คิดไปเขียนไป (๑๐)

------------------

ต้นเหตุของบทความชุดนี้มาจาก-ผมคิดถึงแนวคิดที่ว่า 

.........................................................

ไม่ว่าเราจะเก่งแค่ไหน

ไม่ว่าเราจะดีแค่ไหน

ถ้าไปอยู่ในที่ซึ่งไม่มีใครเห็นคุณค่าของเรา

เราก็ไร้ค่า

เพราะฉะนั้น อย่าอยู่ในที่ที่ไม่มีเห็นใครเห็นคุณค่าของเรา

แต่จงอยู่ในที่ที่มีคนเห็นคุณค่าของเรา

.........................................................

แก่นของแนวคิดนี้-ซึ่งขอเรียกว่า “แนวคิดทางโลก”-คือ -

อย่าอยู่ในที่ที่ไม่มีเห็นใครเห็นคุณค่าของเรา

แต่แก่นของเนรุชาดก-ซึ่งขอเรียกว่า “แนวคิดทางธรรม”-คือ -

อย่าอยู่ในที่ที่ไม่แยกแยะว่าใครดีใครเลว

แนวคิดทางโลกนั้นเอาตัวเอง-คือคุณค่าของเรา-เป็นศูนย์กลาง

อยู่ที่ไหนไม่มีคนเห็นคุณค่าของเรา อย่าอยู่

อยู่ที่ไหนมีคนเห็นคุณค่าของเรา จงอยู่

จะเห็นได้ว่า ไม่ได้เล็งถึงประโยชน์ของสังคมที่เราอยู่ แต่เล็งถึงประโยชน์ของเราเอง 

ประโยชน์ของเราเองก็คือมีคนเห็นคุณค่าของเรา

เราจะทำประโยชน์ให้สังคม

แต่เราเรียกร้องให้สังคมเห็นคุณค่าของเราก่อนเราจึงจะทำ

ถ้าสังคมไม่เห็นคุณค่าของเรา เราก็จะไม่ทำ

......................

ผมนึกถึงอะไร?

ผมนึกถึง “ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม”

ในการบริจาคทรัพย์เพื่อทำบุญหรือเพื่อการกุศลสาธารณะ จะมีผู้บริจาค ๒ ประเภท คือ ออกนามผู้บริจาคประเภทหนึ่ง และแสดงความประสงค์ไม่ให้ออกนามประเภทหนึ่ง 

ออกนามผู้บริจาค-เป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นวิสัยของโลก ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ทั้งยังมีส่วนหนึ่งมิใช่ออกนามแต่เพียงวาจา แต่แสดงเจตนาให้จารึกชื่อเสียงเรียงนามให้ปรากฏด้วย และบางทีผู้บริจาคไม่ได้แสดงเจตนาอะไร แต่ผู้รับบริจาคไปจัดการจารึกนามไว้ให้เองก็มี นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาอีกเหมือนกัน

การออกชื่อจารึกนามนี้มองได้ ๒ มุม 

มุมหนึ่งอาจมองว่าเป็นการอวด อย่างที่ว่าทำบุญเอาหน้า 

แต่อีกมุมหนึ่ง-ผมเคยได้ยินผู้อธิบายน่าฟังดี คือเขาบอกว่า ที่ออกนามหรือจารึกนามให้ปรากฏ ไม่ใช่อวด แต่เพื่อให้คนทั้งหลายได้อนุโมทนา เป็นการเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้ทำบุญอีกวิธีหนึ่ง ทั้งเป็นการจูงใจคนที่พอมีกำลังให้เกิดกุศลจิตอยากบริจาคเช่นนั้นบ้างด้วยก็ได้ นี่คือมองในแง่ดี

ส่วนผู้บริจาคประเภทที่ไม่ประสงค์จะออกนาม ต้องถือว่าเป็นประเภทพิเศษ เจตนาบริสุทธิ์แท้ นับเข้าในพวกปิดทองหลังพระ ใครจะรู้หรือไม่รู้ เห็นหรือไม่เห็น ไม่เป็นประมาณ 

ตรงจุดนี้แหละที่ผมนึกถึง คือนึกถึงว่า-นี่ไงคนที่มุ่งทำประโยชน์โดยไม่เรียกร้องให้ใครมาเห็นคุณค่าของเราเสียก่อน จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่แค่-ไม่เรียกร้องให้ใครมาเห็นคุณค่า หากแต่ไม่ต้องการให้ใครมาเห็นคุณค่าด้วยซ้ำไป

ทำไมแนวคิดทางโลกจึงไม่คิดอย่างนี้กันให้มากๆ-อยู่เพื่อทำประโยชน์ ไม่ใช่อยู่เพื่อให้ใครมาเห็นคุณค่าของเรา

.........................................................

