สกาพุทธิ (๙)

------------

คันธารดาบสถามวิเทหดาบสว่า สละราชสมบัติแล้ว ทำไมจึงมาสะสมเกลือ

วิเทหดาบสย้อนถามคันธารดาบสว่า บอกว่าจะสอนตัวเอง แล้วทำไมมาสอนคนอื่น

คันธารดาบสตอบว่า -

.........................................................

ธมฺมํ ภณามิ เวเทห

อธมฺโม เม น รุจฺจติ

ธมฺมํ เม ภณมานสฺส

น ปาปมุปลิมฺปติ. (๒๗/๑๐๔๕)

ดูก่อนเวเทหะ เราพูดสิ่งที่ถูกต้อง

สิ่งที่ไม่ถูกต้องเราไม่เห็นด้วย

เราพูดสิ่งที่ถูกต้อง

อกุศลจิตไม่ติดอยู่ในใจเรา

.........................................................

คำตอบของคันธารดาบสนี้ อรรถกถาขยายความไว้ว่า -

.........................................................

โอวาททานนฺนาเมตํ  พุทฺธปจฺเจกพุทฺธพุทฺธสาวกโพธิสตฺตานํ  ปเวณิ.

การแนะนำสั่งสอนเป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้า พระปักเจกพุทธเจ้า พระสาวก และโพธิสัตว์ทั้งหลายท่านปฏิบัติกันมา (คือเมื่อเห็นสิ่งใดไม่ถูกไม่ควร ก็ต้องทักท้วงเตือนติงกันไป ไม่ปล่อยปละละเลย)

เตหิ  ทินฺโนวาทํ  พาลา  น  คณฺหนฺติ  โอวาททายกสฺส  ปน  ปาปนฺนาม  นตฺถิ

เมื่อได้แนะนำสั่งสอนแล้ว คนฟังไม่เปิดใจรับฟัง คนสอนก็ไม่มีความผิดอะไร (เพราะได้ทำตามหน้าที่แล้ว)

.........................................................

ถามว่า-ไหนว่าจะสอนตัวเอง แล้วทำไมมาสอนคนอื่น

ตอบว่า-เพราะเห็นอะไรไม่ถูกต้องก็ต้องทักท้วง มันเป็นหน้าที่ ไม่ควรปล่อยปละละเลย

นี่คือการตอบคำถาม ไม่ใช่ยกเอาปัญหาอื่นมาคาน

และเพื่อจะย้ำให้ตระหนักว่า เมื่อใครทักท้วงด้วยความปรารถนาดี ผู้ถูกทักท้วงควรมีท่าทีอย่างไร และเมื่อพบเห็นผู้ทำผิดควรมีท่าทีอย่างไร คันธารดาบสจึงยกคำของผู้รู้ขึ้นมาเตือนสติว่า

.........................................................

นิธีนํว  ปวตฺตารํ

ยํ  ปสฺเส  วชฺชทสฺสินํ

นิคฺคยฺหวาทึ  เมธาวึ

ตาทิสํ  ปณฺฑิตํ  ภเช

ตาทิสํ  ภชมานสฺส

เสยฺโย  โหติ  น  ปาปิโย.

พึงเห็นผู้มักชี้โทษเหมือนผู้บอกขุมทรัพย์

พึงคบหาท่านผู้กล่าวข่มขี่ มีปัญญา 

เป็นบัณฑิตเช่นนั้นเถิด

เมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น 

ย่อมมีแต่คุณอันประเสริฐ

หามีโทษที่เลวทรามไม่

โอวเทยฺยานุสาเสยฺย

อสพฺภา  จ  นิวารเย

สตํ  หิ  โส  ปิโย  โหติ

อสตํ  โหติ  อปฺปิโย.

(เมื่อเห็นคนทำผิด)

บัณฑิตควรทักท้วง ควรพร่ำสอน 

ป้องกันทางผิด ชี้แนะทางถูก 

คนที่คอยสั่งสอนเช่นนี้ 

คนดีรัก คนชั่วเกลียด

ที่มา: บัณฑิตวรรค ธรรมบท พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๑๖

.........................................................

