ศึกษาเรื่องเดิม - คำเรียกชื่อกฐิน
----------------------------------
ถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจ ก็จะเพี้ยนไปเรื่อยๆ
ผมสังเกตเห็นว่า เวลานี้มีคนเรียกชื่อกฐินด้วยความเข้าใจผิดเพี้ยนกันหลายคำ ขอนำมาทำความเข้าใจดังนี้
...................
(๑) “กฐินสามัคคี” - คำนี้กู่ไม่กลับแล้ว
กฐินสามัคคีของเดิมแท้คือ มีคนไปจองเป็นเจ้าภาพกฐินหลายราย แล้วแย่งกันเป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้เพราะกฐินมีเจ้าภาพได้รายเดียวคือใช้ผ้ากฐินผืนเดียว เมื่อคนหนึ่งทอดแล้ว คนอื่น ๆ ก็หมดสิทธิ์ ทอดซ้ำอีกไม่ได้ นี่คือเหตุที่จะทอดกฐินต้องจองก่อนเพื่อให้คนทั้งหลายรู้ จะได้ไม่มาทอดซ้ำ และเพราะมาจองหลายรายจึงต้องแย่งกัน
คนฉลาดหาทางออกให้ได้ทอดหมดทุกรายด้วยการขอให้ทุกรายสามัคคีกัน คือรวมกันเป็นรายเดียว ใช้ผ้ากฐินผืนเดียวกัน เรียกชื่อว่า “กฐินสามัคคี” หมายความว่าที่แย่งกันเป็นเจ้าภาพนั้น บัดนี้ทุกรายสามัคคีกันแล้ว
นี่คือความหมายเดิมแท้ของคำว่า “กฐินสามัคคี”
แต่เวลานี้ความหมายนี้ไม่มีใครรู้จักแล้ว แม้ไม่ได้แย่งกันเลยก็เรียกว่ากฐินสามัคคี นี่คือที่ผมว่ากู่ไม่กลับ
(๒) “กฐินตกค้าง” ความหมายเดิมแท้คือ ไม่มีคนจองกฐิน หมายความว่า เมื่อถึงเวลาที่ควรจะมีผู้มาจองกฐินแล้ว แต่ไม่มีใครจอง จึงพูดกันว่า "กฐินตกค้าง"
ถามว่า ต้องมีผู้จองกฐินภายในเมื่อไร จึงจะไม่เป็นกฐินตกค้าง?
ตอบว่า ภายในวันออกพรรษา
อธิบายว่า ก่อนวันออกพรรษาของปีนั้น ถ้ามีผู้จองกฐิน ไม่ถือว่ากฐินตกค้าง เพราะกฐินเริ่มทอดได้ตั้งแต่วันออกพรรษา คือแรมค่ำ ๑ เดือน ๑๑ เป็นต้นไป นั่นหมายความว่า วัดต่าง ๆ ต้องมีผู้จองกฐินก่อนแล้วจึงจะทอดกฐินได้ตามปกติ คือตั้งแต่วันออกพรรษา
แต่ถ้าจนถึงวันที่เริ่มทอดกฐินได้แล้ว ก็ยังไม่มีใครมาจองกฐิน นั่นแหละจึงจะเรียกได้ว่า “กฐินตกค้าง” แม้จะมาจองหลังออกพรรษาแล้วก็คงอยู่ในฐานะกฐินตกค้างอยู่นั่นเอง
ดังนั้น ถ้ายังไม่ถึงวันออกพรรษา ก็ยังพูดไม่ได้ว่าวัดไหนกฐินตกค้าง เพราะอาจจะมีผู้มาจองในวันออกพรรษาก็ได้ ต้องออกพรรษาแล้วก็ยังไม่มีใครจอง นั่นแหละจึงจะพูดได้ว่า “กฐินตกค้าง”
แล้วกรณีที่ไม่ได้รับกฐิน เพราะไม่มีใครมาทอด จะเรียกว่าอะไร เรียกว่า “กฐินตกค้าง” ได้หรือไม่
คำตอบคือ จะเรียกว่า “กฐิน” ได้ก็ต่อเมื่อมีการทอดกฐิน แต่เมื่อไม่มีการทอดกฐิน ก็เรียกว่า “กฐิน” ไม่ได้ ในเมื่อไม่มีกฐิน แล้วจะเอากฐินที่ไหนมาตกค้าง
กรณีอย่างนี้ควรเรียกว่า “ค้างกฐิน” เทียบคำว่า “ค้างชำระหนี้” คือมีหนี้อยู่ แต่ยังไม่มีเงินชำระ จึง “ค้างหนี้” ไว้ก่อน
วัดก็เหมือนกัน มีสิทธิ์ที่จะรับกฐินได้ แต่ไม่มีใครเอากฐินมาทอด จึง “ค้างกฐิน”
