สามเณรก็รับกฐินได้?!?!?!?!?!
-------------------------
หลายปีมาแล้ว-สมัยที่ผมเข้ามาในโลกเฟซบุ๊กใหม่ๆ เคยอ่านความเห็นของท่านผู้หนึ่งซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าเป็นใคร ท่านพูด (เขียน) ขึ้นมาลอยๆ ใจความว่า -
“รับกฐิน ถ้าหาพระไม่ได้จริงๆ เอาสามเณรมาร่วมด้วยก็ได้”
ซึ่งผมเอามาตั้งเป็นชื่อบทความนี้ว่า “สามเณรก็รับกฐินได้?!?!?!?!?!”
ผมใส่เครื่องหมาคำถามกับเครื่องหมายตกใจเอาไว้ด้วย เป็นการเตือนให้รู้ว่า อย่าเชื่อคำพูดนี้
ท่านที่พูดขึ้นมาอย่างนี้ท่านไม่ได้อธิบายว่าไปเอาความคิดความเห็นนี้มาจากไหน ผมเข้าใจว่าท่านคงไม่ได้คิดขึ้นมาเอง เพราะกฐินเป็นเรื่องของพระวินัย คิดเอาเองไม่ได้ ต้องว่าไปตามหลักฐาน
เมื่อได้ตรวจสอบดูในคัมภีร์ ก็พบว่า เรื่องกฐินนี้มีกล่าวถึงสามเณรไว้ด้วยจริงๆ
เอาละสิ ใช้สำนวนกฎหมายก็ต้องว่า-คดีมีมูล
แต่เมื่อพิจารณาข้อความในคัมภีร์แล้ว ปรากฏว่า มีกล่าวถึงสามเณรก็จริง แต่ไม่ได้บอกว่า สามเณรก็รับกฐินได้
และไม่มีตรงไหนที่ไหนบอกไว้เลยว่า สามเณรก็รับกฐินได้
คำที่ว่า “รับกฐิน ถ้าหาพระไม่ได้จริงๆ เอาสามเณรมาร่วมด้วยก็ได้” เป็นการพูดที่ตรงกับสำนวนไทยว่า “ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด”
ถ้ามีคนเชื่อ แล้วเอาไปพูดต่อๆ กันไป อาจนำไปสู่การปฏิบัติจริง เกิดเป็นความวิปริตขึ้นในพระธรรมวินัย กลายเป็นมหาภัยของพระศาสนาไปเลย
แล้วเรื่องการรับกฐิน ในคัมภีร์กล่าวถึงสามเณรไว้อย่างไร?
ผมขออนุญาตทำหน้าที่ถ่ายทอด-ในฐานะ “โสตุ” (hearer) นะครับ ไม่ใช่ในฐานะผู้รู้
ในคัมภีร์อรรถกถา เมื่ออธิบายถึงจำนวนพระที่รับกฐิน ท่านบอกว่า ถ้าพระที่จำพรรษาต้นมีจำนวนไม่ถึง ๕ รูป ก็ให้ไปเอาพระที่จำพรรษาหลังมารวมให้ครบ ๕ รูปได้
ตรงนี้ต้องถอยไปตั้งหลักที่-เกณฑ์การมีสิทธิ์รับกฐิน
ข้อ ๑ พระที่มีสิทธิ์รับกฐิน ต้องจำพรรษาครบ ๓ เดือนแล้ว และพรรษาไม่ขาด (พรรษาขาด-พรรษาไม่ขาด คืออย่างไร โปรดไปศึกษาหาความรู้เอานะครับ)
ข้อ ๒ การจำพรรษามี ๒ ระยะ คือ พรรษาต้น และ พรรษาหลัง
พรรษาต้น คำศัพท์เรียกว่า “บุริมพรรษา” พรรษาหลัง คำศัพท์เรียกว่า “ปัจฉิมพรรษา” (ผมเขียนเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อวานนี้-๑๐ กันยายน ๒๕๖๖)
พรรษาต้น เริ่มตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๘ ครบ ๓ เดือนแรมค่ำ ๑ เดือน ๑๑
พรรษาหลัง เริ่มตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๙ ครบ ๓ เดือนแรมค่ำ ๑ เดือน ๑๒
ข้อ ๓ เกณฑ์ทางพระวินัยกำหนดว่า พระที่มีสิทธิ์รับกฐินต้องเป็นพระที่จำพรรษาต้น ส่วนพระที่จำพรรษาหลังไม่มีสิทธิ์รับกฐิน
เหตุผลที่พระจำพรรษาหลังไม่มีสิทธิ์รับกฐินก็เพราะ-พระที่มีสิทธิ์รับกฐิน ต้องจำพรรษาครบ ๓ เดือน ตรงนี้ไปเกี่ยวกับระยะเวลาที่ทอดกฐิน
ระยะเวลาที่ทอดกฐินมีกำหนดภายใน ๑ เดือนหลังจากออกพรรษา นั่นคือ ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๑๑ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒
แรมค่ำ ๑ เดือน ๑๑ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ พระที่จำพรรษาต้น จำพรรษาครบ ๓ เดือนแล้ว จึงรับกฐินได้
