สิ่งที่ผู้ทำควรดู และสิ่งที่ผู้ดูควรทำ

คนเรา จะมีการทำกิจกรรมในสถานะ ๒ อย่าง

๑ เป็นผู้ทำ

๒ เป็นผู้ดู

ในฐานะผู้ทำ ก็อาจจะทำผิดบ้างถูกบ้าง

ในฐานะผู้ดู ก็จะเห็นการกระทำที่ผิดก็มี ที่ถูกก็มี

ในฐานะผู้ทำ เมื่อมีผู้วิจารณ์ผลงานที่ทำ ควรมีท่าทีอย่างไร

ในฐานะผู้ดู เมื่อเห็นผลงานของผู้อื่น ควรมีท่าทีอย่างไร

มีพระพุทธพจน์ที่ตรัสสอนวิธีวางท่าทีเมื่ออยู่ในฐานะทั้งสองนั้น

ฝ่ายผู้ทำ-ถ้าทำถูกทำดี มีคนชื่นชม ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่เป็นปัญหา หากมีผู้ทำดีคนใดเรียกร้องให้คนชม หรือมีคนชมแล้วเหลิง ก็เป็นความเสียของผู้ทำเอง คนอื่นไม่เดือดร้อนอะไรด้วย แต่โดยปกติผู้ทำย่อมจะวางท่าทีไม่ผิดอยู่แล้ว เป็นอันว่า-ถ้าทำดี ไม่มีปัญหา

แต่ถ้าเราทำผิดทำไม่ดี แล้วมีผู้ทักท้วง แนะนำ นี่คือปัญหา ตรงนี้แหละที่มีพระพุทธพจน์ตรัสสอนไว้ว่า ในฐานะผู้ทำ-เมื่อมีผู้ทักท้วงแนะนำ ให้มองผู้ทักท้วงแนะนำว่าเป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ ควรน้อมรับ อย่าขุ่นเคือง

ฝ่ายผู้ดู-ถ้าเห็นเขาทำดีทำถูก ก็ชื่นชมยินดีหรืออนุโทนา อันนี้เป็นการปฏิบัติตามปกติ ไม่เป็นปัญหา แม้จะไม่อนุโมทนา แต่นิ่งเฉย ก็ไม่เสียหายอะไรแก่ใคร โดยเฉพาะแก่ผู้ทำ ตัวผู้ดูอาจถูกตำหนิว่าไร้น้ำใจ ก็เป็นความเสียแก่ผู้ดูเอง ผู้ทำหรือใครอื่นไม่กระทบกระเทือนอะไรด้วย เป็นอันว่า-ถ้าเห็นใครทำดี ไม่มีปัญหา

แต่ถ้าเขาทำผิดทำไม่ดี นี่คือปัญหา ตรงนี้แหละที่มีพระพุทธพจน์ตรัสสอนไว้ว่า ในฐานะผู้ดู-เมื่อเห็นการกระทำที่ไม่ถูกไม่ดี ไม่ควรนิ่งเฉย แต่ให้ทักท้วง แนะนำ จุดประสงค์คือเพื่อเขาเลิกทำผิด แล้วกลับมาทำถูก

..................

ความที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นมีลีลาเหมือนพระเทศน์หรือสอนธรรมะ แต่นั่นคือสิ่งที่ผมคิดและพูดกับตัวเอง อันเนื่องมาจากได้ศึกษาคันธารชาดก และอรรถกถาคันธารชาดกยกพุทธพจน์ในคัมภีร์ธรรมบทไปอ้าง

คัมภีร์ธรรมบทอยู่ในพระไตรปิฎก มีอรรถกถาชื่อ “ธัมมปทัฏฐกถา” ผมเอ่ยถึงอยู่บ่อยๆ หวังใจว่าญาติมิตรคงพอจะคุ้นตา 

