เรื่องพระรูปเดียว (๖)-จบ

------------------------

หลักการศึกษาเรื่องกฐิน

กฐินเป็นพุทธานุญาตพิเศษเพื่อการผลัดเปลี่ยนผ้าประจำปีของภิกษุ เรื่องกฐินมีมาในคัมภีร์ เพราะฉะนั้น แหล่งที่จะศึกษาก็ต้องไปตั้งหลักกันที่คัมภีร์

กรณีที่มีการปฏิบัติไม่ตรงกัน ก็ต้องตรวจสอบศึกษาจากคัมภีร์ ขั้นตอนควรเป็นดังนี้ -

     ๑. ตั้งทฤษฎี คือยกการปฏิบัติที่แตกต่างกันขึ้นตั้งเป็นหลัก

     ๒. เสนอหลักฐาน คือการปฏิบัติเช่นนั้นๆ มีแสดงไว้ในคัมภีร์ไหน ยกมาอ้างเป็นหลักฐาน

     ๓. พิสูจน์หลักฐาน คือตรวจสอบว่าหลักฐานที่ยกมาอ้างนั้นถูกต้องกับการปฏิบัตินั้นๆ หรือไม่อย่างไร 

ขั้นพิสูจน์หลักฐานนี้อาจแบ่งออกเป็น -

          ๓.๑ ป้องกันหลักฐานฝ่ายตน คือพิสูจน์ว่าหลักฐานที่ยกมาสนับสนุนนั้นถูกต้องและตรงกับที่อ้าง

          ๓.๒ หักล้างหลักฐานฝ่ายแย้ง คือพิสูจน์ว่าหลักฐานที่ขัดแย้งกับทฤษฎีนั้นๆ เป็นหลักฐานที่ไม่ถูกต้องหรือฟังไม่ขึ้นอย่างไร

นั่นคือ จะป้องกันหลักฐานฝ่ายตนอย่างเดียว ปล่อยให้หลักฐานฝ่ายแย้งยังคงเสนอตัวอยู่โดยไม่สามารถหักล้างได้ เช่นนี้ ไม่ควร

          ๓.๓ ถ้าทั้งหลักฐานฝ่ายตน ทั้งหลักฐานฝ่ายแย้ง ไม่สามารถหักล้างกันและกันได้ คือต่างก็เป็น “หลักฐานที่มีหลักฐาน” ทั้งสองฝ่าย กรณีเช่นนี้ก็ต้องให้คณะสงฆ์อันเป็นองค์กรปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า จะเลือกปฏิบัติตามหลักฐานฝ่ายไหน

     ๔. การปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวนี้ มิใช่เพื่อจะชี้หน้ากันว่าใครผิดใครถูก แต่เพื่อนำไปสู่หลักความรู้ที่เห็นพ้องต้องกันว่า “อย่างนี้คือถูกต้อง” 

     ๕. นำหลักความรู้นั้นไปปฏิบัติให้ตรงกันเป็นเอกภาพทั่วสังฆมณฑล

จะเห็นได้ว่า การปฏิบัติดังนี้ย่อมปลอดจากตัวบุคคล คือมุ่งไปที่ตัวหลักฐาน ไม่ใช่มุ่งไปที่ตัวบุคคล

......................

ที่เป็นไปอยู่ในขณะนี้ เราไม่ได้ทำอย่างนี้ 

เราเริ่มต้นที่ -

.........................................................

ท่านเจ้าคุณโน่นท่านว่าอย่างนั้น

พระมหานั่นท่านว่าอย่างนี้

อาจารย์นี่ท่านว่าอย่างโน้น

.........................................................

