ชวนศึกษากรณี “สิกขาบทเล็กน้อย” (๒)
---------------------------------------
แน่นอนว่าปัญหาจะย้อนกลับไปตั้งต้นถามกันใหม่ว่า อะไรบ้างคือสิกขาบทเล็กน้อย
ปัญหานี้ที่ประชุมปฐมสังคายนาท่านไม่ตัดสินชี้ขาดมาแล้ว - แล้วใครจะตัดสิน?
นี่คือปรากฏการณ์จริงที่อาจเกิดขึ้นเป็นได้ ถ้ามีการปฏิบัติตามพุทธานุญาตที่บางท่านอ้างว่าเป็น “พุทธบัญชา” หรือ “พุทธประสงค์”
คือถ้ามีการถอนสิกขาบทเล็กน้อยกันจริงๆ และของจริงที่เกิดมีขึ้นแล้วก็ไม่ต้องดูอื่นไกล - ก็พระภิกษุในนิกายมหายานทุกวันนี้นั่นยังไง ถ้าเปรียบเทียบกับพระภิกษุนิกายเถรวาท ก็แทบจะเป็นคนละศาสนาอยู่แล้วมิใช่หรือ นั่นแหละผลงานของสงฆ์ฝ่ายที่ปฏิบัติตามสิ่งที่อ้างว่าเป็นพุทธประสงค์ละ
ปัญหาข้างต้น แนวปฏิบัติตามมติที่ประชุมปฐมสังคายนาก็คือรักษาสิกขาบททั้งหมดไว้ และเอาสิกขาบทเหล่านั้นเป็นเกณฑ์มาตรฐาน
ผู้ปฏิบัติได้ตามเกณฑ์มาตรฐานนั้นก็มีสิทธิเข้ามาเป็นสมาชิกของสงฆ์ได้ ส่วนผู้ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ก็ควรสละสิทธินั้นเสีย แล้วเลือกหนทางดำเนินในระดับอื่น ซึ่งยังมีอยู่อีกมากมาย
วิธีเช่นนี้ย่อมเป็นการดำรงเกณฑ์มาตรฐานของสงฆ์ไว้ได้ตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงวางไว้ ไม่ใช่ยุบ เลิก ลด หรือถอน หรือเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จนในที่สุดก็จะเป็นการละลาย สลาย หรือทำลายตัวเองนั่นเอง
เพราะฉะนั้น ถ้าภิกษุแดงไม่สามารถงดอาหารมื้อเย็นได้ วิธีการที่ถูกต้องจึงย่อมไม่ใช่การขอให้สงฆ์เลิกสิกขาบทที่ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล หากแต่คือ - การสละสิทธิความเป็นภิกษุแดงกลับไปเป็นนายแดงตามเดิม ซึ่งก็ยังสามารถบำเพ็ญบุญกิริยาได้อย่างสมบูรณ์
แล้วปล่อยให้สิกขาบทที่ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาลคงอยู่เป็นมาตรฐานของภิกษุในพระพุทธศาสนาเถรวาทสืบต่อไป เพื่อที่ว่าภิกษุดำและใครๆ ที่มีความสามารถมากกว่าภิกษุแดง จะได้พัฒนาตัวเองขึ้นไปสู่มาตรฐานนั้นได้ อันจะเป็นการเกื้อกูลแก่การทำที่สุดแห่งทุกข์ต่อไป
....................
ปัญหาที่สามารถนำมาอภิปรายได้อีกประเด็นหนึ่งคือ ที่ประชุมปฐมสังคายนาลงมติไม่ถอนสิกขาบท เป็นการปฏิเสธสิทธิที่ภิกษุจะถอนสิกขาบทใช่หรือไม่?
ตอบว่า ไม่ใช่
เพราะภิกษุแต่ละรูปไม่มีสิทธิในการถอนสิกขาบทใดๆ อยู่แล้ว
เปรียบได้กับประชาชนไม่มีสิทธิปฏิเสธกฎหมาย
ถ้าเช่นนั้น เป็นการปฏิเสธสิทธิของสงฆ์ในการถอนสิกขาบท ใช่หรือไม่?
