สกาพุทธิ (๑๐)
------------
วิเทหดาบสย้อนถามคันธารดาบสว่า บอกว่าจะสอนตัวเอง แล้วทำไมมาสอนคนอื่น
คันธารดาบสตอบว่า เห็นอะไรไม่ถูกต้องก็ต้องทักท้วง มันเป็นหน้าที่ ไม่ควรปล่อยปละละเลย
วิเทหดาบสบอกว่า แม้จะคิดว่าเป็นหน้าที่ ทำสิ่งที่ดีมีประโยชน์ แต่พูดไปแล้วขัดใจเขา แบบนี้คนฉลาดเขาไม่ทำหรอก
คันธารดาบสได้สดับดังนั้น จึงกล่าวว่า -
.........................................................
กามํ รุปฺปตุ วา มา วา
ภุสํ วา วิกิริยฺยตุ
ธมฺมํ เม ภณมานสฺส
น ปาปมุปลิมฺปติ. (๒๗/๑๐๔๗)
ผู้ถูกตักเตือนจะแค้นเคืองหรือไม่ก็ตาม
จะบอกปัดเหมือนซัดแกลบทิ้งก็ตาม
เราพูดสิ่งที่ถูกต้อง
อกุศลจิตไม่ติดอยู่ในใจเรา
.........................................................
คำตอบของคันธารดาบสนี้ ถ้าถอดความตามประสานักเลงปากท่อก็ต้องบอกว่า ใครจะโกรธใครจะเกลียดก็เชิญ ไม่แคร์ กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์
พระอรรถกถาจารย์ช่วยรับรองว่า ท่าทีเช่นนี้ย่อมสอดคล้องกับพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า -
.........................................................
น เต อหํ อานนฺท ตถา ปรกฺกมิสฺสามิ ยถา กุมฺภกาโร อามเก อามกมตฺเต.
ดูก่อนอานนท์ เราจักไม่ประคับประคองพวกเธอเหมือนช่างหม้อประคับประคองภาชนะดินที่ยังดิบอยู่
นิคฺคยฺหนิคฺคยฺหาหํ อานนฺท วกฺขามิ ปวยฺหปวยฺหาหํ อานนฺท วกฺขามิ.
เราจักสั่งสอนโดยการข่มแล้วข่มอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก
โย สาโร โส ฐสฺสติ.
ผู้ใดมีสาระ (ตั้งใจประพฤติดี) ผู้นั้นจักดำรงอยู่ (ในพระศาสนานี้) ได้
ที่มา: มหาสุญญตสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ ข้อ ๓๕๖
.........................................................
อรรถกถาขยายความว่า หม้อที่ปั้นใหม่ๆ ยังไม่แห้งดี หรือยังไม่สุก ช่างหม้อประคับประคองเป็นอย่างดีเพราะกลัวหม้อจะแตก
แต่พระพุทธองค์จะไม่ประคับประคองภิกษุสาวกแบบนั้น
แต่จะทรงแนะนำสั่งสอน ผิดถูกว่าไปตามหลัก ไม่มีเกรงใจ ไม่กลัวสาวกจะโกรธ สาวกคนไหนมีธาตุดีอยู่ในตัวก็จะสามารถทนต่อการอบรมสั่งสอนและเจริญในพระศาสนานี้ได้
เหมือนหม้อที่เผาแล้ว ใบไหนแตกหรือเผาไม่สุกก็คัดออก เอาไว้แต่ใบที่บริบูรณ์ดี
......................
เมื่อยืนยันหลักการของตนดังนั้นแล้ว คันธารดาบสได้แสดงเหตุผลเป็นการสรุป ดังนี้ -
.........................................................
โน เจ อสฺส สกา พุทฺธิ
วินโย วา สุสิกฺขิโต
วเน อนฺธมหึโสว
จเรยฺย พหุโก ชโน. (๒๗/๑๐๔๘)
ถ้าความรู้ประจำสถานภาพของตน ก็ไม่มี
วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ก็ไม่มี
ฝูงชนก็จะพึงประพฤติตัว -
เหมือนกระบือบอดโซซัดโซเซอยู่ในป่า
ยสฺมา จ ปนิเธกจฺเจ
อาจารมฺหิ สุสิกฺขิตา
วินีตวินยา ธีรา
จรนฺติ สุสมาหิตา. (๒๗/๑๐๔๙)
แต่เพราะคนบางเหล่าในโลกนี้
ศึกษาดีแล้วในสำนักอาจารย์
ได้รับการฝึกอบรมให้มีวินัย มีปัญญา
จึงดำเนินชีวิตได้ด้วยจิตใจที่มั่นคงเป็นอันดี
.........................................................
คันธารชาดก สัตตกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ ข้อ ๑๐๔๓-๑๐๔๙
ชาตกัฏฐกถา ภาค ๕ หน้า ๒๐๒-๒๑๑
.........................................................
