อาจารย์สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ทําไมพระโสดาบันจึงร้องไห้
ถาม พระโสดาบันท่านละสักกายทิฏฐิ คือความยึดถือว่าเป็นตนได้แล้ว แต่ เหตุไรท่านจึงร้องไห้ ตัวอย่าง เช่น นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ท่านเป็นโสดาบันแล้ว เหตุไร เพียงหลานตาย ท่านจึงร้องไห้
ตอบ ปัญหานี้มีคนสงสัยอยู่เสมอ เพราะว่าคนที่ละความเห็นขันธ์ห้าว่าเป็นตัวตนได้แล้ว หรือเห็นตนว่าเป็นขันธ์ห้าเป็นต้นได้แล้ว ก็น่าจะละความยึดถือในขันธ์ห้าของคนอื่นได้ด้วย ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว พระโสดาบันท่านละความเห็นผิดทั้งสองอย่าง คือทั้งความเห็นผิดว่าตัวท่านเป็นขันธ์ห้า หรือขันธ์ห้าเป็นตัวท่าน ทั้งละความยึดถือ ขันธ์ห้าของคนอื่นว่าเป็นตนได้ด้วย ซึ่งเรื่องของของความยึดขันธ์ห้าทั้งของตนและคนอื่นนั้นพระโสดาบันละได้หมดแล้วก็จริง แต่พระโสดาบันนั้นก็ยังละโทสะ คือความไม่ชอบใจไม่ได้ การร้องไห้นั้นเป็นเรื่องของโทสะ ซึ่งพระอนาคามีจึงจะละได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่เป็นการแปลกประหลาดอันใดที่พระโสดาบันจะร้องไห้อาลัยรักหลานที่ตายไปแล้ว สรุปว่าพระโสดาบันละความยึดถือว่าเป็นตัวตนของเราได้ (เอโส เม อตฺตา) แต่ยังละความยึดว่าของเรา (เอตํ มม) ยังไม่ได้ ท่านจึงร้องไห้เมื่อของรักพลัดพรากไป เพราะยึดว่าของรักนั้นเป็นของเรานั่นเอง
-----------------------
พระอรหันต์ไม่มีอุปาทานทำไมจึงมีอุปาทานขันธ์?
ถาม พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านดับกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว แต่ท่านยังมีอุปาทานขันธ์ห้าอยู่ ก็อุปาทานนั้นเป็นชื่อของ กิเลสประเภทหนึ่งไม่ใช่หรือ ช่วยให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ด้วย
ตอบ ที่เข้าใจอุปาทานว่า เป็นกิเลสประเภทหนึ่งนั้น ถูกแล้ว เพราะอุปาทานนั้นมี ๔ คือกามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน ซึ่งเมื่อกล่าวโดยสภาวะแล้วก็ได้แก่ โลภะเจตสิกและทิฏฐิเจตสิก เพียง ๒ ประเภทเท่านั้น ซึ่งเจตสิกทั้งสองนี้เมื่อจัดเป็นขันธ์ก็เป็นสังขารขันธ์เพียงอย่างเดียว ซึ่งสำหรับอุปาทานเจตสิกทั้งสองนี้พระอรหันต์ท่านละได้หมดสิ้นแล้ว แต่สำหรับอุปาทานขันธ์นั้น ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เมื่อว่าโดยสภาวะแล้ว ได้แก่ ขันธ์ ๕ ที่เป็นโลกียธรรมทั้งหมด ไม่รวมโลกุตรธรรม ขันธ์ ๕ ที่เป็นโลกียธรรมนั้นก็ได้แก่ โลกียจิต ๘๑ เจตสิกที่ประกอบ ๕๒ รูป ๒๘ ซึ่งในโลกียจิต ๘๑ นั้น ก็รวมเอากิริยาจิตและจิตอื่นๆ ของ พระอรหันต์ไว้ด้วย เช่นเมื่อเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นพร้อมกับเจตสิก ขันธ์ ๓ คือเวทนา สัญญา และสังขาร เมื่อรวมกับจิตซึ่งเป็นวิญญาณขันธ์จึงเป็นนามขันธ์ ๔
แม้ในรูป ๒๘ ซึ่งเป็นรูปขันธ์ พระอรหันต์ท่านก็มีถึง ๒๗ รูป เว้นภาวรูปอย่างใดอย่างหนึ่งเสีย คือถ้าเป็นชายก็เว้นอิตถีภาวรูป ถ้าเป็นหญิงก็เว้นปุริสภาวรูป เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ท่านจึงยังมีขันธ์ทั้ง ๕ ที่เป็นโลกียะอยู่ครบถ้วน ขันธ์ทั้ง ๕ เหล่านี้เมื่อกล่าวโดยสัจจะก็เป็นทุกขสัจจะ ซึ่งเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ ไม่ใช่ธรรมที่ควรละ เพราะฉะนั้นแม้ท่านจะเป็นพระอรหันต์แล้ว ขันธ์ ๕ ของท่านไม่ได้ถูกละไปด้วย กิเลสท่านนั้นที่ถูกละ ก็บรรดาโลกียขันธ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขันธ์ ๕ ของใคร คือไม่ว่า จะเป็นขันธ์ ๕ ของปุถุชนหรือพระอริยบุคคลทุกประเภท ต่างก็ชื่อว่าอุปาทานขันธ์ ๕ ทั้งสิ้น นี่พูดเฉพาะบุคคลที่เกิดในภูมิที่มีขันธ์ ๕