ตอบว่า ถ้าหมายถึงสงฆ์ที่ทำปฐมสังคายนาล่ะก็ ใช่ แต่ไม่ควรเรียกว่า “ปฏิเสธ” ควรเรียกว่า “สละสิทธิ์” จะถูกต้องกว่า
คือสงฆ์ที่ทำปฐมสังคายนาสละสิทธิ์ที่จะถอนสิกขาบทเล็กน้อยตามที่มีพุทธานุญาตไว้ เปรียบเหมือนรัฐโดยสภาในขณะนั้นสละสิทธิ์ที่จะยกเลิกกฎหมายเดิมๆ
แต่ถึงจะมีการยกเลิกกฎหมายเดิม ก็จะต้องกระทำโดยรัฐผ่านทางสภาอยู่นั่นเอง ไม่ใช่รัฐบาลประกาศยกเลิกเอง หรือ สส.แต่ละคนประกาศยกเลิกกันเอง
เหมือนกับถ้าจะมีการถอนสิกขาบทเล็กน้อยตามพุทธานุญาต ก็จะต้องถอนโดยที่ประชุมสงฆ์นั่นเอง ไม่ใช่ภิกษุรูปไหนอยากถอนสิกขาบทไหนก็ถอนกันไปตามใจชอบ
ถามว่า ถ้าอย่างนั้น สงฆ์อื่นๆ ในเวลานั้นก็ดี สงฆ์ในอนาคตก็ดี จะมีสิทธิในการถอนสิกขาบทเล็กน้อยหรือไม่?
ตอบว่า มีแน่นอน ถ้าสงฆ์ที่ว่านั้นลงมติเห็นชอบพร้อมกันให้ถอน
เปรียบเหมือนรัฐในเวลาต่อมา ย่อมมีสิทธิเสนอต่อสภาให้ยกเลิกกฎหมายเดิมทุกฉบับไม่ว่าจะบัญญัติมาตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินองค์ไหน-ถ้าสภาเห็นชอบร่วมกัน
สิทธิในการถอนสิกขาบทเล็กน้อยเช่นว่านั้น ก็ได้มีสงฆ์ในเวลาต่อมานำมาใช้จนเกิดเป็นนิกายมหายานอยู่ในทุกวันนี้
แม้ในราว พ.ศ.๑๐๐ ก็เริ่มมีการใช้สิทธิในการถอนกันบ้างแล้ว นั่นคือกรณีภิกษุชาววัชชีถอนสิกขาบท ๑๐ ข้อ ที่เรียกกันว่า “วัตถุ ๑๐ ประการ” เช่น สิกขาบทว่าด้วยห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล ก็ถูกถอนออก แล้วบัญญัติใหม่ว่า ฉันอาหารได้จนถึงตะวันเที่ยงแล้วสององคุลี (เวลาวิกาลในสิกขาบทนี้หมายถึงตั้งแต่เที่ยงตรงเป็นต้นไปจนถึงอรุณขึ้น)
และสิกขาบทว่าด้วยห้ามรับเงินทองก็ถูกถอนออก เป็นต้น
กรณีภิกษุชาววัชชีหรือกรณีวัตถุ ๑๐ ประการนี้ เป็นเหตุให้เกิดการสังคายนาครั้งที่สองขึ้น
ถามว่า สงฆ์ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้จะใช้สิทธิตามพุทธานุญาตถอนสิกขาบทเล็กน้อยออกเสียบ้างได้หรือไม่?
ตอบว่า ถ้าว่าตามหลักการในพุทธานุญาตก็ย่อมทำได้
แต่สงฆ์จำพวกไหนเล่าที่จะทำ?
เพราะสงฆ์ในประเทศไทย โดยเฉพาะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นพวกที่ถือหลักตามปฐมสังคายนา คือไม่ถอนของเก่า ไม่บัญญัติของใหม่ แต่จะขอประพฤติตามแนวสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้ว
พูดสั้นๆ ว่า สงฆ์ฝ่ายเถรวาทยึดถือตามมติปฐมสังคายนา เพราะฉะนั้นสงฆ์นิกายนี้จึงไม่เคยมีมติให้ถอนสิกขาบทใดๆ ทั้งสิ้น
ถ้าสงฆ์หมู่ไหนในประเทศไทยคิดจะถอน ก็ต้องออกไปจากนิกายเถรวาท เพราะการถอนสิกขาบทไม่ใช่หลักการของเถรวาท
จะอยู่เป็นเถรวาทด้วย แล้วก็ใช้สิทธิถอนสิกขาบทนั่นนี่ไปด้วย หาได้ไม่
ฟังดูเหมือนกับจะเป็นการเผด็จการ
แต่ไม่ใช่เลย
เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง
คือให้สิทธิในการเลือกนับถือได้อย่างเต็มที่ ไม่อยากเป็นเถรวาท เพราะอยากถอนสิกขาบท ก็เชิญออกไปจากเถรวาท ออกไปแล้วจะถอนให้เหี้ยนเตียนก็เชิญตามสบาย ไม่มีใครว่าอะไร
ขอเพียงให้มีความซื่อตรง คือเมื่อตนไม่นับถือพระธรรมวินัยตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงทรงบัญญัติไว้ ก็ประกาศออกมาตรงๆ ว่าตนไม่ใช่ภิกษุในพระพุทธศาสนาเถรวาท