แต่พระที่จำพรรษาหลังยังจำพรรษาไม่ครบ ๓ เดือน จึงไม่มีสิทธิ์รับกฐิน จะไปครบ ๓ เดือนเอาในวันแรมค่ำ ๑ เดือน ๑๒ ซึ่งหมดเขตทอดกฐินพอดี (วันสุดท้ายที่กฐินทอดได้คือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒)
นี่คือเหตุผลที่ว่า-ทำไมพระจำพรรษาหลังจึงไม่มีสิทธิ์รับกฐิน
ข้อ ๔ อรรถกถาอธิบายว่า ถ้าพระที่จำพรรษาต้นมีจำนวนไม่ถึง ๕ รูป ก็ให้ไปเอาพระที่จำพรรษาหลังมารวมให้ครบ ๕ รูปได้ มีเงื่อนไขแต่เพียงว่า พระที่จำพรรษาหลังมาร่วมสังฆกรรมเพื่อให้ครบ ๕ รูปได้ก็จริง แต่ก็ไม่ได้รับอานิสงส์กฐินอยู่นั่นเอง เรียกง่ายๆ ว่า มาช่วยทำให้คนอื่นได้สิทธิ์ แต่ตัวเองไม่มีสิทธิ์
แต่ตรงจุดนี้แหละครับที่มีเงื่อนไขแทรกเข้ามา และเป็นเงื่อนไขที่ไปเกี่ยวกับสามเณรเข้า
นั่นก็คือ พระที่จำพรรษาหลังมี ๒ ประเภท กล่าวคือ -
ประเภทที่ ๑ เป็นพระตั้งแต่วันเข้าพรรษาต้น แต่จำพรรษาต้นไม่ทันด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงต้องไปจำพรรษาหลัง
ประเภทที่ ๒ ก่อนเข้าพรรษาต้นยังเป็นสามเณรอยู่ ยังไม่ได้บวชเป็นพระด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง เลยวันเข้าพรรษาต้นไปแล้วจึงบวชเป็นพระ และบวชก่อนวันเข้าพรรษาหลัง บวชเป็นพระแล้วจึงจำพรรษาหลัง
สรุปสั้นๆ พระจำพรรษาหลัง ๒ ประเภท
๑-เป็นพระอยู่แล้ว แต่มาจำพรรษาหลัง
๒-เป็นเณรอยู่ก่อน แต่บวชเป็นพระแล้วจำพรรษาหลัง
ทีนี้ก็มาถึงสิทธิ -
พระจำพรรษาหลังประเภทที่ ๑ (เป็นพระอยู่แล้ว) มาร่วมสังฆกรรมเพื่อให้ครบ ๕ รูปได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ได้รับอานิสงส์กฐิน
พระจำพรรษาหลังประเภทที่ ๒ (เป็นเณรอยู่ก่อน) มาร่วมสังฆกรรมเพื่อให้ครบ ๕ รูปได้ และมีสิทธิ์ได้รับอานิสงส์กฐินด้วย
นี่คือข้อแตกต่าง และที่กล่าวถึงสามเณรก็เพราะสิทธิที่แตกต่างตรงนี้ ถ้าไม่มีสิทธิ์ที่แตกต่างเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงสามเณร พระจำพรรษาหลังก็จะมีประเภทเดียว จะเป็นพระอยู่แล้วหรือเป็นสามเณรอยู่ก่อนก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับอานิสงส์กฐินทั้งนั้น
ทำไมพระจำพรรษาหลังที่เป็นเณรอยู่ก่อน ถ้ามาร่วมสังฆกรรม จึงมีสิทธิ์ได้รับอานิสงส์กฐิน ท่านไม่ได้อธิบายไว้ จึงต้องสันนิษฐาน
ข้อสันนิษฐานของผมก็คือ
๑ เป็นสามเณรอยู่ที่วัดนั้นมาตั้งแต่เข้าพรรษาต้น
๒ ถ้าสามเณรนั้นเป็นพระ ก็เท่ากับได้จำพรรษาต้นมาแต่แรกด้วยนั่นเอง
๓ เมื่อบวชเป็นพระและจำพรรษาหลัง จึงได้รับสิทธิพิเศษเสมือนได้จำพรรษต้นมาแต่แรก
ถ้าเป็นตามที่สันนิษฐานนี้ (๑) สามเณรที่ไม่ได้อยู่วัดนั้นมาตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษาต้น (๒) หากแต่จรมาจากที่อื่นหลังจากเข้าพรรษาต้นไปแล้ว (๓) แล้วมาบวชเป็นพระเข้าพรรษาหลังที่วัดนั้น ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะมีสถานะเหมือนพระเข้าพรรษาหลังทั่วไป คือ มาร่วมสังฆกรรมเพื่อให้ครบ ๕ รูปได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ได้รับอานิสงส์กฐิน
สรุปว่า พระที่จำพรรษาหลังมีสิทธิ์มาร่วมสังฆกรรมเพื่อให้ครบ ๕ รูปได้
และตรงจุดนี้เองที่เป็นการยืนยันว่า คำอธิบายเรื่องพระจำพรรษาต้น-จำพรรษาหลังนี้ เป็นกรณีพระจำพรรษาวัดเดียวกัน ไม่ใช่กรณีนิมนต์มาจากต่างวัด
ทำไมจึงว่า-เป็นกรณีพระจำพรรษาวัดเดียวกัน?
