มองฉายาพระ (๗)
-----------------------------
เห็นอนาคตพระพุทธศาสนา
...................................
ตอนนี้ขอแวะไปที่หลักวิชาหน่อยหนึ่ง
ข้อตรวจสอบซักซ้อมที่พระคู่สวดถามผู้ขออุปสมบทนั้น เรียกเป็นศัพท์วิชาการว่า “อันตรายิกธรรม”
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ขยายความไว้ว่า -
.........................................................
อันตรายิกธรรม : ธรรมอันกระทำอันตราย คือ เหตุขัดขวางต่างๆ เช่นเหตุขัดขวางการอุปสมบท ๑๓ อย่าง มีการเป็นโรคเรื้อน เป็นต้น.
.........................................................
เหตุขัดขวางการอุปสมบทมี ๑๓ อย่าง แต่ในเวลาตรวจสอบจริง คู่สวดจะตั้งคำถาม ๑๕ ข้อ คือเพิ่มคำถามชื่อผู้ขออุปสมบทและชื่อพระอุปัชฌาย์เข้าไปอีก ๒ ข้อ
อันตรายิกธรรมนี้ มิใช่มีเฉพาะผู้จะอุปสมบทเป็นภิกษุ แม้ผู้จะอุปสมบทเป็นภิกษุณีก็ต้องตรวจสอบด้วยเช่นกัน เพียงแต่เรามักจะไม่รู้กันเพราะในคณะสงฆ์เถรวาทในปัจจุบันไม่มีการบวชภิกษุณี
“อันตรายิกธรรม” ของผู้ที่จะอุปสมบทเป็นภิกษุณีมี ๒๔ ข้อ ดังนี้ -
.........................................................
(๑) นสิ อนิมิตฺตา = ไม่มีเครื่องหมายเพศ
(๒) นสิ นิมิตฺตมตฺตา = สักแต่ว่ามีเครื่องหมายเพศ
(๓) นสิ อโลหิตา = ไม่มีประจำเดือน
(๔) นสิ ธุวโลหิตา = มีประจำเดือนไม่หยุด
(๕) นสิ ธุวโจฬา = ใช้ผ้าซับในเสมอ
(๖) นสิ ปคฺฆรนฺตี = มีประจำเดือนไหลซึม
(๗) นสิ สิขริณี = มีเดือย
(๘) นสิ อิตฺถีปณฺฑกา = เป็นบัณเฑาะก์หญิง
(๙) นสิ เวปุริสิกา = มีลักษณะคล้ายชาย
(๑๐) นสิ สมฺภินฺนา = มีทวารหนักทวารเบาติดกัน
(๑๑) นสิ อุภโตพฺยญฺชนกา = มีสองเพศ
[ข้อ (๑) ถึง (๑๑) เป็นข้อห้าม ถ้ามีลักษณะตามนี้คือขาดคุณสมบัติ]
(๑๒) กุฏฺฐํ = ไม่เป็นโรคเรื้อน
(๑๓) คณฺโฑ = ไม่เป็นฝี
(๑๔) กิลาโส = ไม่เป็นโรคกลาก
(๑๕) โสโส = ไม่เป็นโรคมองคร่อ
(๑๖) อปมาโร = ไม่เป็นโรคลมบ้าหมู
(๑๗) มนุสฺสาสิ = เป็นมนุษย์
(๑๘) อิตฺถีสิ = เป็นผู้หญิง
(๑๙) ภุชิสฺสาสิ = เป็นไทแก่ตัว (ไม่เป็นทาสใคร)
(๒๐) อนณาสิ = ไม่มีหนี้สิน
(๒๑) นสิ ราชภฏี = ไม่เป็นราชภัฏ
(๒๒) อนุญฺญาตาสิ มาตาปิตูหิ สามิเกน = มารดาบิดาอนุญาต ถ้ามีสามี สามีต้องอนุญาต
(๒๓) ปริปุณฺณวีสติวสฺสาสิ = มีอายุครบ ๒๐
(๒๔) ปริปุณฺณนฺเต ปตฺตจีวรํ = มีบาตรจีวรครบ
[เพิ่มคำถามพิเศษอีก ๒ ข้อ]
(๒๕) กินฺนามาสิ = เธอชื่ออะไร
(๒๖) กา นาม เต ปวตฺตินี = อุปัชฌาย์ของเธอชื่ออะไร
ที่มา: ภิกขุนีขันธกะ วินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๗ ข้อ ๕๗๓
.........................................................
ทุกวันนี้ ในบ้านเรามีสำนักที่แสดงตัวเป็น “ภิกษุณี” อยู่หลายแห่ง ท่านที่สนใจหลักพระวินัยอาจจะไปหาความรู้กับภิกษุณีเหล่านั้นว่า เมื่อตอนบวชมีขั้นตอนการตรวจสอบซักซ้อมอันตรายิกธรรมเหล่านี้หรือเปล่า ทั้งนี้เพื่อความเข้าใจอันดีร่วมกัน
.....................
“อันตรายิกธรรม” ที่ว่ามานี้อาจเรียกว่า “อันตรายิกธรรมทางวินัย” ยังมีอันตรายิกธรรมอีกประเภทหนึ่งไม่เกี่ยวกับทางพระวินัย อาจเรียกว่า “อันตรายิกธรรมทางธรรม” คือการกระทำที่ใครทำเข้าหรือใครเป็นเช่นนั้นก็จะไม่อาจบรรลุมรรคผลในพระพุทธศาสนาได้ (ห้ามมรรคผลนิพพาน) หรือไม่อาจทำกุศลเป็นเหตุให้เกิดในสวรรค์ได้ (ห้ามสวรรค์)
“อันตรายิกธรรม” ส่วนนี้มี ๕ ประการ คือ -
.........................................................
(๑) กรรม : หมายถึงผู้ทำอนันตริยกรรม ๕ อย่าง (ฆ่าบิดา ฆ่ามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป ทำสงฆ์ให้แตกกัน)
(๒) กิเลส : หมายถึงมิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรมชนิดดื้อรั้นถึงที่สุดไม่เปลี่ยนความคิด
(๓) วิบาก : หมายถึงการเกิดในทุคติคือกำเนิดที่ไม่อาจรับรู้คุณธรรมบาปบุญใดๆ ได้ เช่นเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นต้น
(๔) อริยูปวาท : คือการว่าร้ายใส่ร้ายพระอริยะ
(๕) อาณาวีติกกมะ : หมายถึงการที่ภิกษุสามเณรทุศีลจงใจละเมิดสิกขาบทโดยปราศจากความละอายแก่ใจ
ที่มา: สมันตปาสาทิกา ภาค ๒ หน้า ๔ (อรรถกถาปาจิตติยกัณฑ์ สัปปาณกวรรคที่ ๗ สิกขาบทที่ ๘)
.........................................................
ตอนหน้าค่อยว่ากันต่อไปว่า คู่สวดถามอันตรายิกธรรมเสร็จแล้วทำอย่างไรต่อไป
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๖
๑๙:๕๐
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