เรื่องพระรูปเดียว (๕)

-------------------

ภิกษุจำพรรษารูปเดียว มีโยมถวายจีวรแก่สงฆ์ จีวรจะเป็นของใคร? 

มีพระพุทธวินิจฉัยว่า เป็นของภิกษุรูปนั้นจนถึงเวลาเดาะกฐิน

ถามว่า “เวลาเดาะกฐิน” คือตั้งแต่เมื่อไรถึงเมื่อไร

อรรถกถาตอบว่า “เวลาเดาะกฐิน” มี ๒ กรณี คือ -

กรณีที่ ๑ ถ้าภิกษุนั้นหาภิกษุอื่นๆ มาให้ครบองค์สงฆ์ประชุมกันยกจีวรให้ภิกษุรูปนั้น เวลาเดาะกฐินมี ๕ เดือน คือตั้งแต่ออกพรรษาจนถึงกลางเดือน ๔

กรณีที่ ๒ ถ้าหาภิกษุอื่นๆ มาให้ครบองค์สงฆ์ไม่ได้ เวลาเดาะกฐินมี ๑ เดือน คือตั้งแต่ออกพรรษาจนถึงกลางเดือน ๑๒

คำตอบของอรรถกถาเกิดปัญหาที่ต้องคิด คือ อรรถกถาใช้คำว่า -

.........................................................

สเจ  คณปูรเก  ภิกฺขู  ลภิตฺวา  กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ  ปญฺจ  มาเส  

หากได้ภิกษุครบคณะ กฐินเป็นอันกรานแล้ว จีวรเหล่านั้นเป็นของภิกษุรูปนั้นตลอด ๕ เดือน

.........................................................

คำที่เป็นปัญหาคือ “กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ = กฐินเป็นอันกรานแล้ว” หมายความว่าอย่างไร?

ทำไม “กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ = กฐินเป็นอันกรานแล้ว” จึงโผล่เข้ามาตรงนี้ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มต้นมาก็ไม่ใช่เรื่องรับกฐินเลย?

เมื่อตอนที่แล้ว ผมฝากปัญหานี้ให้นักเรียนบาลีช่วยกันคิด

....................

ถ้าให้ผมคิด ผมจะเริ่มต้นตรงที่-เรื่องที่กำลังพูดกันอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องกฐิน 

เหตุผลสำคัญที่เราอาจจะลืมนึกก็คือ ถ้านี่เป็นเรื่องรับกฐิน ทำไมท่านจึงไม่เอาไปรวมไว้ในกฐินขันธกะอันเป็นเรื่องว่าด้วยกฐินโดยเฉพาะ ทำไมท่านเอามาไว้ในจีวรขันธกะ?

“ขันธกะ” คืออะไร แวะหาความรู้ตรงนี้นิดหนึ่งครับ

.........................................................

ขันธกะ : หมวด, พวก, ตอน หมายถึงเรื่องราวเกี่ยวกับพระวินัย และสิกขาบทนอกปาติโมกข์ ที่จัดประมวลเข้าเป็นหมวดๆ เรียกว่า ขันธกะ, ขันธกะหนึ่งๆ ว่าด้วยเรื่องหนึ่งๆ เช่น อุโบสถขันธกะ หมวดที่ว่าด้วยการทำอุโบสถ จีวรขันธกะ หมวดที่ว่าด้วยจีวร เป็นต้น รวมทั้งสิ้นมี ๒๒ ขันธกะ (พระวินัยปิฎกเล่ม ๔, ๕, ๖, ๗)

ที่มา: พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต

.........................................................

ใครที่ยืนยันว่า เรื่องนี้เป็นการรับกฐิน ต้องตอบคำถามนี้ให้ได้และตอบให้กระจ่าง

เมื่อไม่ใช่เรื่องกฐิน แต่เมื่อท่านใช้คำว่า “กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ = กฐินเป็นอันกรานแล้ว” ก็ต้องหาคำอธิบายว่า “กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ” หมายความว่าอย่างไร

คำว่า “คณปูรเก  ภิกฺขู  ลภิตฺวา  กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ = ได้ภิกษุครบคณะ กฐินเป็นอันกรานแล้ว” อ่านเท่าที่ตาเห็นชวนให้เข้าใจว่า นิมนต์พระจากวัดอื่นมาให้ครบ ๕ รูป ก็รับกฐินได้ 

อรรถกถาท่านมุ่งจะให้เข้าใจเช่นนี้แน่หรือ?