นี่คือเราเอาตัวบุคคลมาชนกัน

แทบจะไม่มีใครเอ่ยถึงตัวหลักฐานเลย ยังไม่มีใครรู้-หรือยังไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำไป-ว่าตัวบุคคลนั้นๆ ท่านว่าเอาเองหรือว่าตามหลักฐานที่ไหนอย่างไร

หลายๆ ท่านมีความคิดว่า ควรจะเชิญผู้นั้นไปแสดงความเห็นที่เวทีโน้น เชิญผู้โน้นไปแสดงความเห็นที่เวทีนั้น 

ก็ไม่พ้นวิธีเอาตัวบุคคลไปชนกันนั่นเอง วิธีนี้ก็จะได้แต่ความเห็นของตัวบุคคล ซึ่งจะทำให้ปัญหาขยายตัวออกไปยิ่งขึ้น แต่ไม่ได้ข้อยุติที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า “อย่างนี้คือถูกต้อง”  

......................

ผมขอเสนอว่า ท่านที่สนใจเรื่องกฐิน ควรปรับท่าทีกันใหม่ นั่นคือ ถอยออกมาจากตัวบุคคล แล้วตั้งเป้าหมายไปที่คัมภีร์อันเป็นแหล่งข้อมูลที่เรามีอยู่แล้ว

.........................................................

     ๑) รับกฐินต้องพระ ๕ รูป จำพรรษาวัดเดียวกัน มีอยู่ในคัมภีร์ไหนบ้าง

     ๒) พระรูปเดียวหรือไม่ครบ ๕ รูปก็รับกฐินได้ มีอยู่ในคัมภีร์ไหนบ้าง

.........................................................

จากนั้นก็ช่วยกันหาหลักฐานจากคัมภีร์

ไม่มีฝ่ายโน้น ไม่มีฝ่ายนี้ ไม่มีฝ่ายไหนทั้งสิ้น 

มีแต่เราฝ่ายเดียวกัน ช่วยกันค้น ช่วยกันหา 

และเราก็ไม่ควรจะมีปัญหาว่า ไม่มีคนค้น ไม่มีคนหา ไม่มีคนที่ทำได้ทำเป็น

เรามีนักเรียนบาลีที่เรียนจบแล้วเป็นจำนวนมาก พูดตามสำนวนชาวบ้านก็ว่า-มีเป็นกระบุง

เกิดปัญหากฐินแบบนี้ ควรจะทำให้ฉุกคิดกันได้แล้วว่า -

เรียนบาลีเพื่ออะไร

เรียนบาลีเพื่อให้มีความรู้ 

เอาความรู้ไปทำอะไร

เอาความรู้ไปค้นคัมภีร์

ค้นคัมภีร์ไปทำไม

ค้นเอาหลักความรู้มาแก้ปัญหา

ปัญหากฐินที่เกิดขึ้นนี่แหละตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

เรียนบาลีจบแล้วใช่ไหม

มีความรู้แล้วใช่ไหม

เอาความรู้ไปช่วยกันค้นหลักฐานเรื่องกฐินในคัมภีร์สิ

กำลังมีปัญหา กำลังต้องการคนทำงาน

ช่วยกันสิ

หรือว่ายังจะนิ่งเฉยเลยผ่าน บอกว่าไม่ใช่หน้าที่?

ใครหาหลักฐาน ๑ หรือ ๒ ได้จากที่ไหน เอามารวมกันไว้

ต่อจากนั้นก็ช่วยกันตรวจสอบ 

ใช้ความรู้บาลีให้เต็มที่

หลักฐานจากคัมภีร์ที่หามาได้ ตรวจสอบแล้วได้ความว่าอย่างไร

ไม่ต้องมาอ้างอีกแล้ว -

ท่านเจ้าคุณโน่นท่านแปลอย่างนั้น

พระมหานั่นท่านแปลอย่างนี้

อาจารย์นี่ท่านแปลอย่างโน้น

ไม่ต้องมาอ้างเลย 

มีแต่พวกเราช่วยกันแปล ช่วยกันตรวจ ช่วยกันดู ผิดถูกตรงไหนช่วยกันพิสูจน์

ช่วยกันทำไปแบบนี้จนหมดหลักฐานที่หามาได้ เราก็จะได้ความรู้ว่า

.........................................................