คณะสงฆ์ไทยกำหนดให้คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาเป็นแบบเรียนวิชาแปลมคธเป็นไทยสำหรับชั้นประโยค ๑-๒ และ ป.ธ.๓ (เปรียญธรรม ๓ ประโยค) นักเรียนบาลีในเมืองไทยต้องฝ่าด่านอรหันต์-คือคัมภีร์เล่มนี้ไปให้ได้ จึงจะได้เป็น “มหา” 

นอกจากเป็นแบบเรียนวิชาแปลมคธเป็นไทยในชั้นประโยค ๑-๒ และ ป.ธ.๓ แล้ว ท่านยังกำหนดให้คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาเป็นแบบเรียนวิชาแปลไทยเป็นมคธในชั้น ป.ธ.๔, ป.ธ.๕ และ ป.ธ.๖ อีกด้วย

แปลว่า นักเรียนบาลีในเมืองไทยเรียนคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถากันจนแหลก

และก็ในคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถานี่แหละครับที่นักเรียนบาลีของเราต้องได้เรียนพระพุทธพจน์ที่ตรัสสอนวิธีวางท่าทีเมื่ออยู่ในฐานะผู้ทำและอยู่ในฐานะผู้ดูดังที่ว่ามาข้างต้น

งงละสิ มีด้วยหรือ  ผมเชื่อว่านักเรียนบาลีส่วนมากจะเป็นแบบนี้ คือระลึกไม่ได้ว่าในคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาที่เรียนมามีหลักธรรมอะไรแฝงอยู่ตรงไหนบ้าง ทั้งนี้เพราะวิธีเรียนบาลีของเราเรียนเพื่อจะแปลศัพท์แปลประโยคให้ได้ มุ่งอยู่ตรงนั้น แปลถูก สอบได้ จบแค่นั้น การซึมซับรับรู้หลักธรรมหรือขบธรรมะแทบจะไม่มี

ศึกษาคันธารชาดก ได้หลักที่สำคัญคือ “สกาพุทธิ” ความรู้ประจำสถานะ เป็นอะไรต้องมีความรู้ตามสถานะที่เป็น ความรู้นอกสถานะรู้ไว้ก็ดี ไม่รู้ก็ไม่เสีย แต่ความรู้ตามสถานะต้องรู้ ถ้าไม่รู้ เสีย

ที่เห็นได้ชัดๆ เช่นเป็นพระภิกษุสามเณร 

พระธรรมวินัยคือหัวใจของพระภิกษุสามเณร 

พระภิกษุสามเณรต้องรู้พระธรรมวินัย 

พระภิกษุสามเณรไม่จบดอกเตอร์ ไม่เสีย

ถ้าไม่รู้พระธรรมวินัย ถึงจบดอกเตอร์ก็เสีย

และถ้ารู้พระธรรมวินัยด้วย จบดอกเตอร์ด้วย ก็ยิ่งสง่างาม

หนทางสำคัญที่จะช่วยให้มีสกาพุทธิก็คือ 

๑ ตัวเอง ถูกทักท้วงแนะนำต้องไม่โกรธ แต่ให้มองผู้ทักท้วงว่าเป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้

๒ ผู้อื่น เมื่อเห็นผู้ทำผิดบกพร่อง ต้องช่วยทักท้วงแนะนำ อย่ากลัวเขาจะโกรธ แต่ให้ระลึกว่าเป็นหน้าที่

ตรงนี้แหละที่ผมบอกว่า-มีพระพุทธพจน์ที่ตรัสสอนวิธีวางท่าทีของตัวเองในฐานะผู้ทำ และท่าทีของผู้อื่นในฐานะผู้ดู

พระพุทธพจน์ที่เราเรียนกันจากคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาซึ่งอรรถกถาคันธารชาดกยกไปอ้างอิง ขอยกมาย้ำเตือนในที่นี้อีกครั้งหนึ่ง ดังนี้ -

.........................................................