กรณีนิมนต์พระจากวัดอื่นมาให้ครบ ๕ รูปนี้ อรรถกถามีคำอธิบายไว้ชัดเจนในตอนที่กล่าวถึงวิธีกรานกฐินในกฐินขันธกะ ขอยกมาให้ดูดังนี้ -

.........................................................

กฐินตฺถารํ  เก  ลภนฺติ  เก  น  ลภนฺตีติ  ฯ  

ถามว่า ใครกรานกฐินได้ ใครกรานไม่ได้?

(ภิกษุแบบไหนรับกฐินได้ แบบไหนรับไม่ได้)

..................

..................

วุตฺถวสฺสวเสน  

ว่าด้วยภิกษุผู้จำพรรษา

ปุริมิกาย  วสฺสํ  อุปคนฺตฺวา  ปฐมปวารณาย  ปวาริตา  ลภนฺติ  

ภิกษุผู้เข้าพรรษาต้น ปวารณาในวันปฐมปวารณาแล้ว รับกฐินได้

ฉินฺนวสฺสา  วา  ปจฺฉิมิกาย  อุปคตา  วา  น  ลภนฺติ

ภิกษุผู้มีพรรษาขาดหรือเข้าพรรษาหลัง รับกฐินไม่ได้

อญฺญสฺมึ  วิหาเร  วุตฺถวสฺสาปิ  น  ลภนฺตีติ  มหาปจฺจริยํ  วุตฺตํ  ฯ

แม้ภิกษุที่จำพรรษาในวัดอื่นก็ไม่ได้ คัมภีร์มหาปัจจรีว่าไว้ดังนี้

ที่มา: สมันตปาสาทิกา (อรรถกถาวินัยปิฎก) ภาค ๓ หน้า ๒๑๐

.........................................................

ในกฐินขันธกะ ท่านว่านิมนต์มาจากวัดอื่นรับกฐินไม่ได้

ในจีวรขันธกะ ท่านว่านิมนต์มาจากวัดอื่นก็รับกฐินได้

ถ้าอรรถกถามีเจตนาที่จะให้เข้าใจอย่างนี้ อรรถกถาก็ขัดขาตัวเอง

โปรดช่วยกันศึกษาให้ดี

ออกพรรษาแล้ว กิจสำคัญของพระก็คือหาผ้ามาเปลี่ยนจีวรชุดเก่า จึงเป็นช่วงเวลาที่ญาติโยมถวายผ้ากฐินเพื่อให้พระได้กรานกฐิน = เปลี่ยนจีวร

“ได้กรานกฐิน” คำบาลีว่า “กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ” แปลว่า “กฐินเป็นอันกรานแล้ว” หมายความว่า การเปลี่ยนจีวรเป็นอันทำเรียบร้อยแล้ว

ตามเรื่องในจีวรขันธกะ ออกพรรษาแล้วโยมถวายจีวรแก่สงฆ์ ถ้าพระจำพรรษาตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป ก็ครบองค์ประกอบของกฐินเรียบร้อย นั่นคือ “กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ” ได้ทันที

แต่นี่พระจำพรรษารูปเดียว ออกพรรษาแล้วโยมถวายจีวรแก่สงฆ์ จะเป็นกฐินก็เป็นไม่ได้ เพราะไม่ครบองค์ประกอบของกฐิน

แล้วจะทำอย่างไร?

อรรถกถาชี้ทางออกให้ว่า หาพระมาให้ครบองค์สงฆ์ อนุมัติจีวรให้แก่พระรูปนั้น ทำอย่างนี้ก็จะ “กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ” ได้เหมือนกัน แต่จะเรียกว่า “กฐิน” ไม่ได้ เพราะไม่ใช่กฐินมาตั้งแต่ต้น (อรรถกถาไม่มีถ้อยคำตรงตัวเช่นนี้ แต่ประมวลเหตุผลแล้วได้ความเช่นนี้)

พระจำพรรษาตั้งแต่ ๕ รูป โยมถวายจีวรแก่สงฆ์ เป็น “กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ” ทันที และเป็น “กฐิน” ด้วย

พระจำพรรษารูปเดียว โยมถวายจีวรแก่สงฆ์ เมื่อปฏิบัติตามวิธีการที่แนะไว้ ก็เป็น “กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ” เช่นเดียวกัน แต่ไม่ใช่ “กฐิน”

ผมขอยกอุปมาเพื่อให้มองเห็นภาพ

.........................................................

