สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
วิญญัตติสีลันติกถา
วาทะว่าด้วย วิญญัตติเป็นศีล
วิญญัตติสีลันติกถา เป็นกถาลำดับที่ ๑๐๖, เรื่องที่ ๑๐ ของวัคค์ที่ ๑๐
ปรวาที คือ สงฆ์นิกายมหาสังฆิกะและนิกายสมิติยะ มีวาทะว่า
“วิญญัติเป็นศีล” (วิญฺญตฺติ สีลนฺติ.)
วิญญัติตามความหมายของฝ่ายเถรวาท
วิญญัติ เป็นรูป มี ๒ อย่าง คือ กายวิญญัติ และ วจีวิญญัติ
คัมภีร์อัฏฐสาลินี อรรถกถาของคัมภีร์ธัมมสังคณี อธิบายคำว่า กายวิญญัติและวงวิญญัติ สรุปความได้ดังนี้
๑. กายวิญญัติ คือ อากัปกิริยาที่ทำให้เข้าใจความประสงค์ เป็นความเคลื่อนไหวทางกายที่คล้อยตามจิต
๒. วจีวิญญัติ คือ การเปล่งเสียงที่ทำให้เข้าใจความประสงค์ เป็นความเคลื่อนไหวทางวาจาที่คล้อยตามจิต
จิตที่ทำให้วิญญัติซึ่งเป็นรูปเคลื่อนไหวได้ มี ๓๒ ดวง ได้แก่
- กุศลจิต ๙ ดวง คือ กามาวจรกุศลจิต ๘ ดวง อภิญญาจิต ๑ ดวง
- อกุศลจิต ๑๒ ดวง
- กิริยาจิต ๑๑ ดวง คือ มหากิริยาจิต ๘ ดวง อเหตุกกิริยาจิต ๒ ดวง รูปาวจรกิริยาจิตที่บรรลุอภิญญา ๑ ดวง
จิตดวงอื่นนอกจากนี้ไม่ทำวิญญัติให้เกิดได้ (อัฏฐสาลินี (แปลไทย), หน้า ๘๕๘)
ความเห็นของปรวาที
ฝ่ายมหาสังฆิกะบอกว่า รูปทั้ง ๒ นี้สงเคราะห์ลงในศีลได้ กล่าวคือ ผู้มีศีลย่อมมีกายวิญญัติและวจีวิญญัติเป็นศีลไปด้วย ฝ่ายมหาสังฆิกะเพ่งเล็งไปจนถึงกิริยากราบไหว้ การปูที่หลับที่นอน การตักน้ำล้างเท้าครูบาอาจารย์ การนวดเฟ้นให้ครูบาอาจารย์ การทำสามีจิกรรม (การแสดงความเคารพ, การทำหน้าที่ที่ถูกและสมควร) อัญชลีกรรม ว่าล้วนเป็นศีลทั้งนั้น ฝ่ายเถรวาทไม่เห็นพ้อง เพราะรูปทั้ง ๒ สักแต่ว่าเป็นรูปธรรมแสดงกิริยาอาการเท่านั้นเอง มิได้เป็นศีล ซึ่งโดยสภาวะ(องค์ธรรม) มี ๔ อย่าง คือ
๑.เจตนาศีล องค์ธรรม ก็คือ เจตนา
๒ุ.เจตสิกศีล องค์ธรรมก็คือ เจตสิก เช่น ปหานศีล(เบญจธรรม,เบญจศีล)
๓. สังวรศีล องค์ธรรม ก็คือการสำรวม ๕ มี ขันติสังวร เป็นต้น
4. อวีติกกมศีล องค์ธรรม ก็คือ จิตตุปบาทที่เกิดขึ้นห้ามการก้าวล่วงศีล(ยับยั้งไม่ให้ทำชั่ว)(วิสุทธิมรรค, ปฏิสัมภิทามรรต)
อรรถกถาอธิบายว่ากล่าวว่า การกราบไหว้ การลุกรับ การทำอัญชลี การทำสามีจิกรรม การให้อาสนะ การให้ที่นอน การให้น้ำล้างเท้า การนวดหลังในเวลาอาบน้ำ เป็นศีล
ปรวาทีเห็นว่า วิญญัติ คือการเคลื่อนไหวกายและวาจาเป็นศีล เพราะถือเอาเนื้อความในพระสูตรว่า กายวิญญัติเป็นกายกรรม วจีวิญญัติเป็นวจีกรรม (มหามกุฏฯ เล่มที่ ๘๑ หน้า ๒๗๘)
ธรรมะย่อมมีทั้งนัยปริยัติ นัยปฏิบัติ และนัยแห่งความเป็นไป
ปรวาที เชื่อตามคำในพระสูตรโดยมิได้พิจารณาแยกแยะสภาวธรรม จึงเชื่อกายวิญญัติและวจีวิญญัติอันเป็นรูปที่เกิดจากจิต เป็นเหตุให้เคลื่อนไหวกายและวาจาออกไปทํากุศลกรรมอันเป็นจาริตศีล จึงกล่าาว่าการกราบไหว้ การลุกรับ การทำอัญชลี การทำสามีจิกรรม การให้อาสนะ การให้ที่นอน การให้น้ำล้างเท้าการนวดหลังในเวลาอาบน้ำ เป็นศีล
