มองฉายาพระ (๑)
-----------------------------
เห็นอนาคตพระพุทธศาสนา
...................................
ฉายาพระคืออะไร เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วไม่มีใครสงสัย
แต่ปีนี้ ฉายาพระคืออะไร แทบไม่มีใครรู้จัก
คำว่า “ฉายา” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกความหมายไว้ว่า -
.........................................................
ฉายา ๑ : (คำนาม) เงา, ร่มไม้. (ป.); ชื่อที่พระอุปัชฌาย์ตั้งให้เป็นภาษาบาลีเมื่ออุปสมบท, ชื่อตั้งให้กันเล่น ๆ หรือตามลักษณะที่หมายรู้กันในหมู่คณะ. (ป., ส.).
.........................................................
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต บอกไว้ว่า -
.........................................................
ฉายา : ชื่อที่พระอุปัชฌายะตั้งให้แก่ผู้ขอบวชเป็นภาษาบาลี เรียกว่า ชื่อฉายา ที่เรียกเช่นนี้เพราะเดิมเมื่อเสร็จการบวชแล้ว ต้องมีการวัดฉายาคือเงาแดดด้วยการสืบเท้าว่าเงาหดหรือเงาขยายแค่ไหน ชั่วกี่สืบเท้า การวัดเงาด้วยเท้านั้นเป็นมาตรานับเวลา เรียกว่า บาท เมื่อวัดแล้วจดเวลาไว้และจดสิ่งอื่นๆ เช่นชื่อพระอุปัชฌายะ พระกรรมวาจาจารย์ จำนวนสงฆ์ และชื่อผู้อุปสมบท ทั้งภาษาไทยและมคธลงในนั้นด้วย ชื่อใหม่ที่จดลงตอนวัดฉายานั้น จึงเรียกว่า ชื่อฉายา
.........................................................
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ไม่ได้เก็บคำว่า “ชื่อฉายา” ไว้ ลองแปลกลับเป็นบาลีว่า “นามฉายา” หรือ “ฉายานาม” ก็ไม่มีเก็บไว้เช่นเดียวกัน
ในที่นี้ผมใช้คำว่า “ฉายาพระ” เนื่องจากเห็นว่า “ฉายา” คำเดียวตามพจนานุกรมฯ คนทั่วไปก็มักไม่รู้ว่าเป็น “ชื่อที่พระอุปัชฌาย์ตั้งให้เป็นภาษาบาลีเมื่ออุปสมบท”
คำว่า “ชื่อฉายา” “นามฉายา” หรือ “ฉายานาม” ก็ไม่สื่อความหมายตรงๆ
จึงเสนอคำว่า “ฉายาพระ” ซึ่งชี้เฉพาะไปที่พระทันที และชวนให้ถามต่อไปว่า-อะไรของพระ
ต่อจากนั้น ความหมายของคำว่า “ฉายา” ที่เกี่ยวกับพระก็จะผุดขึ้นในห้วงนึกได้ง่าย
เหตุที่ต้องมี “ชื่อที่พระอุปัชฌาย์ตั้งให้เป็นภาษาบาลีเมื่ออุปสมบท” ก็เพราะในพิธีอุปสมบทจะต้องสวดประกาศข้อความที่เรียกว่า “กรรมวาจา” เป็นภาษาบาลี และข้อความในกรรมวาจานั้นต้องระบุชื่อผู้บวชเป็นภาษาบาลีด้วย ดังนั้นพระอุปัชฌายะจึงต้องตั้งชื่อให้ใหม่เป็นภาษาบาลี
ตัวอย่าง ผมชื่อ “ทองย้อย” คำว่า “ทองย้อย” เอาไปสวดกรรมวาจาไม่ได้เพราะเป็นคำไทย กรรมวาจาสวดเป็นคำบาลี พระอุปัชฌาย์จึงตั้งชื่อให้ใหม่เป็นภาษาบาลีว่า “วรกวินฺโท” อ่านว่า วะ-ระ-กะ-วิน-โท แปลว่า “จอมกวีผู้ประเสริฐ”
คำว่า “วรกวินฺโท” จึงเป็น “ฉายาพระ” ของผมตลอดเวลาที่ยังเป็นพระอยู่ เมื่อเขียนชื่อภาษาไทยก็จะต้องเอ่ย “ฉายาพระ” ควบไปด้วยเสมอ เป็น -
พระมหาทองย้อย วรกวินฺโท
ถามว่า แล้วพระไม่ต้องใช้นามสกุลหรือ?
คำถามนี้แหละครับเป็นต้นเหตุให้ผมเขียนเรื่องนี้
....................