ก็เพราะ-ถ้าเป็นกรณีนิมนต์มาจากต่างวัด ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องกล่าวถึงพระจำพรรษาต้น-จำพรรษาหลัง บอกแค่ว่า-พระที่นิมนต์มาจากต่างวัด-เท่านี้พอ เพราะไม่ว่าจะจำพรรษาต้นหรือจำพรรษาหลังก็ใช้ได้ทั้งนั้น
ถ้ากรณีจำพรรษาต้น-จำพรรษาหลัง หมายถึงพระที่นิมนต์มาจากต่างวัด ก็จะยิ่งตลก เพราะท่านระบุว่า พระที่นิมนต์มาต้องเป็นพระที่จำพรรษาหลัง
พระที่จำพรรษาต้นก็ใช้ได้ แล้วทำไมไปจำกัดว่าต้องเป็นพระที่จำพรรษาหลัง?
ก็ในเมื่อจำพรรษาต้นหรือจำพรรษาหลังก็ใช้ได้ทั้งนั้น จะต้องไปกล่าวถึงจำพรรษาต้นจำพรรษาหลังให้วุ่นวายทำไม
สรุปว่า ถ้าจะสนับสนุนว่า-นิมนต์พระมาจากต่างวัดก็รับกฐินได้ จะยกกรณีจำพรรษาต้นหรือจำพรรษาหลังมายืนยัน ไม่เข้ากับเหตุผลครับเพราะกรณีจำพรรษาต้น-จำพรรษาหลังท่านกล่าวถึงพระที่จำพรรษาวัดเดียวกัน ไม่ใช่กรณีนิมนต์มาจากต่างวัด
กรณีนิมนต์มาจากต่างวัดก็รับกฐินได้ ต้องยกข้อมูลหลักฐานจากที่อื่น ไม่ใช่ข้อมูลหลักฐานตรงนี้
ที่ผมว่ามาตั้งแต่ต้น หลักฐานอยู่ในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา (อรรถกถาวินัยปิฎก) ภาค ๓ หน้า ๒๑๐ ตอนอธิบายกฐินขันธกะ ในที่นี้ไม่ได้ยกคำบาลีมาด้วย ทั้งนี้เพื่อให้อ่านกันโปร่งๆ ท่านผู้ใดใคร่จะช่วยกันศึกษาตรวจสอบ ก็สามารถตามไปดูได้ คัมภีร์เล่มนี้เป็นแบบเรียนของนักเรียนบาลีในเมืองไทยด้วย
และคัมภีร์สมันตปาสาทิกาตรงนี้แหละที่ยินยันว่า พระที่จำพรรษาต่างวัดนิมนต์มาร่วมสังฆกรรมกฐิน-ใช้ไม่ได้
ส่วนหลักฐานที่ว่า นิมนต์พระต่างวัดมาก็ใช้ได้ ท่านผู้ใดจะกรุณายกมาอธิบายให้ฟังแบบเดียวกันนี้ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง เราจะได้มีความรู้ทั่วกัน
เจตนาของผมก็คือ ขอให้ผ่านพ้นความรู้ความเข้าใจในฐานะความคิดเห็นส่วนบุคคล ก้าวข้ามไปสู่ข้อสรุปอันเป็นองค์ความรู้ที่เป็นมาตรฐานกลางร่วมกัน อันจะนำไปสู่การปฏิบัติที่ตรงกันเป็นเอกภาพของคณะสงฆ์ไทย
.....................
แต่เฉพาะกรณีที่บอกว่า-สามเณรก็รับกฐินได้-นั้น กรุณาลบข้อมูลผิดๆ นี้ออกไปจากความคิดความเข้าใจเสียนะครับ
เราห้ามคนพูดอะไรพล่อยๆ ไม่ได้ก็จริง
แต่ห้ามตัวเราไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ ได้ครับ
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๑ กันยายน ๒๕๖๖
๑๔:๑๘
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