บุริมพรรษา - ปัจฉิมพรรษา

-------------------------------

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า -

.........................................................

(๑) บุริมพรรษา : (คำนาม) “พรรษาต้น”, ช่วงระยะเวลาที่ภิกษุเข้าอยู่จำพรรษาต้น คือตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑, ปุริมพรรษา ก็ว่า, คู่กับ ปัจฉิมพรรษา. (ป. ปุริม + ส. วรฺษ).

(๒) ปัจฉิมพรรษา : (คำนาม) “พรรษาหลัง”, ช่วงระยะเวลาที่ภิกษุเข้าอยู่จำพรรษาหลัง คือตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒, คู่กับ บุริมพรรษา หรือ ปุริมพรรษา. (ป. ปจฺฉิม + ส. วรฺษ).

.........................................................

การที่ต้องมี “บุริมพรรษา” เข้าพรรษาต้น คือตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ครั้งหนึ่ง และมี “ปัจฉิมพรรษา” เข้าพรรษาหลัง คือตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ อีกครั้งหนึ่ง ผู้รู้สันนิษฐานสาเหตุเป็น ๒ นัย 

นัยหนึ่ง : เกิดจากเมื่อถึงวันเข้าพรรษาตามปกติ (แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘) มีภิกษุบางรูปเกิดความจำเป็นไม่สามารถไปถึงสถานที่ที่ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นที่จำพรรษาได้ทัน (เช่นอยู่ในระหว่างเดินทางเป็นต้น) เมื่อมาถึงก็ล่วงเลยวันเข้าพรรษาไปแล้ว และภิกษุที่อยู่ในที่นั้นก็อธิษฐานพรรษาไปตามปกติแล้ว จึงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุที่มาไม่ทันไปเริ่มนับวันเข้าพรรษาในเดือนถัดไป คือ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ จึงเรียกการเข้าพรรษาตามวันปกติว่า “บุริมพรรษา” และเรียกการเข้าพรรษาในเดือนถัดไปว่า “ปัจฉิมพรรษา” 

อย่างไรก็ตาม ภิกษุที่เข้าพรรษาหลังตามนัยนี้ในพระวินัยกำหนดว่าไม่ได้รับอานิสงส์กฐิน คือไม่มีสิทธิ์รับกฐิน แต่มีสิทธิ์เป็นคณปูรกะได้ กล่าวคือกรณีที่ภิกษุซึ่งเข้าพรรษาต้นในวัดนั้นมีไม่ครบ ๕ รูป สามารถเอาภิกษุที่เข้าพรรษาหลัง (ในวัดเดียวกันนั้น) มาร่วมเป็นองค์สงฆ์เพื่อให้ครบ ๕ รูปแล้วรับกฐินได้ แต่ถึงกระนั้นภิกษุที่เข้าพรรษาหลังซึ่งมาเข้าร่วมเป็นองค์สงฆ์นั้นก็คงไม่ได้รับอานิสงส์กฐินอยู่นั่นเอง

อีกนัยหนึ่ง : เกิดจากกรณีที่ปีนั้นเป็นปีอธิกมาสตามการคำนวณของทางบ้านเมือง คือกำหนดให้มีเดือน “อาสาฬหะ” ๒ เดือน เรียกเดือนอาสาฬหะแรกว่า “บูรพาสาฬหะ” แปลว่าเดือนอาสาฬหะแรก คือเดือน ๘ แรก เรียกเดือนอาสาฬหะหลังว่า “อุตตราสาฬหะ” แปลว่าเดือนอาสาฬหะที่ยิ่งขึ้นไป หรือเดือนอาสาฬหะหลัง คือเดือน ๘ หลัง มีพุทธานุญาตให้เลื่อนวันเข้าพรรษาไปเป็นเดือนอาสาฬหะหลัง 

ตามนัยนี้ ได้ความว่า “บุริมพรรษา” คือวันเข้าพรรษาในปีปกติ “ปัจฉิมพรรษา” คือวันเข้าพรรษาในปีที่มีอธิกมาส และตามนัยนี้ “ปัจฉิมพรรษา” คงมีผลคือมีสิทธิต่างๆ เช่นเดียวกับ “บุริมพรรษา” นั่นเอง

การควรจะเป็นไปตามนัยไหน พึงพิจารณาโดยแยบคายเถิด 

อนึ่ง ตามค่านิยมอันมีมาแต่เดิม เป็นที่ตกลงกันว่า ช่วงเวลาเข้าพรรษา ๓ เดือน ทั้งชาววัดและชาวบ้านจะตั้งกติกาเพื่อบำเพ็ญธรรมสัมมาปฏิบัติให้เข้มข้นแข็งแรงขึ้นกว่าในเวลาปกติ เช่น วัดต่างๆ จะทำวัตรสวดมนต์ในเวลาตีสี่อีกเวลาหนึ่งเพิ่มขึ้นจากเวลาเช้า-เย็นที่ทำอยู่เป็นปกติ ชาวบ้านตั้งปฏิญญาว่าจะงดดื่มสุราเมรัยตลอดเวลา ๓ เดือน ดังนี้เป็นต้น 

ช่วงเวลาเข้าพรรษาจึงอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งการปฏิบัติบำเพ็ญเพียรอย่างคึกคักเข้มแข็งผิดจากเวลาปกติตลอดถ้วนไตรมาส 

.........................................................

ดูก่อนภราดา!

: เข้าพรรษาจะเป็นช่วงเวลาที่ไร้สาระ

: ถ้าไม่ศึกษาและปฏิบัติธรรมะให้เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม

.........................................................

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๐ กันยายน ๒๕๖๖

๑๘:๕๒

[full-post]

บุริมพรรษา - ปัจฉิมพรรษา

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.