“ค้างหนี้” คือไม่ได้ชำระหนี้ หรือไม่ได้รับหนี้
“ค้างกฐิน” คือไม่มีใครมาทอดกฐิน หรือไม่ได้รับกฐิน
แต่ก็ไม่แน่ ถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจ วัดที่ไม่มีใครเอากฐินไปทอด ต่อไปอาจจะมีคนพูดเพี้ยนเป็น “กฐินตกค้าง” ไปอีกคำหนึ่ง-ทำนองเดียวกับ “กฐินสามัคคี” ที่เพี้ยนไปเรียบร้อยแล้ว
(๓) “กฐินโจร” คือกฐินที่ทอดโดยไม่ได้จอง เป็นกรณีที่เกี่ยวอยู่กับ “กฐินตกค้าง” ด้วย
หมายความว่า วัดที่จะทอดกฐินโจรได้ต้องเป็นวัดที่กฐินตกค้างเท่านั้น ถ้าเป็นวัดที่มีคนจองกฐินแล้ว วัดก็ต้องรู้อยู่แล้วคนนั้นคนนี้เป็นเจ้าภาพ จะรับกฐินของใครอื่นไม่ได้ กฐินโจรก็ย่อมจะทอดไม่ได้อยู่เอง
เพราะฉะนั้น ผู้จะทอดกฐินโจรจึงต้องรู้มาก่อนแล้วว่าวัดนั้นไม่มีใครจองกฐิน ซึ่งก็คือต้องเป็นวัดที่ “กฐินตกค้าง” นั่นเอง
กฐินที่ผู้ทอดไปบอกล่วงหน้าว่าจะทอด แต่ยังไม่ทอดทันที แบบนี้ก็เรียกว่า “กฐินโจร” ไม่ได้ ต้องบอกแล้วทอดเดี๋ยวนั้นเลย ถ้าจะกำหนดเป็นเวลา อย่างช้าก็ต้องภายในวันนั้น ถ้าบอกวันนี้ แต่ทอดพรุ่งนี้ ก็จะเข้าลักษณะจองกฐิน ไม่เป็นกฐินโจรที่แท้จริง
คำว่า “กฐินโจร” มีอธิบายนัยหนึ่งว่า วัดไม่รู้ตัวว่าจะมีคนเอากฐินมาทอด พอรู้เข้าสิ กฐินก็มาถึงแล้ว เหมือนโจรที่จู่โจมเข้าปล้น เจ้าทรัพย์ไม่รู้ตัวมาก่อน
นัยหนึ่งว่า “กฐินโจร” เพี้ยนมาจาก “กฐินจร” คือเจ้าภาพทอดกฐินเที่ยวจรดูวัดไปเรื่อย ๆ เจอวัดที่ไม่มีคนจองกฐิน ก็จู่เข้าไปทอดทันที
เพราะฉะนั้น จะพูดว่า “กฐินโจร” หรือจะทอด “กฐินโจร” ก็ต้องพูดหรือทำให้ตรงกับความหมาย ก็คือศึกษาให้เข้าใจ มิฉะนั้นเดี๋ยวก็จะเพี้ยนไปอีก
(๔) “จุลกฐิน” เวลานี้เริ่มจะเพี้ยนแล้ว
“จุลกฐิน” ของเดิมแท้คือกฐินที่ทอดในวันสุดท้ายของเทศกาลกฐิน ทอดแล้วหมดเขตทอดกฐินพอดี
ต้นเหตุของจุลกฐินเกิดในสมัยที่ยังไม่มีผ้าที่ขายตามร้านตลาดดาษดื่น ต้องทอผ้าใช้เอง มีผู้ไปรู้ว่ามีวัดที่กฐินตกค้าง เกิดศรัทธาที่จะทอด แต่ไปรู้เอาในวันสุดท้ายของเทศกาลกฐิน คือมีเวลาที่จะเตรียมผ้าไปทอดเพียงวันเดียว ผ้าที่ทอไว้แล้วก็ไม่มี ด้ายที่กรอไว้แล้วก็ไม่มี ฝ้ายที่จะเอามาปั่นเป็นด้ายทอผ้าก็ยังอยู่ในไร่ จึงต้องเร่งทำกันเป็นโกลาหล เริ่มจากไปเก็บฝ้ายมาปั่น มากรอนั่นเลย กว่าจะปั่นด้าย กรอด้าย เอาไปทอ ตัด เย็บ ย้อมเป็นผ้าไตรได้ผืนหนึ่งต้องช่วยกันชุลมุนวุ่นวายมาก ถ้าวางแผนไม่ชำนาญ กะงานไม่เป็น เกณฑ์คนช่วยไมได้ กำกับดูแลไม่ถูก เป็นเสร็จไม่ทัน คนที่เป็นต้นคิดมีจิตศรัทธาจึงต้องเป็นคนที่มีบารมี มีบริวาร และมีทุนทรัพย์พอสมควรทีเดียว
