มองฉายาพระ (๙)

-----------------------------

เห็นอนาคตพระพุทธศาสนา 

...................................

ที่บรรยายมาในตอนก่อนเป็นพิธีอุปสมบท บอกลำดับพิธีเพื่อให้ผู้ที่เข้าไปนั่งดูอยู่ในโบสถ์พอรู้ว่า ที่กำลังเห็นนั้นคือตอนไหน ทำอะไร และบอกคำสวดกรรมวาจาพร้อมทั้งคำแปลเพื่อให้พอรู้ว่า ที่กำลังได้ยินนั้นพระท่านสวดอะไร มีความหมายอย่างไร

เรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกชนิดหนึ่ง คือสังคมไทยมีประเพณีการบวชมาช้านาน แม้ปัจจุบันนี้ก็ยังทำกันอยู่ แต่คนส่วนมากไม่รู้ไม่เข้าใจรายละเอียดในขั้นตอนการปฏิบัติ 

อย่างที่ผมบอกในตอนก่อนโน้นว่า-มีศรัทธาที่จะทำ แต่ไม่มีปัญญาในเรื่องที่ทำ

.....................

ทีนี้ก็มาทำความเข้าใจในบางประเด็น

บวชเณร สำเร็จเป็นองค์เณรเมื่อรับไตรสรณคมน์จบบทว่า ตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

บวชพระ สำเร็จเป็นองค์พระตอนไหน?

เรื่องนี้มีคำบอกกันมานานแล้วว่า สำเร็จเป็นองค์พระเมื่อพระคู่สวดสวดจบข้อความว่า “โส ภาเสยฺย” เป็นครั้งที่สาม

ทบทวนหน่อยนะครับ

กรรมวาจาบวชพระ จำกันสั้นๆ ว่า “ญัตติ ๑ อนุสาวนา ๓” รวมเป็น ๔

“ญัตติ” คือข้อเสนอเพื่อพิจารณา

“อนุสาวนา” คือถามความเห็น หรือขอมติ

พิธีบวชพระในปัจจุบันเรียกเป็นศัพท์วิชาการว่า “ญัตติจตุตถกัมมวาจาอุปสัมปทา” แปลสั้นๆ ว่า “-มีกรรมวาจาเป็นที่สี่” 

พิธีอุปสมบทมีลำดับการสวด ๕ วาระ

.........................................................

แจ้งญัตติต่อที่ประชุม นับเป็นวาระที่ ๑

ถามแล้วรอคำตอบครั้งที่ ๑ นับเป็นวาระที่ ๒

ถามแล้วรอคำตอบครั้งที่ ๒ นับเป็นวาระที่ ๓

ถามแล้วรอคำตอบครั้งที่ ๓ นับเป็นวาระที่ ๔

ประกาศมติที่ประชุม-อนุมัติให้เป็นภิกษุ นับเป็นวาระที่ ๕

.........................................................

การสวดกรรมวาจาคือถามความเห็นนี้ จะถามแล้วรอคำตอบ ๓ ครั้ง คือสวดกรรมวาจา ๓ เที่ยว กรรมวาจาเที่ยวที่สามนับเป็นวาระที่สี่ ดังนี้แหละจึงเรียกว่า “-มีกรรมวาจาเป็นที่สี่”

การถามแล้วรอคำตอบทั้ง ๓ ครั้ง จะจบลงด้วยคำว่า “ยสฺส นกฺขมติ โส ภาเสยฺย” 

.........................................................

ยสฺส นกฺขมติ 

ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วย

โส ภาเสยฺย

ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงขึ้น

.........................................................

ตามหลักจริงๆ แล้ว พอจบคำว่า “โส ภาเสยฺย” แต่ละเที่ยว จะต้องเว้นวรรคนานกว่าปกตินิดหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาส-หากจะมีภิกษุรูปใดทักท้วง เมื่อไม่มีเสียงทักท้วงจึงสวดเที่ยวต่อไป

.....................

