สกาพุทธิ (๘)

------------

วิเทหดาบสโดนเข้าไปหมัดหนึ่ง ก็ “เกิดอาการ” ความตอนนี้อยากให้ญาติมิตรได้อ่านต้นฉบับบาลี ท่านบรรยายไว้ด้งนี้ -

.........................................................

วิเทหตาปโส  เอวํ  ครหิยมาโน  ครหํ  อสหนฺโต  ปฏิปกฺโข  หุตฺวา  

วิเทหดาบสถูกตำหนิเช่นนี้ ทนคำตำหนิไม่ได้ จิตใจก็เกิดเป็นปฏิปักษ์ขึ้นมา

.........................................................

“ปฏิปกฺโข  หุตฺวา” ถอดใจออกมาพูดก็น่าจะตรงกับคำว่า ... อย่างนี้ก็คบกันไม่ได้แล้ว

วิเทหดาบสตอบคำของคันธดาบสว่า -

.........................................................

อาจริย  ตุมฺเห  อตฺตโน  โทสํ  อทิสฺวา  มยฺหเมว  โทสํ  ปสฺสถ  

ท่านอาจารย์ไม่มองโทษของตัวเอง มองแต่โทษของกระผมเท่านั้น

นนุ  ตุมฺเห  กึ  เม  ปเรน โอวทิเตน  อตฺตานเมว  โอวทิสฺสามีติ  รชฺชํ  ฉฑฺเฑตฺวา  ปพฺพชิตา  

ท่านอาจารย์คิดว่า ป่วยการที่จะไปอบรมสั่งสอนคนอื่น สั่งสอนตัวเองดีกว่า ทิ้งราชสมบัติออกมาบวชก็เพราะคิดอย่างนี้มิใช่หรือ

ตุมฺเห  อิทานิ  มํ  กสฺมา  โอวทถ.

ก็แล้วตอนนี้ทำไมเกิดจะมาอบรมสั่งสอนกระผมอีกเล่า

.........................................................

ว่าแล้ววิเทหดาบสก็สวนกลับด้วยคาถาบทที่สอง -

.........................................................

หิตฺวา คนฺธารวิสยํ

ปหูตธนปานิยํ

ปสาสนิโต  นิกฺขนฺโต

อิธ ทานิ ปสาสสิ. (๒๗/๑๐๔๔)

ท่านละทิ้งดินแดนคันธารรัฐ

ที่มีทรัพย์สมบัติเนืองนอง

หนีจากหน้าที่ปกครองในราชธานี

บัดนี้ยังจะมาปกครองในป่านี่อีกหรือ

.........................................................

เรียกว่าแลกกันหมัดต่อหมัดนั่นเลย

ดูวิธีตอบของวิเทหดาบส หลายคนคงรู้สึกสะใจ-มันต้องยังงี้ มันต้องสวนกลับให้ทันเกมแบบนี้

แต่ถ้าเฉลียวใจคิดสักนิดจะเห็นว่า ตอบแบบนี้ยังไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย

เขาถามว่า ทิ้งเพชร แล้วทำไมยังมาเก็บก้อนกรวด 

ตัวมีเหตุผลอะไรก็ตอบเขาไปสิ ที่มาเก็บกรวดก็เพราะเหตุผลอย่างนี้ ๑ ๒ ๓ อธิบายไป

กลับไปยกเอาการกระทำของเขาขึ้นถ่วง-ทีคุณละทำไมทำอย่างนี้ได้

การตอบแบบนี้ ผมเรียกว่า “ทฤษฎีคาน” 

......................

ขออนุญาตแวะข้างทางนะครับ

“ทฤษฎีคาน” หมายถึง การยกเอาเรื่องหนึ่งขึ้นมาคาน คือถ่วงอีกเรื่องหนึ่งโดยไม่ต้องแก้ปัญหา

เช่น พระเจิมป้ายทักท้วงพระขับรถไปไหนมาไหนเองว่า พระขับรถไม่มีในพระไตรปิฎก 

พระขับรถก็โต้กลับไปว่า พระเจิมป้ายก็ไม่มีในพระไตรปิฎก 

ทฤษฎีคานแบบนี้มีผู้นิยมใช้กันมาก และเมื่อใช้ไปแล้วก็ออกจะรู้สึกเท่หน่อยๆ ด้วย-เป็นทำนองว่า เรานี่สวนกลับได้ไม่เลวนะ 

แต่ถ้าใช้สติพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า ทฤษฎีแบบนี้เป็นมหาภัยอย่างยิ่ง 

ดูกันง่ายๆ ตามตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่า เมื่อยกเอาเรื่องพระเจิมป้ายมาคานแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็จะต้องเงียบไป 