เป็นอันว่าเมื่อร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันทุกฝ่าย ฝ้ายในไร่ก็กลายเป็นผ้ากฐินได้ผืนหนึ่ง เสร็จทันเวลาทอดในวันนั้นได้พอดี ทอดแล้วพระมีเวลาทำพิธีกรานกฐินได้ทันภายในวันนั้นตามพุทธบัญญัติ รุ่งขึ้นก็หมดเขตกฐินพอดี อย่างนี้คือ-จุลกฐิน
จุลกฐินที่ทำกันเดี๋ยวนี้ ถ้าว่ากันตามสภาพสังคมก็ว่าได้ว่าไม่จำเป็น เพราะผ้าหาง่าย ซื้อเอาไปทอดได้เลย เว้นไว้แต่จะทำเพื่อรักษาประเพณีหรือเพื่อแสดงความสามัคคีของกลุ่มชน ถ้าตั้งเจตนาเช่นนั้นก็ควรแก่การอนุโมทนา แต่ควรทำให้ตรงตามต้นเหตุของเดิม คือเริ่มทำกันในวันสุดท้ายของกฐิน เริ่มตั้งแต่เก็บฝ้ายไปเลย (ฝ้ายนั้นต้องปลูกเตรียมไว้ล่วงหน้า) ทำเสร็จเอาไปทอดก็หมดเวลาพอดี ทำให้เหมือนของเดิม
เท่าที่ฟังมา จุลกฐินสมัยนี้ไม่ได้กำหนดทอดวันสุดท้าย ทอดแล้วยังเหลือวันทอดกฐินอีกตั้งหลายวัน แบบนี้ไม่สมกับชื่อ “จุลกฐิน” ซึ่งมีความหมายว่ากฐินเร่งด่วน เพราะมีเวลาจำกัด
แถมนิดหนึ่ง เมื่อวันก่อนผมอ่านโพสต์ของญาติมิตรท่านหนึ่ง ท่านพูดถึงจุลกฐิน ที่ผมติดใจก็คือท่านบอกว่า จุลกฐินมีกล่าวไว้ในคัมภีร์อรรถกถาฎีกาด้วย อ่านแล้วดีใจ แต่เสียดายที่ท่านไม่ได้บอกว่ามีกล่าวไว้ในอรรถกถาฎีกาเล่มไหน จะได้ตามไปศึกษาได้ถูก
(๕) “กฐินพระราชทาน” อันนี้เป็นเรื่องแถมจริง ๆ ครับ
คือเป็นที่เข้าใจกันแล้วว่า “กฐินพระราชทาน” คือกฐินหลวงประเภทหนึ่ง แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เสด็จฯ ไปทอดด้วยพระองค์เอง หากแต่พระราชทานผ้าและเครื่องกฐินให้แก่ผู้ขอรับพระราชทานนำไปถวายพระสงฆ์ในพระอารามหลวง แบบนี้เรียกว่า “กฐินพระราชทาน”
หลักของกฐินพระราชทานก็คือ (๑) ผ้าและเครื่องกฐินเป็นของหลวงพระราชทานมา (๒) ทอด ณ พระอารามหลวงซึ่งมีกำหนดไว้แน่นอนว่าคืออารามไหนบ้าง
แต่มาระยะหลัง ๆ นี้ เกิดมีกรณีใหม่ คือ มีผู้ขอพระราชทานผ้ากฐินนำไปทอด ณ วัดราษฎร์ คือวัดทั่วไปที่ไม่ใช่พระอารามหลวง แล้วเรียกกันว่า “กฐินพระราชทาน”
ผมเคยร้องถามลอยลมไปหลายปีแล้ว แต่ยังไม่ได้ยินคำตอบ คือถามว่า กฐินดังที่ว่านี้เรียกว่า “กฐินพระราชทาน” ได้ใช่ไหม มีหลักฐานเป็นทางราชการบอกไว้ใช่ไหมว่าเรียก “กฐินพระราชทาน” ได้ หรือว่าเรียกกันไปเอง?
ถ้าใช่ ถ้าได้ ก็จะได้บันทึกไว้เป็นหลักความรู้ว่า “กฐินพระราชทาน” มี ๒ แบบ คือ -
(๑) ผ้ากฐินเป็นของหลวง พระราชทานไปทอด ณ พระอารามหลวง นี่แบบเดิม
(๒) มีผู้ขอพระราชทานผ้ากฐินไปทอด ณ วัดราษฎร์เป็นกรณีพิเศษ นี่แบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามา
จึงขอฝากคำถามไปกับสายลมอีกครั้งหนึ่งครับ
----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๖
๑๙:๓๑
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