     ๑) รับกฐินต้องพระ ๕ รูป จำพรรษาวัดเดียวกัน หลักฐานในคัมภีร์ว่าไว้อย่างนี้ๆ

     ๒) พระรูปเดียวหรือไม่ครบ ๕ รูปก็รับกฐินได้ หลักฐานในคัมภีร์ว่าไว้อย่างนี้ๆ

.........................................................

จะเห็นได้ว่า ตลอดกระบวนการปฏิบัติไม่จำเป็นต้องมีตัวบุคคล-ท่านเจ้าคุณโน่น ท่านมหานั่น ท่านอาจารย์นี่ เข้ามาเป็นผู้ชี้นำ หรือเป็นผู้ให้ยึดเกาะด้วยประการใดๆ ทั้งสิ้น

ไม่มีใครเห็นแย้งกับใคร

ไม่มีใครทะเลาะกับใคร

มีแต่ข้อมูลหลักฐานจากคัมภีร์ และตัวความรู้ที่มีอยู่สำหรับใช้วินิจฉัย

ความคิดเห็นของตัวบุคคล-หากจำเป็นจะต้องมี-ก็เป็นเพียงส่วนประกอบเพื่อให้มีข้อบกพร่องน้อยที่สุด และมีความสมบูรณ์มากที่สุด

จากนั้นก็ชั่งดู หลักฐานในคัมภีร์ข้างไหนมีน้ำหนักควรแก่การเชื่อถือ ก็ยึดเอาข้างนั้นเป็นหลักปฏิบัติให้ตรงกัน

ถ้าชั่งดูแล้วตัดสินไม่ได้ ก็ให้คณะสงฆ์เป็นผู้ตัดสินว่า เรื่องรับกฐินมีประเด็นเยื้องแย้งอย่างนี้ สงฆ์ไทยจะปฏิบัติอย่างไร ยุติที่นั่น-จบ

เมื่อถึงเวลานำไปปฏิบัติ ก็ปฏิบัติให้ตรงกันเป็นเอกภาพ

วิธีการดังแสดงมานี้ ก็นำมาจากพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ในพระไตรปิฎกนั่นเอง พระพุทธพจน์นี้พระสงฆ์ไทยท่านได้สดับอยู่เป็นประจำเดือนละ ๒ ครั้งเป็นอย่างน้อย เพราะเป็นคำลงท้ายภิกขุปาติโมกข์ ที่ว่า -

.........................................................

     ตตฺถ  สพฺเพเหว  สมคฺเคหิ  สมฺโมทมาเนหิ  อวิวทมาเนหิ  สิกฺขิตพฺพํ.

     พวกเราทั้งหมดนี้แลพึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่ขัดแย้งกัน ศึกษาในเรื่องนั้น 

ที่มา: 

     - วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๘๘๑

     - กินติสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ ข้อ ๔๔

.........................................................

ท่านแนะให้ร่วมกันศึกษาเรียนรู้ ไม่ใช่ให้ต่างคนต่างสำนักก็ต่างทำไปตามที่ตนเข้าใจหรือตามที่ตนพอใจ 

คณะสงฆ์มีเจ้าคณะปกครองบังคับบัญชากันไปตามลำดับ ถ้ามีข้อเคลือบแคลงสงสัยในพระธรรมวินัยข้อใดๆ ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาร่วมกัน ไม่ใช่คิดเองตัดสินเอง เลือกปฏิบัติเองตามความเห็นความเข้าใจหรือความพอใจของตัวบุคคล

ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามาก็จบลงตรงนี้

จึงเสนอมาเพื่อโปรดพิจารณา

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๗ กันยายน ๒๕๖๖

๑๗:๐๐

[full-post]

พระรูปเดียวรับกฐิน, กฐิน

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.