พระเจิมป้ายจะไปว่าพระขับรถก็ไม่ได้ เพราะตัวเองก็ไม่มีในพระไตรปิฎกจริงๆ

พระขับรถก็สบายไป ไม่ต้องกลัวใครจะมาว่าอะไรอีก 

พระเจิมป้ายก็เจิมป้ายต่อไปอย่างสบาย

พระขับรถก็ขับรถต่อไปอย่างสบาย 

จะเห็นได้ว่า ปัญหาเรื่องพระขับรถและพระเจิมป้ายยังไม่ได้ถูกพิจารณาอะไรเลย 

จะผิดหรือไม่ผิด 

จะถูกหรือไม่ถูก 

ไม่มีใครพูดถึง 

ถ้าถูกก็ถูกไป 

ถ้าผิดก็ยังคงผิดต่อไป ไม่ได้รับการแก้ไข

การปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ไม่ใช่วิธีของพระพุทธเจ้า 

วิธีของพระพุทธเจ้าคือ เหตุเกิดที่ไหน ทำให้สงบที่นั่น 

แต่วิธีของทฤษฎีคานไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา หากแต่เป็นวิธียกเอาปัญหาหนึ่งมากลบอีกปัญหาหนึ่ง 

จากปัญหาเดียวที่ยังไม่ได้แก้ 

กลายเป็น ๒ ปัญหาที่ยังไม่ได้แก้

แล้วก็จะมีปัญหาที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ เกิดขึ้นมาอีก และยังไม่ได้แก้อีกเรื่อยไป

เวลานี้เกิดทฤษฎีคานอีกแบบหนึ่ง 

นั่นคือ เวลาใครยกปัญหาอะไรขึ้นมาตั้งเพื่อชี้ให้กันดู และเพื่อช่วยกันแก้ ก็จะมีคนยกปัญหาอีกอย่างหนึ่งขึ้นมาคาน โดยบอกว่า ปัญหานั้นนะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย ปัญหานี้สิใหญ่กว่า 

หลักของทฤษฎีคานแบบนี้ก็คือ เหยียบความสำคัญของปัญหาหนึ่งให้เล็กลงไป เพื่อยกความสำคัญของอีกปัญหาหนึ่งให้ใหญ่ขึ้น 

ถ้ายังไม่เห็นชัด ขอพูดอีกแง่หนึ่งซึ่งอาจเห็นได้ชัดกว่า 

ตัวอย่างเช่น ถ้าใครยกปัญหาต่างศาสนาจะมาเบียดเบียนพระพุทธศาสนาขึ้นมาพูด ก็จะมีคนยกปัญหาความประพฤติเสื่อมเสียของชาวพุทธเองขึ้นมาคาน โดยบอกว่า นี่ต่างหากคือภัย ที่คุณว่านั่นนะไม่ใช่ภัยหรอก 

อ้าว กลายเป็นว่ามาคอยถ่วงรั้งกันไว้เสียฉิบ 

คนที่เขาเห็นภัยจากต่างศาสนาก็ทำงานไม่ได้ถนัด เพราะมีคนยกเอาเรื่องอลัชชีขึ้นมาถ่วงไว้

คนที่จะทำงานขจัดอลัชชีให้หมดไปจากพระศาสนาก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะมัวเสียเวลาไปเถียงกับพวกเห็นภัยจากต่างศาสนา

ทำไมจะต้องทำอย่างนั้น? 

ใครเห็นว่าพวกอลัชชีคือตัวทำลายศาสนา ก็ตั้งหน้าตั้งตากำจัดอลัชชีไปสิ จะต้องมาห่วงคนที่เห็นภัยจากต่างศาสนาทำไม 

คนที่เห็นภัยจากต่างศาสนาก็ทำงานของตัวไป อย่าไปขวางทางคนที่จะกำจัดอลัชชี 

นั่นคือต่างฝ่ายต่างก็ทำงานแก้ปัญหาที่ตัวมองเห็นไป ไม่ไปขวางทางกันและกัน 

แบบนี้จะไม่ดีกว่าหรือ?

เมื่อมักจะมีคนใช้ทฤษฎีคานอยู่เช่นนี้ ผลที่เกิดขึ้นคืออะไร?

ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข เพราะมัวแต่คานกันอยู่นั่นแล้ว 

คนที่เห็นว่ามะเร็งเป็นโรคร้ายคร่าชีวิตมนุษย์ ก็ด่าคนที่ไปมัวสนใจเรื่องอุบัติเหตุ

คนที่เห็นว่าอุบัติเหตุคร่าชีวิตมนุษย์ ก็ด่าคนที่ไปมัวสนใจเรื่องมะเร็ง 

ทั้งมะเร็งและอุบัติเหตุล้วนคร่าชีวิตมนุษย์ทั้งนั้น

ช่วยกันแก้ปัญหาทั้ง ๒ เรื่องไปพร้อมๆ กันจะไม่ดีกว่าหรือ?

-----------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๒:๕๖ 

[full-post]

สกาพุทธิ,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.