อยู่เพื่อทำประโยชน์

ไม่ใช่อยู่เพื่อให้ใครยกย่อง

.........................................................

ขอให้นึกถึงคนที่โลกยกย่องซึ่งมีอยู่ทั่วโลก ในเวลาที่คนเหล่านั้นลงมือสร้างสรรค์ผลงาน เขาเรียกร้องให้ใครๆ เห็นคุณค่าของเขาก่อนกระนั้นหรือ?

......................

คราวนี้ลองพิจารณาแนวคิดทางธรรมจากเนรุชาดก

แนวคิดทางธรรมไม่ได้เรียกร้องให้ใครเห็นคุณค่าของตัวเอง หากแต่เรียกร้องให้ใครๆ รู้จักแยกแยะว่าใครเป็นใคร อะไรเป็นอะไร แล้วปฏิบัติต่อผู้นั้นสิ่งนั้นให้ถูกให้ควรแก่ฐานะ

การรู้จักแยกแยะเป็นสิ่งจำเป็นมากในการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม 

คนดีกับคนเลวควรได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน

อันที่จริง หลักการของแนวคิดทางธรรมนั้นถอยไปตั้งหลักเบื้องต้นกันที่-อย่างไรคือคนดี อย่างไรคือคนเลว ตั้งหลักกันตรงนั้นก่อน

เมื่อได้หลักที่ถูกต้องแล้ว จึงใช้หลักนั้นเข้าไปแยกแยะ

ยกตัวอย่าง “หลัก” เท่าที่นึกได้ในขณะเขียนนี้ -

.........................................................

นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ

กตญฺญูกตเวทิตา

ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี

......................

อิธ  ภิกฺขเว  พาโล 

ทุจฺจินฺติตจินฺตี  จ  โหติ

ทุพฺภาสิตภาสี  จ

ทุกฺกฏกมฺมการี จ.

คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว คือคนเลว

.........................................................

นี่คือหลักตัดสินว่าใครดีใครเลว

ไม่ใช่ว่า-

ใครเห็นคุณค่าของเรา คนนั้นเป็นคนดี

ใครไม่เห็นคุณค่าของเรา คนนั้นเป็นคนเลว

ไม่ใช่อย่างนี้แน่นอน

......................

ต้นเรื่องที่พระพุทธองค์ตรัสเนรุชาดกก็คือ ภิกษุรูปหนึ่งไปอยู่ในหมู่บ้านที่ผู้คนไม่รู้จักแยกแยะว่าหลักคำสอนแบบไหนถูกผิดอย่างไร ใครสอนถูกสอนผิดอย่างไรก็นับถือไปหมด

เหมือนเนรุบรรพตที่แยกแยะไม่ได้ว่าสัตว์ชนิดไหนเป็นชนิดไหน เพราะเป็นสีทองเหมือนกันหมด

พระพุทธองค์ตรัสแก่ภิกษุรูปนั้นว่า -

.........................................................

โปราณกปณฺฑิตา  ติรจฺฉานโยนิยํ  นิพฺพตฺตาปิ  คุณาคุณํ  อชานนฺเตหิ  สทฺธึ  เอกทิวสํปิ  น  วสึสุ  ตฺวํ  อตฺตโน  คุณาคุณํ  อชานฏฺฐาเน  กสฺมา  วสิ.

บัณฑิตแต่ปางก่อนแม้เกิดในกำเนิดเดียรฉาน ก็ไม่อยู่ร่วมแม้เพียงวันเดียวกับพวกที่ไม่รู้ว่าตัวไหนดีตัวไหนชั่ว เหตุไฉนเธอจึงไปอยู่ในถิ่นที่ผู้คนไม่รู้จักคุณและโทษของเธอเล่า

- เนรุชาดก ชาตกัฏฐกถา ภาค ๕ หน้า ๒๘ 

.........................................................

