงบุญที่อินเดียปีหนึ่งๆ เป็นร้อยคณะ น่าจะมีคนคิดทำ หรือถ้ามีใครทำไว้แล้วจริงๆ เอาต้นฉบับมาเผยแพร่ให้ได้อ่านทั่วกันก็จะเป็นการดีอย่างยิ่ง

.........................................................

ต้นเหตุของชาดกเรื่องนี้เกิดจากภิกษุเก็บสะสมเภสัชไว้เกินขนาด 

“เภสัช” หมายถึงสิ่งที่ใช้เป็นยารักษาโรค ยารักษาโรคที่พระใช้ตามหลักนิสัยสี่ก็คือ น้ำมูตรดอง (ปูติมุตตเภสัช) แต่มีพุทธานุญาตให้ใช้ของพิเศษที่เรียกว่า “อดิเรกลาภ” ได้ 

เภสัชที่เป็นอดิเรกลาภตามรายการที่ระบุไว้มี ๕ อย่าง คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย

ภิกษุเก็บสะสมเภสัชไว้เกินขนาดก็คือเก็บเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ที่มีผู้ถวายไว้มากเกินขนาด 

เรื่องเป็นอย่างไร? ต้องเล่าถอยหลังไปอีกหน่อย

ต้นเรื่องในคัมภีร์กล่าวไว้ว่า พระสาวกรูปหนึ่ง ชื่อพระปิลินทวัจฉะ เป็นชาวเมืองสาวัตถี ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ คราวหนึ่งจาริกมาถึงเมืองราชคฤห์ พบเงื้อมเขาแห่งหนึ่ง ทำเลสงบสงัดดี จึงช่วยกันกับภิกษุอื่นๆ จัดแจงปรับสถานที่สำหรับเป็นที่ปลีกวิเวก

พระเจ้าพิมพิสารราชาแห่งมคธรัฐทรงทราบ จึงตรัสสั่งให้จัดคนไปช่วยทำกิจนั้นโดยวิธียกหมู่บ้านแห่งหนึ่งให้เป็น “อารามิก” 

คำว่า “อารามิก” พระไตรปิฎกภาษาไทยแปลว่า “คนทำการวัด” 

คนในหมู่บ้านนั้นทั้งหมดมีฐานะเป็นคนทำงานให้วัด หมู่บ้านนั้นมีฐานะเป็นเอกเทศจากบ้านเมือง คือเป็นเหมือนสมบัติของวัด บ้านเมืองไม่เข้าไปใช้อำนาจ เช่นไม่เก็บภาษี ไม่เกณฑ์คนในหมู่บ้านไปสงครามเป็นต้น

ในเมืองไทยเราก็เคยมีธรรมเนียมยกหมู่บ้านถวายวัดแบบนี้ มีคำเรียกคนที่ทำงานรับใช้วัดว่า “ข้าพระ โยมสงฆ์”

วันหนึ่ง มีงานนักขัตฤกษ์ในหมู่บ้าน หนุ่มสาวจากหมู่บ้านอารามิกไปเที่ยวงานกันคึกคัก สาวน้อยนางหนึ่งอยากไปเที่ยวงาน แต่ไม่มีเครื่องแต่งตัวเนื่องจากฐานะยากจน ก็เลยกระฟืดกระฟาดกับพ่อแม่ พระปิลินทวัจฉะไปบิณฑบาตที่บ้านนั้นพอดี พอรู้ว่าเด็กอยากไปเที่ยวงาน แต่ไม่มีเครื่องแต่งตัว ท่านก็หยิบหมวกฟางที่วางอยู่ใกล้มือส่งให้เอาไปสวมศีรษะ พอสวมเข้าเท่านั้นหมวกฟางกลายเป็นดอกไม้ทอง สวยอร่ามงามเลิศ เดินไปในงานใครเห็นใครชม เกิดโจษขานกันขึ้น ลูกสาวบ้านคนจนไปเอาดอกไม้ทองมาจากไหน น่าจะไปขโมยใครมา พอชี้ประเด็นแบบนี้ พระเจ้าพิมพิสารก็ตรัสสั่งให้เอาตัวคนทั้งครอบครัวนั้นไปเข้าเรือนจำ ข้อหาลักทรัพย์