ทุกคนเกิดในครอบครัว หรือที่เรียกว่า “สกุล” คือชายหญิงครองคู่กัน แล้วเกิดลูกออกมา ลูกไม่ได้เป็นพระมาตั้งแต่เกิด
เดิมทีคนไทยไม่ได้ใช้นามสกุลต่อท้ายชื่อ มีแต่ชื่อเฉยๆ อยากรู้ว่าเป็นใครก็เรียกอาชีพ หรือถิ่นที่อยู่ หรือลักษณะเด่นประจำตัวควบไปกับชื่อ เช่น -
จัน ช่างไม้
ใจ ช่างเหล็ก
เจ๊ก เขียงหมู
จู หัวเขา
เจ่า ขาเป๋
ถ้าชื่อซ้ำกัน คำที่เรียกเสริมท้ายก็จะเป็นเครื่องบงชี้ไปในตัว เช่นคนชื่อจันมี ๒ คน ถามว่าจันไหน บอกว่า จัน ช่างไม้ ก็เป็นอันรู้กันว่าจันนี้ ไม่ใช่จันโน้น
มาถึงรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมีกำหนดให้คนไทยมีนามสกุล เราจึงใช้นามสกุลต่อท้ายชื่อกันตั้งแต่นั้นมา เป็นการบ่งบอกว่าคนคนนี้อยู่ในสกุลนี้หรือเป็นคนในสังกัดของสกุลนี้
ครั้นมาถึงการบวช หลักการดั้งเดิมของการบวชก็คือ “อคารสฺมา อนคาริยํ” แปลว่า “จากเรือนไปสู่ความเป็นผู้ไม่มีบ้านเรือน” คือออกจากสังกัดของสกุลไปสู่สถานะบรรพชิตในพระพุทธศาสนา
ถ้าเรียกเป็นสกุลก็คือเข้าไปสังกัดสกุลใหม่ คือศากยสกุล หรือที่คำบาลีเรียกว่า “สมณา สกฺยปุตฺติยา” แปลว่า “พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร”
เมื่อถือตามหลักนี้ พระก็จึงไม่ต้องใช้นามสกุล เพราะไม่ได้อยู่ในสังกัดของสกุลไหนอีกแล้ว
ตรงนี้ก็ไปสอดคล้องกับแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องให้แยกอำนาจรัฐออกจากศาสนา
นามสกุล นั่นคืออำนาจรัฐ
ฉายาพระ นี่คืออำนาจของศาสนา
โปรดย้อนไปดูชื่อพระในสมัยเก่า เราจะพบชื่อตามด้วยฉายาทั้งนั้น
พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อ้วน ติสฺโส
สมเด็จพระวันรัต เฮง เขมจารี
พระมหาเจริญ สุวฑฺฒโน
สุชีโว ภิกขุ
ปัญญานันทภิกขุ
ฯลฯ
ท่านเหล่านี้ไม่มีใครสนใจว่าท่านนามสกุลอะไร
แต่ตกมาถึงสมัยนี้ พระรุ่นใหม่-โดยเฉพาะพระที่เรียนมหาวิทยาลัย-ใช้นามสกุลต่อท้ายชื่อกันทั้งนั้น ไม่ใช้ฉายาพระ จนไม่รู้ว่าท่านมีฉายาพระว่าอย่างไร
เหตุผลก็คงมีเป็นกระบุง เช่น-มันเป็นระเบียบของทางราชการ
นึกออกไหมครับ แบบฟอร์มทะเบียนราษฎร์ของทางราชการ คำนำหน้าชื่อจะเป็น นาย นาง นางสาว
เพราะฉะนั้น ถ้าเอาชื่อพระไปลงทะเบียน ก็จะปรากฏชื่อออกมาว่า
นาย พระมหาทองย้อย
แบบฟอร์มมันไม่รับรู้ว่าใครเป็นชาวบ้านใครเป็นชาววัด
แต่คนเขียนโปรแกรมสร้างแบบฟอร์มสามารถรับรู้ได้
แต่ไม่มีใครคิดจะสร้างแบบฟอร์มสำหรับพระโดยเฉพาะ
นักอุดมคติ-แยกอำนาจรัฐออกจากศาสนา-เคยมองปัญหานี้ด้วยหรือเปล่า
นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นต้นเหตุให้ผมเขียนเรื่องนี้
ขมวดเป็นปัญหาว่า -
เรามีความรู้เรื่อง “ฉายาพระ” กันมากน้อยแค่ไหน
การใช้ชื่อพระในเอกสารหลักฐานทั้งหลายควรเป็นอย่างไร
ฟังดูไม่น่าจะยาก
แต่น่าจะยาวครับ
----------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๖
๑๓:๑๙
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