“ในถิ่นที่ผู้คนไม่รู้จักคุณและโทษของเธอ” แปลจากคำบาลีว่า “อตฺตโน  คุณาคุณํ  อชานฏฺฐาเน” 

คำบาลีท่อนนี้ พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม แปลไว้ว่า “ในสำนักของคนที่ไม่รู้จักคุณและมิใช่คุณของตน”

“ของตน” แปลจากคำว่า “อตฺตโน” 

ในที่นี้ “อตฺตโน” หมายถึงตัวภิกษุรูปนั้น ผมจึงแปลระบุลงไปว่า “ของเธอ” 

“เธอ” คือคำที่พระพุทธองค์ทรงเรียกภิกษุรูปนั้น

“คุณาคุณํ” แปลทับศัพท์ว่า “คุณและมิใช่คุณ” ดังที่พระไตรปิฎกฯ แปลไว้ 

“คุณาคุณํ” แยกศัพท์เป็น คุณ + อคุณ

“คุณ” ทับศัพท์ว่า “คุณ” หมายถึงคุณงามความดี หรือคุณธรรมที่มีอยู่ในตัว

“อคุณ” แปลว่า “มิใช่คุณ” มีความหมายตรงกันข้ามกับคุณ คือหมายถึง โทษ ความเสียหาย ความเลว

คำว่า “คุณาคุณํ” ในประโยคนี้ดูเหมือนจะสอดคล้องหรือสอดรับกับคำว่า “คุณค่า” ในแนวคิดทางโลกที่ว่า-ที่ที่มีเห็นคุณค่าของเรา หรือไม่เห็นคุณค่าของเรา 

แต่ความหมายของศัพท์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

“ที่ที่มีเห็นคุณค่าของเรา” มุ่งถึงเห็นความดีของเรา คือต้องการให้เขาเห็นว่าเราเป็นคนดี เป็นคนมีค่า ไม่ได้เล็งถึงความไม่ดีหรือความเลวของเรา

ตรงกันข้าม-ความไม่ดีหรือความเลวของเรา ขออย่าให้มีใครรู้เป็นดีที่สุด-นี่คือแนวคิดทางโลก

แต่ “คุณาคุณํ” ไม่ใช่เช่นนั้น

“คุณาคุณํ” หมายความว่า เรามีความดี เขาก็รู้ เรามีความเลว เขาก็รู้ คือรู้ทั่วทั้งสองด้าน ไม่ใช่รู้ด้านเดียว

ความหมายในภาพรวมก็คือ-รู้ตามความเป็นจริง

เอาไปใช้กับแนวคิดทางโลกที่ว่ากันมา ก็ต้องพูดใหม่

คือต้องพูดว่า เราจะเก่งจะดีแค่ไหน หรือไม่เก่งไม่ดีแค่ไหน ไปอยู่ไหนก็มีคนรู้ความจริงทั้งหมด เรามีคุณค่า เขาก็รู้ว่าเรามีคุณค่า เราไม่มีคุณค่า เขาก็รู้ว่าเราไม่มีคุณค่า

ต้องปรับแนวคิดเป็นอย่างที่ว่านี้จึงจะสมเหตุสมผล

ตัวเราเองนั่นแหละ-แน่ใจแล้วหรือว่ามีคุณค่า ถ้าเราไม่มีคุณค่า แต่ไปเกณฑ์ให้เขาเห็นคุณค่า ก็จะผิดจากความเป็นจริง 

เราไม่มีคุณค่า แต่เขาเข้าใจผิด เห็นไปว่าเรามีคุณค่า เราอยู่กับคนที่ไม่รู้ความจริงแบบนี้ เราจะภาคภูมิใจได้หรือ

เอามาใช้กับกรณีของชาวบ้านที่ภิกษุรูปนั้นไปจำพรรษาอยู่ ก็หมายถึงว่า พวกที่มาสอนลัทธิต่างๆ นั้น สอนถูก ชาวบ้านก็รู้ว่าถูก สอนผิด ชาวบ้านก็รู้ว่าผิด

แต่ชาวบ้านพวกนั้นไม่มีความรู้เช่นนี้ นั่นคือแยกถูกแยกผิดไม่ได้ เพราะไม่มีปัญญาที่จะแยก จึงนับถือแบบมั่วไปหมด 

พระพุทธองค์จึงตรัสกับภิกษุรูปนั้นว่า-แบบนี้ เธอไปอยู่กับเขาได้อย่างไร

อนึ่ง โปรดระลึกว่า การแยกแยะและปฏิบัติกับคนให้ถูกกับสถานะนั้น เป็นคนละเรื่องกับการแบ่งชั้นวรรณะและความเสมอภาคนะครับ 

อย่าเอาไปปนกัน เดี๋ยวมั่ว

-------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๕ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๐:๑๙ 

[full-post]

คิดไปเขียนไป,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.