คาถา ๒ บทนี้เป็นคาถาปิดท้าย เป็น “หมัดตาย” ของคันธารดาบส
สาระสำคัญก็คือ คนเราไม่ว่าจะเป็นใครอยู่ในฐานะอะไร ต้องรู้หลักธรรมประจำสถานะที่ตนเป็น คือเป็นให้เป็น
ถ้าจะชี้ให้เห็นชัดที่สุดก็คือ เป็นพระ
หลักประจำสถานะของพระคือพระธรรมวินัย
พระไม่รู้กฎหมาย ไม่เป็นไร
พระไม่รู้ประวัติศาสตร์ ไม่เป็นไร
พระไม่รู้ปรัชญา ไม่เป็นไร
พระพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ไม่เป็นไร
แม้แต่พระใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น ก็ไม่เป็นไร
ความรู้เหล่านี้ไม่ใช่หลักความรู้ประจำสถานะของพระ
พระไม่รู้ก็ไม่เสียหาย
แต่ถ้าพระไม่รู้หลักพระธรรมวินัย เสียหายทันที
.........................................................
พระจบปริญญาเอก
โยมถามว่า วัตถุอนามาสคืออะไร
ตอบไม่ได้
แบบนี้ ดอกเตอร์ก็คุ้มความเสียหายไม่ได้
.........................................................
รู้หลักพระธรรมวินัยคือ “สกาพุทธิ” ของพระ
ไม่ใช่แค่มีสกาพุทธิ แต่ต้องมี “วินโย สุสิกฺขิโต = วินัยที่ศึกษาดีแล้ว” ด้วย
หมายความว่า อะไรที่ “ห้ามทำ” ก็ไม่ทำได้จริง
อะไรที่ “ต้องทำ” ก็ไม่ละเลย ไม่บกพร่องได้จริง
คือไม่ใช่รู้แต่ทฤษฎี แต่ปฏิบัติตามได้จริงๆ ด้วย
“ศึกษา” ในภาษาไทย เราเข้าใจกันว่า-แค่เรียนวิชาการชำนาญทฤษฎี
แต่ “สิกฺขา” ในบาลีหมายรวมถึงฝึกหัดปฏิบัติได้จริงด้วย
และถ้าถึงระดับ “สุสิกฺขิโต = ศึกษาดีแล้ว” ด้วยแล้ว หมายถึงทำได้ ทำเป็น ทำจริง ทำจนเป็นเนื้อเดียวกับชีวิต
มีพระธรรมวินัยเป็นสกาพุทธิด้วย
ปฏิบัติถึงระดับสุสิกขิโตด้วย
เท่านี้-สถานะความเป็นพระก็งามสมบูรณ์แล้ว
ต่อจากนั้น-
ถ้าพระรู้กฎหมายอีกด้วย
รู้ประวัติศาสตร์อีกด้วย
รู้ปรัชญาอีกด้วย
พูดภาษาอังกฤษได้อีกด้วย
ใช้กลไกไฮเทคเป็นอีกด้วย
ฯลฯ
ก็ยิ่งเสริมความงามให้สง่ายิ่งขึ้น
แต่ถ้า “โน เจ อสฺส” เก่งทุกเรื่อง แต่ไม่รู้และไม่ปฏิบัติพระธรรมวินัย
ก็ไม่ต่างอะไรกับ “อนฺธมหึโส”
ในฝ่ายชาวบ้านก็ใช้หลักการเดียวกัน
อาชีพอะไร ตำแหน่งหน้าที่อะไร ต้องมี “สกาพุทธิ” ความรู้ประจำตำแหน่งหน้าที่ และต้องรู้ดีปฏิบัติได้จริงด้วย
......................
คาถาแรกนี่เป็นการมองเชิงลบ
แต่คาถาที่สองเป็นการมองเชิงบวก
คือบอกว่า ไม่ใช่ว่าจะเป็นกระบือบอดกันไปหมดทั้งโลก คนที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้เข้าหาครูบาอาจารย์ ขอฝึกหัดศึกษาปฏิบัติก็ยังพอมีอยู่ ไมใช่ไม่มี
คำไทยพูดกันว่า “ศิษย์มีครู” คนรุ่นเก่ายังซาบซึ้งเสมอ
คนจำพวกนี้แหละ เมื่อได้รับการแนะนำสั่งสอนฝึกหัดในทางดี ก็สามารถจะเป็น “ธีรชน” คือฉลาดด้วย เก่งด้วย และที่สำคัญ-ดีด้วย
และคนจำพวกนี้แหละที่จะ “จรนฺติ สุสมาหิตา” คือดำเนินชีวิตด้วยจิตใจที่มั่นคง คำรงฐานะหน้าที่ของตัวโดยไม่บกพร่อง
คนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ จึงไม่ใช่แค่-ไม่ “สร้างปัญหา” หากแต่ยังจะช่วย “สางปัญหา” ให้แก่สังคมอีกด้วย
ทั้งหมดนี้ พูดตามนัยแห่งคาถาของคันธารดาบส สรุปความได้ดังที่แสดงมา
......................
ในที่สุด วิเทหดาบสก็ยอมรับในเหตุผล ยอมจำนนโดยธรรม ขอขมาที่บังอาจโต้แย้ง ยอมรับคำสั่งสอนของคันธารดาบสโดยเคารพ
ดาบสทั้งสองคืนสู่ป่าหิมพานต์ เจริญกสิณฌานสมาบัติไม่เสื่อมถอย สิ้นอายุขัยก็ไปอุบัติในพรหมโลก
......................
พระศาสดาตรัสคันธารชาดกจบลงด้วยประการฉะนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ตทา วิเทโห อันว่าวิเทหดาบสในครั้งนั้นกลับชาติมาคือพระอานนท์ ส่วนคันธารราชดาบส กลับชาติมา อหเมว คือเราตถาคตนี่แล
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒ กันยายน ๒๕๖๖
๑๗:๓๙

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