ช่วยกันเผยแผ่พระธรรมวินัย (๑)
------------------------------
ระยะนี้ ผมเห็นหลายท่านโพสต์ข้อความและเล่าเรื่องที่นำมาจากคัมภีร์ เห็นแล้วก็อนุโมทนาอย่างยิ่ง
นั่นคือการช่วยกันเผยแผ่พระธรรมวินัย
ถ้าชาววัดและชาวบ้านช่วยกันทำงานนี้กันมาก ๆ พระศาสนาของเราก็น่าจะดำรงอยู่และดำเนินไปได้ยั่งยืน-นี่ว่าในส่วนตัวพระธรรมวินัย
แต่ในส่วนการบริหารจัดการองค์กร ต้องว่ากันอีกทางหนึ่ง พระศาสนาไม่ได้มีแต่ตัวพระธรรมวินัยอย่างเดียว ยังมีตัวบุคคล มีพื้นที่ มีรูปแบบวัฒนธรรมประเพณีอีกหลายส่วนประกอบกันอยู่ ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมีคุณภาพ พระธรรมวินัยจึงจะดำรงอยู่และดำเนินไปได้ด้วยดี
สร้างพระไตรปิฎกถวายวัดจนล้นวัด แต่พระภิกษุสามเณรไม่เปิดอ่าน ไม่ศึกษา ไม่นำมาเป็นหลักปฏิบัติ พระไตรปิฎกก็เป็นหมันเปล่า
ผมมีข้อเสนอแนะสำหรับท่านที่มีกุศลจิตเผยแผ่พระธรรมวินัย-โดยเฉพาะท่านที่อาจจะไม่คุ้นกับคัมภีร์
เป็น “ข้อเสนอแนะ” นะครับ มิบังอาจเรียกว่า “คำแนะนำ”
คำแนะนำ-น้ำหนักจะเอียงไปข้าง-ควรปฏิบัติตาม
แต่ข้อเสนอแนะ เป็นเพียงเสนอให้พิจารณา จะทำหรือไม่ทำตามก็ได้
......................
อันดับแรกคือ ทำความรู้จักหรือความคุ้นเคยกับคัมภีร์ไว้ให้มาก ๆ
เริ่มต้นด้วยการตั้งอารมณ์ให้ถูกที่ นั่นคือต้องเข้าใจว่า คัมภีร์คือตัวหลักฐานที่มาของคำสอนในพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาคือหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้เกิดมีขึ้นเมื่อวานนี้ หรือเมื่อปีที่แล้ว แต่เกิดขึ้นเมื่อ ๒๖๐๐ ปีมาแล้ว และนำสืบกันมาจนได้จดจารึกลงไว้เป็นคัมภีร์ มีพระไตรปิฎกเป็นต้นฉบับ มีอรรถกถาฎีกาเป็นคำอธิบายขยายความ
คำสอนในพระพุทธศาสนานั้น จะคิดเอาเอง เข้าใจเอาเองตามความพอใจหาได้ไม่ ต้องศึกษาไปให้ถึงตัวหลักฐานที่มาคือพระไตรปิฎก และควรศึกษาคำอธิบายขยายความด้วย
เรา-ผู้ศึกษา-มีสิทธิ์ที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับพระไตรปิฎกตลอดจนคัมภีร์อรรกถาฎีกา ไม่มีใครบังคับให้เราเชื่อตะพึดไป แต่ถึงกระนั้นก็ควรศึกษาให้เข้าใจตามต้นฉบับก่อน ต่อจากนั้น เราจะว่าอย่างไร มีสิทธิ์เต็มที่
.........................................................
ที่พลาดกันอยู่ทุกวันนี้คือ ไม่ศึกษาต้นฉบับ
โผล่ขึ้นมาก็เอาความเห็นของตัวเองนำหน้า
อย่างดีขึ้นมาหน่อย ก็เอาคำสอนของครูบาอาจารย์นำหน้า
ต้นฉบับคือพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาว่าอย่างไร ไม่รับรู้
ในที่สุดก็ไม่รู้ว่ากำลังเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าหรือคำสอนของใครกันแน่
.........................................................
สรุปเป็นภาพรวมว่า คำสอนของพระพุทธเจ้ามีพระไตรปิฎกเป็นหลักฐาน
เมื่อนำคำสอนของพระพุทธเจ้าไปเผยแพร่ก็จึงต้องรู้ที่มาของคำสอนไว้พอสมควร
......................