ที่ขันธ์ ๕ ของบุคคลทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นปุถุชน หรือพระอริยะได้ชื่อว่า อุปาทานขันธ์นั้น เพราะ จักขุวิญญาณ คือจิตเห็น โสตวิญญาณ คือจิตได้ยิน เป็นต้น ซึ่งจิตเหล่านี้เป็นอารมณ์ของอุปาทานได้ หมายความว่าอุปาทานสามารถ จะเข้าไปยึดขันธ์ ๕ ของบุคคลเหล่านั้นเป็นอารมณ์ได้ อย่างท่านพระวักกลิที่ติดตาม ดูรูปของพระพุทธเจ้าไปทุกหนทุกแห่งในเวลาที่ท่านยังเป็นปุถุชนอยู่นั้น ก็ด้วยอำนาจ ของอุปาทานที่เข้าไปยึดเอารูปของพระพุทธเจ้ามาเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นรูปของ พระพุทธเจ้าอันเป็นรูปขันธ์จึงเป็นอารมณ์ของอุปาทาน ของพระวักกลิในเวลาที่ท่านยัง เป็นปุถุชนอยู่ ก็ปุถุชนนั้นสามารถจะยึดเอาขันธ์ ๕ ทั้งของตนและคนอื่นมาเป็นอารมณ์
ด้วยอำนาจของอุปาทานได้ส่วนพระอรหันต์นั้นท่านหมดความยึดถือใดๆ แล้ว ท่านจึงไม่ยึดขันธ์ ๕ ของท่านและคนอื่นเป็นอารมณ์ด้วยอำนาจของอุปาทาน แต่ขันธ์ ๕ ของท่านสามารถจะเป็นอารมณ์ให้อุปาทานของคนอื่นทียังละอุปาทานไม่ได้ เกิดขึ้นได้ เพราะเหตุนี้ขันธ์ ๕ ของท่านก็ยังชื่อว่าอุปาทานขันธ์อยู่นั่นเอง
ส่วนในพระอภิธรรมคัมภีร์ที่ ๑ คือธรรมสังคณีก็กล่าวถึง อุปาทานิยา ธัมมา คือธรรมที่เป็นอารมณ์ของอุปาทานว่าได้แก่ โลกียจิต ๘๑ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘
---------------
ธรรมะบรรเทาความโศก
ถาม เราจะบรรเทาความเศร้าโศก เพราะผู้เป็นที่รักจากไปได้อย่างไร?
ตอบ ขอตอบปัญหานี้ด้วยการยกพระสูตรในขุททกนิกาย สุตตนิบาต ชื่อ สัลลสูตร ข้อ ๓๘๐ มาเป็นเครื่องปลอบใจ ด้วยความหวังว่า พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ในพระสูตรนี้ และคำขยายความของท่านอรรถกถาจะช่วยให้ท่านที่เศร้าโศก เพราะผู้เป็นที่รักจากไป ได้บรรเทาความเศร้าโศกลงได้
เหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสัลลสูตรนี้ ก็เพราะบุตรชายของอุบาสกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นอุปัฏฐากของพระองค์ถึงแก่กรรม เขาโศกเศร้ามาก อดอาหารอยู่ ๓ วัน พระพุทธองค์ทรงใคร่จะอนุเคราะห์เขา จึงได้เสด็จไปที่เรือนของเขา และทรงแสดงธรรมโปรดเขาด้วยข้อความว่า
ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีเครื่องหมาย ใครๆ รู้ไม่ได้ ทั้งลำบาก ทั้งน้อย และประกอบด้วยทุกข์
สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดมาแล้ว จะไม่ตายด้วยความพยายามอันใด ความพยายามอันนั้นไม่มีเลย แม้อยู่ได้ถึงชราก็ต้องตาย เพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา
ผลไม้สุกงอมแล้ว ชื่อว่าย่อมมีภัย เพราะจะต้องร่วงหล่นลงไป ในเวลาเช้าฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดแล้ว ชื่อว่าย่อมมีภัย เพราะจะต้องตายเป็นนิตย์ฉันนั้น
ภาชนะดินที่นายช่างทำแล้วทุกชนิด มีความแตกเป็นที่สุด แม้ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนเขลา ทั้งคนฉลาด ล้วนไปสู่อำนาจของมฤตยู มีมฤตยูเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยกันทั้งหมด