นิธีนํว  ปวตฺตารํ

ยํ  ปสฺเส  วชฺชทสฺสินํ

นิคฺคยฺหวาทึ  เมธาวึ

ตาทิสํ  ปณฺฑิตํ  ภเช

ตาทิสํ  ภชมานสฺส

เสยฺโย  โหติ  น  ปาปิโย.

พึงเห็นผู้มักชี้โทษเหมือนผู้บอกขุมทรัพย์

พึงคบหาท่านผู้กล่าวข่มขี่ มีปัญญา 

เป็นบัณฑิตเช่นนั้นเถิด

เมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น 

ย่อมมีแต่คุณอันประเสริฐ

หามีโทษที่เลวทรามไม่

โอวเทยฺยานุสาเสยฺย

อสพฺภา  จ  นิวารเย

สตํ  หิ  โส  ปิโย  โหติ

อสตํ  โหติ  อปฺปิโย.

(เมื่อเห็นคนทำผิด)

บัณฑิตควรทักท้วง ควรพร่ำสอน 

ป้องกันทางผิด ชี้แนะทางถูก 

คนที่คอยสั่งสอนเช่นนี้ 

คนดีรัก คนชั่วเกลียด

ที่มา: 

- บัณฑิตวรรค ธรรมบท พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๑๖

- ธัมมปทัฏฐถกถา ภาค ๔ เรื่องที่ ๖๐ ราธเถรวัตถุ หน้า ๓ และเรื่องที่ ๖๑ อัสสชิปุนัพพสุกวัตถุ หน้า ๖

- ชาตกัฏฐกถา ภาค ๕ คันธารชาดก หน้า ๒๐๘

.........................................................

จะเห็นได้ว่า ท่าทีเช่นนี้ย่อมเกื้อหนุนกันอยู่ในตัว กล่าวคือ -

ฝ่ายผู้ทำ เมื่อมีผู้หวังดีคอยทักท้วงเตือนติง ก็ย่อมมีโอกาสที่จะปรับปรุงตัวเองให้ทำสิ่งที่ถูกต้องดีงามได้มากขึ้น

ฝ่ายผู้ดู เมื่อผู้ทำยินดีน้อมรับคำทักท้วง ก็ย่อมมีไมตรียินดีที่จะช่วยทักท้วงเตือนติงด้วยน้ำใจอันงาม

ถ้าทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่ของตนพร้อมเพรียงกันเช่นนี้ การทำผิดพลาดก็จะลดลง ความถูกต้องดีงามก็จะเกิดมีขึ้นแก่ทุกฝ่าย ขยายออกไปสู่สังคมส่วนรวม

น่าเสียดายที่เราแทบจะไม่ได้นำคำตรัสสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ ทั้งๆ ที่ “เรียนมากับมือ” 

นอกจากไม่ปฏิบัติตามแล้ว ยังมีท่าทีที่สวนทางกับคำตรัสสอนเสียอีก

ฝ่ายผู้ทำ แทนที่จะมองผู้ทักท้วงเตือนติงว่าเป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ ก็กลับมองว่า-ดีแต่เที่ยวจับผิดคนอื่น

ฝ่ายผู้ดู แทนที่จะถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องทักท้วงแนะนำเมื่อเห็นใครทำผิด ก็กลับคิดไปว่า ไปพูดให้เขาเกลียดเอาทำไม จึงพากันทอดธุระ วางเฉยกันหมด จนกลายเป็นคติที่วิปริต คือพากันคิดไปว่าการไม่ทักท้วงคือมารยาทที่ดี

ที่ทำผิดก็ไม่คิดจะแก้ไข

ที่พอช่วยได้ก็วางเฉย

ทุกวันนี้สังคมเราจึงอุปมาเหมือนคนป่วย 

ยาก็มีพอ

หมอก็มีพร้อม

ที่ไม่มีคือความคิดที่จะช่วยกันรักษา

ไม่ทราบว่ามัวรออะไรกันอยู่?

-----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๓ กันยายน ๒๕๖๖

๒๐:๒๖ 

[full-post]

สกาพุทธิ,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.