การไม่นับถือพระธรรมวินัย แต่ก็ยังประกาศตนแสดงตัวว่าเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาเถรวาท ย่อมเป็นการไม่ซื่อตรง
หรือพูดกันตรงๆ ก็คือเป็นการหลอกลวงและเป็นความเลวอย่างยิ่ง
โปรดอย่าลืมว่า การยกเลิกเพิกถอน ก็คือการไม่นับถือนั่นเอง เราถอนสิ่งใดก็แปลว่า เราเลิกนับถือสิ่งนั้น (นับถือในฐานะที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งนั้น) ไม่ควรเข้าใจผิดไปว่าเป็นความดี วิเศษ หรือเป็นพวกหัวก้าวหน้า
น่าสังเกตว่า ความคิดที่จะถอนสิกขาบทเล็กน้อยตามพุทธานุญาตนั้นไม่มีปรากฏอยู่ในระยะแรกหลังพุทธปรินิพพานเลย แม้กรณีพระปุราณะที่ดูคล้ายกับจะถือหลักธรรมวินัยไม่ตรงกับฝ่ายปฐมสังคายนาก็ไม่มีเรื่องราวปรากฏว่าได้ประกาศถอนสิกขาบทข้อใดๆ
คณะสงฆ์อื่นๆ ที่ไม่ได้เข้าประชุมปฐมสังคายนาซึ่งน่าจะมีอยู่มากกว่าพวกปฐมสังคายนา ก็ไม่ปรากฏว่าได้ถือหลักธรรมวินัยแปลกแยกออกไป
เหตุทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะภิกษุซึ่งประกอบเข้าเป็นสงฆ์ในระยะนั้นส่วนมากเป็นผู้ที่ทันรู้ทันเห็นพระบรมศาสดา และรู้เหตุผลต้นปลายในการบัญญัติสิกขาบทต่างๆ เรียกง่ายๆ ว่าส่วนมากอยู่ในที่เกิดเหตุ จึงทันรู้พุทธประสงค์เป็นอย่างดี คล้ายกับว่าสิกขาบทนั้นๆ ท่านมีส่วนสร้างขึ้นด้วยผู้หนึ่ง ท่านเหล่านี้จึงไม่มีความคิดที่จะยกเลิกเพิกถอนสิกขาบทใดๆ
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป พระภิกษุรุ่นเก่าล่วงลับไป พระภิกษุรุ่นใหม่ที่เข้ามาบวชในพระธรรมวินัยนี้ ก็เป็นพวกที่ไม่ได้รู้เห็นเหตุผลต้นปลายหรือความเป็นมาของสิกขาบทนั้นๆ ด้วยตนเอง อย่างมากก็เพียงแต่ได้ฟังมาจากครูบาอาจารย์ ความประทับใจหรือการเห็นความสำคัญก็ค่อยๆ ลดลงตามลำดับ จนในที่สุดเมื่อถึงยุคสมัยหนึ่งก็อาจเกิดความคิดที่จะยกเลิกเพิกถอนสิกขาบทนั้นๆ ขึ้นมาได้ง่ายๆ
ยิ่งทุกวันนี้ พระภิกษุสามเณรไม่ได้อุทิศเวลาอุทิศชีวิตให้แก่การศึกษาพระธรรมวินัย แม้ที่ศึกษากันอยู่ก็เป็นการศึกษาที่มุ่งจะให้ได้วุฒิเพื่อจะได้ศักดิ์และสิทธิ์อันเกิดจากวุฒินั้น-เช่นนี้ด้วยแล้ว การเห็นความสำคัญของสิกขาบทและหลักพระธรรมวินัยก็ยิ่งจืดจางห่างหายออกไปเรื่อยๆ
เพราะฉะนั้น มาถึงยุคสมัยนี้ ถ้าจะได้ยินพระรูปไหน หรือสำนักไหน ประกาศยกเลิกเพิกถอนหลักพระธรรมวินัย ... ไม่เอาสิกขาบทนี้ ไม่เอาคัมภีร์นี้ ไม่เอาเรื่องนั้นเรื่องนี้ ... ก็โปรดเข้าใจเถิดว่า นั่นเป็นสิ่งที่ท่านแต่ปางก่อนคาดหมายทายใจกันมาแล้วว่าจะต้องมีแบบนี้แน่ จึงไม่ต้องแปลกใจเลย
ควรถามตัวเองว่า แล้วเราล่ะจะเป็นพวกไหน
จะเอากับเขาด้วย?
หรือจะเอาหลักพระธรรมวินัย?
....................
ขอร้องอย่างเดียวว่า คิดอะไรขึ้นมาเอง ก็อย่าอ้างว่านี่แหละเป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนา
ขอให้มีความซื่อตรง
บอกไปตรงๆ ว่านี่ไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า
นี่เป็นธรรมะของข้าพเจ้า-ข้าพเจ้าคิดขึ้นเอง
อย่าโหนพระพุทธเจ้าเพื่อให้คนนับถือ
แต่จงสร้างความนับถือด้วยลำแข้งของตัวเอง
---------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๑ กันยายน ๒๕๖๖
๑๑:๑๗
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