เมื่อสัตว์เหล่านั้นถูกมฤตยูครอบงำแล้ว ต้องไปปรโลก บิดาจะป้องกันบุตรไว้ก็ไม่ได้ หรือพวกญาติจะป้องกันพวกญาติไว้ก็ไม่ได้
ท่านจงเห็นเหมือนหมู่ญาติของสัตว์ทั้งหลายผู้จะต้องตาย กำลังแลดูรำพันอยู่โดยประการต่างๆ สัตว์ผู้จะต้องตายผู้เดียวเท่านั้น ถูกมฤตยูนำไปเหมือนโคที่บุคคลจะพึงฆ่า ถูกนำไปตัวเดียวฉะนั้น ความตายและความแก่กำจัดสัตว์โลกอยู่อย่างนี้ เพราะเหตุนั้นนักปราชญ์ทั้งหลายทราบชัดสภาพของโลกแล้วย่อมไม่เศร้าโศก
ท่านย่อมไม่รู้ทางของผู้มาหรือผู้ไป ไม่เห็นที่สุดทั้งสองอย่าง ถึงจะคร่ำครวญไปก็ไร้ประโยชน์ ถ้าผู้คร่ำครวญหลงเบียดเบียนตนอยู่ จะยังประโยชน์อะไรๆ ให้เกิดขึ้นได้ไซร้ บัณฑิตผู้เห็นแจ้งก็พึงกระทำ ความคร่ำครวญนั้น
บุคคลจะถึงความสงบใจได้ เพราะการร้องไห้ เพราะความเศร้าโศกก็หาไม่ ทุกข์ย่อมเกิดแก่ผู้นั้นยิ่งขึ้น และสรีระของผู้นั้นก็จะซูบซีด
บุคคลผู้เบียดเบียนตนเอง ย่อมเป็นผู้ซูบผอมมีผิวพรรณเศร้าหมอง สัตว์ทั้งหลายผู้ละไปแล้ว ย่อมรักษาตนไม่ได้ด้วยการรำพันนั้น การรําพันไร้ประโยชน์
คนผู้ทอดถอนใจถึงบุคคลผู้ทำกาละแล้ว ยังละความเศร้าโศกไม่ได้ ตกอยู่ในอำนาจของความเศร้าโศก ย่อมถึงทุกข์ยิ่งขึ้น
ท่านจงเห็นคนแม้เหล่าอื่นผู้เตรียมจะดำเนินไปตามยถากรรม (และ) สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ผู้มาถึงอำนาจแห่งมัจจุแล้ว กำลังพากันดิ้นรนอยู่ทีเดียว
ก็สัตว์ทั้งหลายย่อมสำคัญด้วยอาการใดๆ อาการนั้นๆ ย่อมแปรเป็นอย่างอื่นไปในภายหลัง ความพลัดพรากกันเช่นนี้ย่อมมีได้ ท่านจงดูสภาพแห่งโลกเถิด
มาณพแม้จะพึงเป็นอยู่ร้อยปีหรือยิ่งกว่านั้น ก็ต้องพลัดพรากจากหมู่ญาติ ต้องละชีวิตไว้ในโลกนี้
เพราะเหตุนั้น บุคคลฟังพระธรรมเทศนาของพระอรหันต์แล้ว ถ้าบุคคลผู้ล่วงลับทำกาละแล้ว กำหนดรู้อยู่ว่า บุคคลผู้ล่วงลับอันทำ กาละแล้วนั้น เราไม่พึงได้ว่า จงเป็นอยู่อีกเถิด ดังนี้
พึงกำจัดความรำพันเสีย บุคคลพึงดับไฟที่ไหม้ลุกลามไปด้วยน้ำฉันใด นรชนผู้เป็นนักปราชญ์ มีปัญญาเฉลียวฉลาด พึงกำจัดความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นเสียโดยฉับพลัน เหมือนลมพัดนุ่นปลิวไปฉะนั้น กำจัดความรำพันความทะเยอทะยาน และความโทมนัสของตน พึงถอนลูกศร คือกิเลสของตนเสีย
เป็นผู้มีลูกศร คือกิเลสอันถอนขึ้นแล้ว อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว ถึงความสงบใจ ก้าวล่วงความเศร้าโศกได้ทั้งหมด เป็นผู้ไม่มี ความเศร้าโศกเยือกเย็นจะ แล
ในพระสูตรนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมดาของสัตว์โลกว่า สัตว์โลกย่อมเป็นอย่างนี้ คือเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ที่จะไม่ตายไม่มี และเมื่อจะตายบิดามารดาหรือญาติมิตรก็ไม่อาจป้องกันไม่ให้ตายได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคร่ำครวญ มีแต่จะ ทำให้สรีระของผู้คร่ำครวญผ่ายผอมซูบซีดเศร้าหมอง เป็นทุกข์ยิ่งขึ้นเท่านั้น ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อชีวิตยังดำรงอยู่ จงประพฤติธรรม เพื่อถอนลูกศร คือกิเลสของตนออกเสีย เป็นผู้ไม่มีกิเลส ได้ความสงบใจ ก้าวล่วงความโศกได้ทั้งหมด นั่นจึงจะประเสริฐ
-----------------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