ผมขอนำข้อความจากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ที่คำว่า “ไตรปิฎก” มาเสนอไว้ในที่นี้
ท่านประมวลเนื้อหาพระไตรปิฎกไว้ครบถ้วน อ่านแล้วจะรู้จักพระไตรปิฎกดีขึ้น
“รู้จักพระไตรปิฎกดีขึ้น” ไม่ได้แปลว่า-อ่านจบแล้วกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎก
แต่แปลว่า-อ่านจบแล้วมองภาพพระไตรปิฎกออก ได้ยินใครเอ่ยคำว่า “พระไตรปิฎก” ก็พอรู้ว่าเขากำลังพูดถึงอะไร
ถ้ามีศรัทธาจะเอาเรื่องอะไรไปเผยแพร่ ก็พอเริ่มต้นได้ว่าจะไปหาต้นฉบับได้ที่ไหน
เนื่องจากข้อความในพจนานุกรมฯ ค่อนข้างยาว ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ “ขี้เกียจอ่าน” อ่านไปก็ไม่สนุก อ่านไปก็ไม่รู้เรื่อง
ท่านผู้ใดเริ่มต้นก็คิดแบบนี้ ขอได้โปรดระลึกถึงความจริงที่จะว่าต่อไปนี้
ไม่มีใครอ่านพระไตรปิฎกรู้เรื่องมาตั้งแต่เกิด หรืออ่านคำอธิบายเรื่องพระไตรปิฎกรู้เรื่องมาตั้งแต่เกิด
ผมเป็นคนมีสติปัญญาปานกลาง ค่อนไปข้างทึบ เรียนภาคบังคับจบแค่ประถมสี่ เรียนจบแล้วก็อ่านพระไตรปิฎกไม่รู้เรื่อง-แบบเดียวกับคนส่วนมาก-นั่นเอง
ทุกวันนี้ผมอ่านพระไตรปิฎกพอรู้เรื่องบ้างแล้ว
“พอรู้เรื่อง” เท่านั้นนะครับ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ
ผมยังต้องอ่าน ต้องศึกษาอยู่ทุกวัน
เทวดาตนไหนมาบันดาลให้ผมอ่านพระไตรปิฎกพอรู้เรื่อง?
จะมีเทวดามาบันดาลหรือไม่ ผมไม่รู้ ที่รู้แน่ ๆ ก็คือ ผมพยายามเอาชนะความขี้เกียจ
ยิ่งอ่านไม่รู้เรื่อง ยิ่งขยันหนักขึ้น
ก็ถ้าคนมีสติปัญญาปานกลาง ค่อนไปข้างทึบอย่างผม เริ่มจากอ่านไม่รู้เรื่อง จนพอรู้เรื่องบ้าง-ได้
ท่านที่มีสติปัญญาปานกลาง ค่อนไปข้างทึบท่านอื่น ๆ-ซึ่งมีอยู่เป็นอเนกอนันต์-ก็ดี
ท่านที่มีสติปัญญาปานกลาง ค่อนไปข้างฉลาดท่านอื่น ๆ-ซึ่งมีอยู่เป็นอเนกอนันต์-ก็ดี
ท่านที่มีสติปัญญาระดับดีหรือดีมาก-ท่านอื่น ๆ-ซึ่งมีอยู่เป็นอเนกอนันต์-ก็ดี
ท่านเหล่านี้ ถ้าจะขยันอ่านเรื่อยไป จนพอจะรู้เรื่อง หรือรู้เรื่องได้เป็นอย่างดี-ทำไมจะทำไม่ได้?
มารตัวใหญ่ที่ขวางหน้าท่านไว้ ก็คือ ความขี้เกียจ
อ่านไปก็ไม่สนุก อ่านไปก็ไม่รู้เรื่อง-เป็นเสนามารคอยผสมโรง
ถ้าท่านยอมแพ้ ท่านจะแพ้ไปตลอดกาล
แต่ถ้าท่านไม่ยอมแพ้ ท่านจะมีโอกาสชนะ
อ่านพระไตรปิฎกพอรู้เรื่อง-เข้าสักวันหนึ่งจนได้
ผมขอเสนอแนะว่า เรื่อง “ไตรปิฎก” ที่ผมคัดลอกมาเสนอดังต่อไปนี้ ท่านไม่ต้องอ่านรวดเดียวจบ อ่านวันละ ๘ บรรทัดก็พอ แต่ขอให้อ่านทุกวัน
ลงมืออ่านเลยนะครับ
(ขออนุญาตปรับย่อหน้าบางแห่ง เพื่อให้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น)
.........................................................
ไตรปิฎก : “ปิฎกสาม”; ปิฎก แปลตามศัพท์อย่างพื้น ๆ ว่า กระจาดหรือตะกร้าอันเป็นภาชนะสำหรับใส่รวมของต่าง ๆ เข้าไว้ นำมาใช้ในความหมายว่า เป็นที่รวบรวมคำสอนในพระพุทธศาสนาที่จัดเป็นหมวดหมู่แล้ว
โดยนัยนี้ ไตรปิฎก จึงแปลว่า “คัมภีร์ที่บรรจุพุทธพจน์ (และเรื่องราวชั้นเดิมของพระพุทธศาสนา) ๓ ชุด” หรือ “ประมวลแห่งคัมภีร์ที่รวบรวมพระธรรมวินัย ๓ หมวด” กล่าวคือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และ อภิธรรมปิฎก
พระไตรปิฎกบาลีได้รับการตีพิมพ์เป็นเล่มหนังสือด้วยอักษรไทยครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เริ่มเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ เสร็จและฉลองพร้อมกับงานรัชดาภิเษกใน พ.ศ. ๒๔๓๖ แต่ยังมีเพียง ๓๙ เล่ม (ขาดคัมภีร์ปัฏฐาน)
ต่อมา พ.ศ. ๒๔๖๘ ในรัชกาลที่ ๗ ได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์ใหม่เป็นฉบับที่สมบูรณ์ เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ ๖ เรียกว่า สฺยามรฏฺฐสฺส เตปิฏกํ (พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ) มีจำนวนจบละ ๔๕ เล่ม
.........................................................
(ยังมีต่อ)
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๖
๑๕:๑๗
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