พระปิลินทวัจฉะทราบเรื่องก็เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารตรัสบอกว่าบ้านคนยากจนไม่น่าจะมีทอง ทองนั้นน่าจะถูกขโมยมา พระปิลินทวัจฉะจึงเนรมิตปราสาทราชวังของพระเจ้าพิมพิสารให้เป็นทองทั้งหมด แล้วทูลถามว่า มหาบพิตรไปเอาทองนี่มาจากไหน พระเจ้าพิมพิสารก็รู้ได้ว่าดอกไม้ทองนั้นเกิดจากอำนาจฤทธิ์ของพระเถระ จึงรับสั่งให้ปล่อยตัวคนในครอบครัวอารามิกนั้นไป

เหตุการณ์นี้ทำให้ประชาชนนับถือเลื่อมใสพระปิลินทวัจฉะยิ่งขึ้น เวลาออกบิณฑบาตมีผู้ถวายเภสัชทั้งห้าเป็นอันมากทุกวัน พระเถระก็แจกไปในบรรดาพระที่เป็นศิษย์ พระเหล่านั้นก็เก็บกักตุนเภสัชไว้ในกุฏิวิหารเต็มไปหมด ชาวบ้านมาเห็นเข้าก็ตำหนิติเตียนประชดประชันว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรมีคลังสินค้าอยู่ในกุฏิแบบเดียวกับท้องพระคลังหลวงเลยหรือนี่

พระพุทธองค์ทรงทราบเรื่อง รับสั่งประชุมสงฆ์ สอบถามได้ความจริงแล้ว จึงทรงบัญญัติสิกขาบท - ๑ ใน ๒๒๗ ข้อ - ดังนี้ -

.........................................................

ยานิ  โข  ปน  ตานิ  คิลานานํ  ภิกฺขูนํ  ปฏิสายนียานิ  เภสชฺชานิ  เสยฺยถีทํ  สปฺปิ  นวนีตํ  เตลํ  มธุ  ผาณิตํ  ฯ  ตานิ  ปฏิคฺคเหตฺวา  สตฺตาหปรมํ  สนฺนิธิการกํ  ปริภุญฺชิตพฺพานิ  ตํ  อติกฺกามยโต  นิสฺสคฺคิยํ  ปาจิตฺติยนฺติ  ฯ

ที่มา: นิสสัคคิยกัณฑ์ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๓ วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๑๔๐

.........................................................

อนึ่ง มีเภสัชอันควรลิ้มของภิกษุผู้อาพาธ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ภิกษุรับประเคนของนั้นแล้ว พึงเก็บไว้ฉันได้ ๗ วันเป็นอย่างยิ่ง. ภิกษุให้ล่วงกำหนดนั้นไป เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

ที่มา: วินัยมุขเล่ม ๑ หน้า ๑๐๖

.........................................................

ผมเชื่อว่า พระในเมืองไทยวันนี้ที่มีธุระต้องรักษาศีล ๒๒๗ ข้อโดยตรง ส่วนมากหรือแทบทั้งหมด-รวมทั้งหลายๆ รูปที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและเอก-ไม่เคยเห็นต้นฉบับตัวบทของศีลข้อนี้ และไม่เคยรู้เรื่องเบื้องหลังที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทนี้ ทั้งๆ ที่คัมภีร์ที่บันทึกเรื่องนี้ไว้ก็อยู่ใกล้ๆ มือนั่นเอง

ความข้อนี้ ตั้งใจพูดเพื่อให้กระทบใจขอรับ

......................

ครั้นทรงบัญญัติสิกขาบทข้อนี้แล้วจึงตรัสสืบไปว่า 

ภิกฺขเว ดูก่อนผู้เห็นภัยในสังสารวัฏ โปราณกปณฺฑิตา  อนุปฺปนฺเน  พุทฺเธ  พาหิรกปพฺพชฺชํ  ปพฺพชิตฺวา  ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ บัณฑิตแต่ปางก่อนบวชเป็นนักบวชในลัทธิภายนอก แม้จะรักษาเพียงศีล ๕ ข้อ ก็ไม่เก็บก้อนเกลือไว้เพื่อบริโภคในวันรุ่งขึ้น แต่เธอทั้งหลายบวชในศาสนาที่สามารถนำผู้ปฏิบัติให้ออกจากทุกข์ได้เห็นปานนี้ กลับพากันสะสมสิ่งของเพื่อบริโภคตั้ง ๒ วัน ๓ วัน ชื่อว่าทำสิ่งที่ไม่สมควร 

อตีตํ  อาหริ ครั้นแล้ว จึงทรงนำเรื่องในอดีตกาลมาตรัสเล่า ดังต่อไปนี้ ...

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๖:๕๘

[full-post]

สกาพุทธิ,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.