สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ถาม-ตอบเกี่ยวกับสังฆกรรม(คัมภีร์ปริวาร)

   พระอุบาลีเถระ ได้กราบทูลถามถึงสังฆกรรมเป็นต้น ทรงตอบไปตามลำดับคำถาม ดังนี้

   -อุโบสถเพื่อประโยชน์อะไร?

   เพื่อความพร้อมเพรียงกันแห่งสงฆ์

   -ปวารณาเพื่อประโยชน์อะไร?

   เพื่อประโยชน์ แก่ความความหมดจดแห่งความปองดอง

   -ปริวาสเพื่อประโยชน์อะไร?

   เพื่อประโยชน์แก่มานัต

   -มานัตเพื่อประโยชน์อะไร?

   เพื่อประโยชน์แก่อัพภาน

   -การชักเข้าหาอาบัติเดิมเพื่อประโยชน์อะไร?

   เพื่อประโยชน์แก่นิคคหะ

   -อัพภานเพื่อประโยชน์อะไร?

   เพื่อประโยชน์แก่ความหมดจดแห่งความหลุดพ้นจากอาบัติสังฆาทิเสส

   จากนั้นทรงอธิบายประเภท บุคคล กรรม เป็นต้น ตามลำดับดังนี้

   ๑. ผู้วินิจฉัยอธิกรณ์มีปัญญาทราม โง่เขลา ขาดความเคารพในสิกขา ด่าว่าบริภาษพระเถระทั้งหลาย ตกอยู่ในอำนาจของอคติ ๔ เป็นผู้กระทำเพื่อขุด(ฝังกลบ)ตนเอง มี การขจัด(ทำลาย)พละอินทรีย์ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ตายไปย่อมเกิดในนรก

   ๒. ผู้วินิจฉัยอธิกรณ์จะต้องไม่เห็นแก่อามิส บุคคล คือ ต้องวินิจฉัยตามพระธรรมวินัย

   ๓. โจทย์ เป็นผู้มักโกรธ ดุร้าย แสร้งกล่าวบริภาษ กลบเกลื่อน ทำอนาบัติให้เป็นอาบัติ เข้าแทรกแซงในการวินิจฉัย มีเจตนาร้ายในการโจทย์ ไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับธรรม อธรรม อาบัติ อนาบัติ เป็นต้น โจทย์มีลักษณะดังกล่าวนี้ ชื่อว่า ทำเพื่อเผาตนเองให้เร้าร้อนจากพฤติกรรมนั้น

   ๔. สูตร เพื่อประโยชน์แก่การเทียบเคียง, ข้ออุปมา เพื่อต้องการชี้ความ, เนื้อความ เพื่อต้องการให้เข้าใจ, การย้อนถาม เพื่อ ประโยชน์แก่การตั้งอยู่ในเหตุและผล, การขอโอกาส เพื่อประโยชน์แก่การโจท, การโจท เพื่อประโยชน์แก่การให้จำเลยระลึกถึงโทษ, การให้ระลึกถึงโทษเพื่อให้จำเลยกล่าวถ้อยคําทีควรกล่าว(ความเป็นจริง), ถ้อยคำอันจะพึงกล่าว เป็นประโยชน์แก่การแก้สงสัย, การแก้สงสัย เป็นประโยชน์แก่การวินิจฉัย, การวินิจฉัย เป็นประโยชน์ แก่การพิจารณา, การพิจารณา ทำให้เข้าถึงความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้, ความเข้าใจฐานะอฐานะ เพื่อข่มคนที่ให้เก้อยาก เพื่อยกย่องท่านผู้มีศีล เป็นที่รัก, สงฆ์ เพื่อให้ช่วยสอดส่องรับรอง, บุคคลที่สงฆ์อนุมัติแล้ว ชื่อ ว่าตั้งอยู่ในตำแหน่งผู้ใหญ่ ท่านที่อยู่ในตำแหน่งผู้ใหญ่แล้ว จะต้องไม่ แกล้งกล่าวให้คลาดเคลื่อนจากความจริง

   ๕. ในส่วนพระวินัยนั้น มีประโยชน์สืบเนื่องกันเป็น ขบวนการลูกโซ่ เช่นเดียวกับพระสูตรดังกล่าวแล้ว คือ พระวินัยเพื่อ ประโยชน์แก่ความสำรวม ไม่เดือดร้อน ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ ความสุข สมาธิ ความรู้เห็นตามเป็นจริง ความเบื่อหน่าย สำรอกกิเลส วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ความดับสนิทหาปัจจัยมิได้

   การกล่าว การปรึกษา การสดับ ความเข้าใจเหตุผลของพระวินัย มีอนุปาทาปรินิพพานเป็นประโยชน์ คือเข้าถึงความพ้นวิเศษแห่งจิต อัน ไม่ยึดมั่นด้วยอำนาจอุปาทาน

   พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่กำหนดมาตรฐานคน ด้วยความมี “คุณธรรม” เพื่อความเป็นแต่ละฐานะของคนนั้น ๆ ในระดับของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะรับผิดชอบในการทำงานพระศาสนา ก็ให้เลือกจากคุณสมบัติ คือ “คุณธรรม” ของท่านเหล่านั้น เป็นหลักสำคัญในเรื่องท่านที่รับผิดชอบใน การวินิจฉัยอธิกรณ์ ซึ่งเป็นงานที่ละเอียดเปราะบาง เพราะเมื่อวินิจฉัย ตัดสินไปแล้ว จะต้องมีฝ่ายหนึ่งผิด ฝ่ายหนึ่งถูก เพื่อให้คนทั้ง ๒ ฝ่ายยอมรับคำตัดสินนั้น ด้วยความพอใจ จึงทรงวางหลักในการเลือกท่านผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยอธิกรณ์ไว้ว่า

   ๑. ให้พิจารณาวัตร(หน้าที่) คือการซักถาม ตามสมควรแก่สิกขาบท อันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ อย่าให้เกิดความเสียหายขึ้นในกาลภายหลัง

   ๒. ภิกษุใดรู้วัตถุ วิบัติ อาบัติ นิทาน  คำต้น  คำหลัง สิ่งที่ทำและได้ทำมาก่อน โดยเสมอ และเป็นผู้เข้าใจอาการ รู้กรรม อธิกรณ์ เข้าใจอธิกรณสมถะ ไม่กำหนัด ขัดเดือง ลุ่มหลง ลำเอียง เพราะอคติ ๔ รอบรู้พระบัญญัติ ฉลาดในการพิจารณา เพ่งพินิจ ได้พรรคพวก มีความละอาย มีกรรมขาว มีความเคารพ ท่านผู้มีคุณสมบัติเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าควรเลือก

   ส่วนผู้ที่ขาดคุณสมบัติดังที่ทรงแสดงไว้แล้วนั้น ตรัสว่าไม่ควรเลือก


[full-post]

วินัย,คัมภีร์บริวาร

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.