คาถาที่ยกมานี้ไม่มีในคันธารชาดก เป็นคำของพระอรรถกาจารย์ยกมาอธิบายประกอบ ตัวคาถาจริงอยู่ในคัมภีร์ธรรมบท

อรรถกถาของคัมภีร์ธรรมบท (ธัมมปทัฏฐถกถา ภาค ๔ เรื่องที่ ๖๐ ราธเถรวตฺถุ) อธิบายพุทธภาษิตบทนี้ ยกตัวอย่างพระภิกษุที่เป็นพระอุปัชฌาย์ไม่อบรมสั่งสอนภิกษุที่เป็นศิษย์

ภิกษุที่เป็นศิษย์ประพฤติผิดพระธรรมวินัย หรือทำอะไรไม่ถูกไม่ควรอย่างไร ก็ไม่ว่าไม่กล่าว เพราะกลัวศิษย์จะโกรธบ้าง กลัวศิษย์จะไม่รักบ้าง และเพราะกลัวศิษย์จะไม่อำนวยประโยชน์ให้ตนบ้าง

ท่านบอกว่าพระอุปัชฌาย์ชนิดนี้เปรียบเหมือนผู้เอาขยะมาเทไว้ในพระศาสนา

ในการอยู่รวมกันเป็นสังคมก็มีคติอย่างเดียวกัน 

รู้เห็นว่าใครทำอะไรผิดแล้วปล่อยปละละเลย -

อ้างว่าไม่ใช่ธุระของเรา 

ซ้ำอ้างว่าพระพุทธเจ้าสอนไม่ให้มองหาความผิดของคนอื่น 

อ้างแบบนี้ก็เท่ากับปล่อยให้มีคนทิ้งขยะรกสังคมนั่นเอง

เวลานี้ เห็นคนทำผิดแล้วไม่ทักท้วง กำลังกลายเป็นมารยาทที่คนนิยมประพฤติกันทั่วไป 

ใครไปทักท้วงอะไรเข้า จะถูกมองว่าเสียมารยาท

เหมือนเห็นคนทิ้งขยะเกลื่อนไปทุกถนนหนทาง 

แล้วไม่มีใครบอก 

ไม่มีใครเตือน 

ไม่มีใครเก็บ 

ค่านิยมอย่างนี้เป็นความเสื่อมอย่างยิ่ง

แต่ไม่มีใครเห็นว่าเป็นความเสื่อม

กลับพากันชื่นชม 

เห็นไปว่าการไม่เตือนกันเป็นมารยาทที่ดี

......................

แม้ถูกคันธารดาบสทักท้วงและอธิบายเหตุผลเช่นนี้แล้ว วิเทหดาบสก็ไม่ยอมรับ กลับ “สอนมวย” คันธารดาบสว่า -

.........................................................

อตฺถนิสฺสิตํ  กเถนฺเตนาปิ  

แม้จะพูดเรื่องดีมีประโยชน์

ปรํ  ฆเฏตฺวา  โรเสตฺวา  กเถตุํ  น  วฏฺฏติ  

แต่ก็ไม่ควรพูดกระทบเสียดสีผู้อื่น

ตฺวํ  มํ  ทุสตฺถเกน  มุณฺฑนฺโต  วิย  อติผรุสํ  กเถสิ.

ท่านพูดจาถากถางกระผมเหมือนโกนผมด้วยมีดโกนทื่อ

.........................................................

แล้วปิดท้ายด้วยคาถาบทนี้ -

.........................................................

เยนเกนจิ วณฺเณน

ปโร ลภติ รุปฺปนํ

มหตฺถิยํปิ เจ วาจํ

น ตํ ภาเสยฺย ปณฺฑิโต. (๒๗/๑๐๔๖)

ถ้อยคำใดๆ ก็ตาม

ที่ทำให้คนอื่นขุ่นเคือง

แม้จะมีประโยชน์มากแค่ไหน

คนที่เป็นบัณฑิตเขาก็ไม่พูดกัน

.........................................................

ฟังถ้อยคำของวิเทหดาบสแล้ว ญาติมิตรคิดเห็นเป็นประการใด?

ผมคิดถึงคำกลอนวรรคหนึ่งใน “สุภาษิตอิศรญาณ” บทนี้ -

.........................................................

เดินตามรอยผู้ใหญ่หมาไม่กัด

ไปพูดขัดเขาทำไมขัดใจเขา

ใครทำตึงแล้วหย่อนผ่อนลงเอา

นักเลงเก่าเขาไม่หาญราญนักเลง

.........................................................

ดูช่างเหมาะเจาะเข้ากันดีกับค่านิยม-การไม่เตือนกันเป็นมารยาทที่ดี

ค่านิยมนี้ คันธารชาดกตอบว่าอย่างไร

อ่านตอนหน้าครับ

-----------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑ กันยายน ๒๕๖๖

๑๑:๔๐

[full-post]

สกาพุทธิ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.