สกวาที เชื่อโดยแยกแยะสภาวธรรมว่า ศีลเป็นนามธรรม คือ เจตนาและวิรตี ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จึงเป็นสภาวะงดเว้นหรือควรกระทำ แล้วเป็นปัจจัยให้กายวิญญัติวจีญญัติเกิดขึ้น เป็นเหตุให้มีการ เคลื่อนไหวกายและเคลื่อนไหววาจา เหตุนั้นวิญญัติทั้งสองจึงไม่ใช่ศีล และกายวิญญัติก็ไม่ใช่กายกรรม วจีวิญญัติก็ไม่ใช่วจีกรรม ต้องแยกแยะว่า กายคือกายวิญญัติ วจีคือวจีวิญญัติ กรรมคือเจตนา เมื่อเป็นไปร่วมกันก็เรียกว่า กายกรรม วจีกรรม ซึ่งก็คือศีลที่เกิดทางทวารกายและทางทวารใจนั่นเอง
ในวิญญัตติสีลันติกถา สกวาทีคัดค้านวาทะของปรวาที โดยเน้นว่าศีลคือเวรมณีศีล(ความงดเว้นคือวิรตีจัดเป็นเจตสิกศีลอย่างหนึ่ง)เจตนาศีล (เจตนา=ความตั้งใจทำ) ฉะนั้น ธรรมที่ไม่ใช่วิรตี และเจตนา ไม่ชื่อว่าศีล, คำถามของสกวาที่มี ๒ ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ ๑ วิญญัติรูปมิใช่วิรัติ(วิรตี=ความงดเว้น)ๅ จึงไม่เป็นศีล
สกวาที จึงถามว่า
“วิญญัติรูปเป็นเครื่องเว้นจากปาณาติบาต,อทินนาทาน, กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท, สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน หรือ ?”
ปรวาทีตอบปฏิเสธว่า “ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น"
(มหามกุฏฯ ๘๑/๑๔๒๘/๒๗๗)
ประเด็นที่ ๒ วิญญัตืรูปไม่ใช่เจตนา (ความตั้งใจทำ) จึงไม่เป็นศีล
ส.การกราบไหว้เป็นศีล การลุกรับเป็นศีล การทำอัญชลีเป็นศีล สามีจิกรรมเป็นศีล การให้อาสนะเป็นศีล...หรือ?"
ป. " ถูกแล้ว " เพราะเป็นการกระทำทางกาย-กายวิญญัติ เป็นกายกรรม เป็นศีล
กิริยาอาการเหล่านั้น เป็นเจตนาตั้งใจที่จะเว้นจากปาณาติบาตื...หรือ?"
ป. "ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น"
การยืนยันวาทะของปรวาที
สุดท้าย ปรวาทีก็ยังคงยืนยันความเห็นของตนด้วยวิธีตั้งคำถามที่ทำให้สกวาทีต้องตอบมาเข้าทางลัทธิของตนว่า
ป. " วิญญัติเป็นความทุศีล หรือ? "
ส. " ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น "
ป. "ถ้าอย่างนั้น วิญญัติรูปก็เป็นศีลนะสิ."
(มหามกุฏฯ ๘๑/๑๔๒๙/๒๗๘)
คำถามของปรวาทีแสดงถึงความคิดที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลของปรวาที คือ ยังคงยึดถือว่าวิญญัติเป็นศีล จึงพยายามตั้งคำถามให้ได้คำตอบที่ตนต้องการ เพราะถึงแม้วิญญัติมิใช่ความทุศีล แต่ก็มิได้แสดงว่า หรือหักล้างได้ว่า วิญญัติซึ่งเป็นธรรมฝ่ายรูป จะเป็นศีลซึ่งเป็นธรรมฝ่ายนามไม่ได้อยู่นั่นเอง
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