พระเปรียญธรรม ๙ ประโยค เมื่อรับสมณศักดิ์จะได้เป็นพระราชาคณะ (เจ้าคุณ) ทันที

พระเปรียญธรรม ๓ ประโยค เมื่อรับสมณศักดิ์จะได้เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตร (พระครู) ก่อน ต่อจากนั้นจึงจะได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ

เจ้าคุณที่มาจากประโยค ๙ เป็นเจ้าคุณด้วย เป็นประโยค ๙ ด้วย

แต่เจ้าคุณที่มาจากพระครู เป็นเจ้าคุณเช่นเดียวกัน แต่เป็นประโยค ๙ ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ประโยค ๙ มาแต่ต้น

ทั้ง ๒ รูปเป็นเจ้าคุณเท่ากัน แต่ไม่เหมือนกัน-ฉันใด

พระจำพรรษาตั้งแต่ ๕ รูป เป็น “กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ” ด้วย เป็น “กฐิน” ด้วย

พระจำพรรษารูปเดียว เป็น “กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ” ได้เช่นเดียวกัน แต่เป็น “กฐิน” ไม่ได้ เพราะไม่ใช่กฐินมาแต่ต้น-ก็ฉันนั้น

.........................................................

ถ้ากรณีพระจำพรรษารูปเดียว “เป็นกฐิน” ท่านต้องจัดเรื่องนี้ไว้ในกฐินขันธกะในฐานะเป็นกฐินอีกชนิดหนึ่ง จะเป็นกฐินโดยตรงหรือเป็นกฐินพิเศษก็คือกฐินทั้งนั้น ต้องรวมไว้ในกฐินขันธกะจึงจะครบถ้วนในกระบวนกฐิน จะแยกไปไว้ในขันธกะอื่นทำไม

แต่เพราะไม่ใช่กฐินนั่นเอง ท่านจึงไม่จัดเรื่องนี้ไว้ในกฐินขันธกะ-เฉลียวใจคิดสัดนิดก็จะเข้าใจ

ท่านอุตส่าห์แยกออกมาจากกฐินให้เห็นชัดๆ แล้วว่าไม่ใช่กฐิน

แต่เราก็ยังจะพยายามดึงเข้าไปเป็นกฐินให้ได้

....................

สรุปว่า พระจำพรรษารูปเดียว ออกพรรษาแล้วญาติโยมเอากฐินไปทอด ไปนิมนต์พระจากวัดอื่นมาให้ครบคณะนั่งรอรับกฐิน โปรดทราบว่าทำแบบนี้ แม้จะบอกกันว่าทอดกฐิน-รับกฐิน แต่ก็ไม่ใช่กฐินอยู่นั่นเอง

เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้พระจำพรรษารูปเดียวมีโอกาสได้กรานกฐิน ก็จงชวนกันเอาจีวรไปถวายเป็นสังฆทานในวัดนั้น อย่าพูดว่าทอดกฐิน ไปนิมนต์พระจากต่างวัดมาให้ครบองค์สงฆ์แล้วสงฆ์อนุโมทนา ทำดังนี้มีสิทธิ์มีอานิสงส์เท่ากับได้กรานกฐิน (กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ) แต่ไม่ใช่กฐิน

พระรูปเดียวหรือพระ ๕ รูป ก็ได้กรานกฐินเท่ากัน

แต่ต้องบอกกันให้ชัดให้ตรงว่า-นี่ไม่ใช่กฐิน

ประโยค ๓ หรือประโยค ๙ ก็ได้เป็นเจ้าคุณเท่ากัน

แต่ประโยค ๓ ต้องบอกให้ชัดให้ตรงว่า-ฉันเป็นเจ้าคุณประโยค ๓ ฉันไม่ใช่เจ้าคุณประโยค ๙

--------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๖ กันยายน ๒๕๖๖

๑๗:๑๔ 

[full-post]

พระรูปเดียว,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.