ตรงนี้ก็ต้องรู้ธรรมเนียมการออกเสียงหรือลงมติของสงฆ์ กล่าวคือธรรมเนียมลงมติของสงฆ์ในพระพุทธศาสนา -

เห็นชอบ นิ่ง

ไม่เห็นชอบ ทักท้วง

เห็นชอบ ไม่ต้องยกมือหรือเอ่ยถ้อยคำ-เห็นชอบครับ เห็นด้วยครับ 

แต่ใช้กิริยาสงบนิ่ง นิ่ง = เห็นชอบ

ในคัมภีร์จะพบทั่วไป เวลามีผู้นิมนต์พระไปในกิจต่างๆ จะบอกว่า “ตุณฺหีภาเวน” แปลว่ารับโดยดุษณีภาพ ไม่ต้องพูดอะไร หรือแม้แต่ทำกิริยาพยักหน้า ก็ไม่ต้อง นิ่งก็เป็นอันรู้กันว่ารับนิมนต์

นี่คือที่มาของคำว่า “การนิ่งคือการยอมรับ”

ธรรมเนียมอีกอย่างหนึ่งที่ควรรู้ก็คือ ธรรมเนียม “สามครั้งเป็นที่สุด” 

จะตักเตือน จะทักท้วง จะห้ามปราม จะยืนยัน จะยอมรับ สรุปว่า-ไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าถึง ๓ ครั้งถือว่าเป็นที่สุด ไม่มีครั้งที่ ๔

ในสำนวนบาลี --

ครั้งแรก เป็นข้อความที่ยกขึ้นพูด 

ครั้งที่สอง จะนำด้วยคำว่า “ทุติยมฺปิ” แปลว่า “ครั้งที่สอง” แล้วพูดซ้ำข้อความเดิม

ครั้งที่สาม จะนำด้วยคำว่า “ตติยมฺปิ” แปลว่า “ครั้งที่สาม” แล้วพูดซ้ำข้อความเดิม

.....................

ขอให้นึกถึงเวลาเราสวดไตรสรณคมน์ -

พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ

ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ

สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

แล้วต่อด้วย ทุติยมฺปิ พุทฺธํ ...

แล้วต่อด้วย ตติยมฺปิ พุทฺธํ ...

หมดแค่รอบที่สาม ตติยมฺปิ ไม่มีรอบที่สี่

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ตติยํ” ว่า the third time decides (ครั้งที่สามเป็นครั้งตัดสิน) 

บางทีใช้คำว่า “ตติยวาร” แปลว่า “วาระที่สาม” พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปลว่า at last (ในที่สุด คือครั้งสุดท้าย)

ที่เรามักสงสัยกันว่า “ว่า” อะไรก็มักว่า ๓ ครั้ง ตัวเลข “๓ ครั้ง” มาจากไหน คงพอจะได้เค้าแล้วนะครับ

.....................

ย้อนไปที่คำว่า “โส ภาเสยฺย” ฟังแต่เสียง น้ำหนักจะไปตกที่คำว่า “โสภา” อันเป็นคำที่เราคุ้นในภาษาไทย แปลว่า สวย งาม ดี

แต่ “โสภา” คำนี้ไม่ใช้ “โสภา” คำนั้น เป็นคนละคำกัน ที่มาต่างกัน

“โส” แปลว่า “ผู้นั้น” คือที่คำฝรั่งว่า He

“ภาเสยฺย” แปลตามศัพท์ว่า “พึงพูด” แปลตามอรรถรสของภาษาในเรื่องนี้ว่า “พึงทักท้วง”

.........................................................

โส ภาเสยฺย

ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงขึ้น

.........................................................

เป็นอันว่า --

จบ “โส ภาเสยฺย” ครั้งที่หนึ่ง เป็นการบอกให้รู้ตัว

จบ “โส ภาเสยฺย” ครั้งที่สอง เป็นการเตือนให้คิด

จบ “โส ภาเสยฺย” ครั้งที่สาม เป็นการตกลงใจ

เมื่อจบ “โส ภาเสยฺย” ครั้งที่สามแล้วยังสงบนิ่ง ก็แปลว่าเห็นชอบ

การบวชเป็นพระจึงได้รับความเห็นชอบจากสงฆ์ คือสำเร็จเป็นองค์พระเมื่อพระคู่สวดสวดจบ “โส ภาเสยฺย” ครั้งที่สาม ด้วยเหตุผลดังว่ามานี้

น่าจะยังมีเรื่องต้องคุยกันต่ออีก

ตอนหน้าครับ

---------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๗:๕๑

[full-post]

มองฉายาพระ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.