ศึกษาเรื่องเดิม - ออกบิณฑบาต พาดพิงถึงนิตยภัต (๑)
--------------------------------------------------
คนสมัยใหม่เห็นพระออกบิณฑบาตตอนเช้า ถ้าไม่ศึกษาเรื่องเดิมก็คงมีน้อยคนที่จะรู้ว่า-ทำไมพระจึงต้องออกบิณฑบาต
ตอบแบบกำปั้นทุบดิน - พระก็ต้องฉัน ไม่ออกบิณฑบาตแล้วจะเอาอะไรฉัน
ข้อเท็จจริงทุกวันนี้คือ มีพระจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ออกบิณฑบาต แต่มีอาหารฉันตามปกติ ซึ่งไม่เป็นไป-หรือไม่ตรง-ตามคำที่ว่า “ไม่ออกบิณฑบาตแล้วจะเอาอะไรฉัน”
ตรงนี้ต้องถอยไปตั้งหลักกันไกลหน่อย นั่นคือผู้ที่เราเรียกกันว่า “พระ” เกิดขึ้นมาได้อย่างไร
......................
เมื่อศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะเสื่อมสิ้นลงและผ่านช่วงเวลาที่เรียกว่า “พุทธันดร” (ช่วงเวลาที่โลกไม่รู้จักพระพุทธศาสนา) อันยาวนานไปแล้ว พระพุทธเจ้าโคดม-พระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้จึงอุบัติขึ้นเมื่อประมาณ ๒๖๐๐ มาแล้ว
พระพุทธองค์ประกาศธรรมที่ตรัสรู้ให้ประชาชนได้รับรู้ ผู้ที่ได้ฟังแล้วมีศรัทธาเลื่อมใสออกบวชเป็นจำนวนมาก นั่นคือที่มาของ “พระ”
ในพิธีอุปสมบท เมื่อบวชเป็นพระแล้วท่านจะทำสิ่งที่เรียกกันในบัดนี้ว่า “บอกอนุศาสน์” ซึ่งพอเทียบได้กับการปฐมนิเทศ คือเรื่องที่พระอุปัชฌาย์จะต้องรีบชี้แจงให้พระใหม่เข้าใจทันที
เรื่องที่บอกอนุศาสน์แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือส่วนที่ “ห้ามทำเด็ดขาด” และ “ต้องทำอย่างยิ่ง”
ส่วนที่ห้ามทำเด็ดขาดมี ๔ เรื่อง คือ -
.........................................................
๑. ห้ามมีกิจกรรมทางเพศ
๒. ห้ามลักขโมย
๓. ห้ามฆ่าคน รวมถึงการทำแท้ง
๔. ห้ามแสดงตนเป็นผู้วิเศษ ตลอดจนอวดเคร่งต่าง ๆ
.........................................................
ทั้ง ๔ เรื่องนี้เรียกว่า “อกรณียกิจ” แปลว่า “เรื่องที่ห้ามทำ” ที่ต้องบอกทันทีก็เพราะหากไปทำเข้าจะขาดจากความเป็นพระทันที เรื่องห้ามทำอื่นเอาไว้บอกกันทีหลังได้
เมื่อป้องกันการทำผิดแล้ว ก็ต้องอธิบายวิธีใช้ชีวิตแบบพระให้ฟังด้วย ไม่ใช่ว่าบวชแล้วก็ยังทำตัวเหมือนชาวบ้าน วิธีใช้ชีวิตแบบพระท่านเรียกว่า “นิสัย” สกัดเอาความหมายว่า วิธีกินอยู่อย่างพระ มี ๔ เรื่องที่สำคัญ ขอยกคำบาลีกำกับไว้ด้วย ดังนี้ -
.........................................................
๑. ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา
ยังชีพด้วยอาหารที่ได้มาด้วยการออกบิณฑบาต
๒. ปํสุกูลจีวรํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา
ใช้ผ้าที่เขาทิ้งแล้วมาตัดเย็บย้อมเป็นเครื่องนุ่งห่ม
๓. รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา
อาศัยโคนต้นไม้เป็นที่พักนอน
๔. ปูติมุตฺตเภสชฺชํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา
ยาดองน้ำมูตรเป็นยาป้องกันและแก้อาการเจ็บป่วย
ที่มา: มหาขันธกะ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๔ ข้อ ๑๔๓
.........................................................
ดูที่ข้อ ๑-ยังชีพด้วยอาหารที่ได้มาด้วยการออกบิณฑบาต จะเข้าใจได้เลยว่า บวชพระทำไมต้องมีบาตรเป็นบริขารสำคัญ
เวลาเห็นรูปพิธีบวชพระ เห็นพระใหม่สะพายบาตร เรามักมองเห็นเป็นเพียงสัญลักษณ์ คือ-พิธีบวช พระใหม่ต้องสะพายบาตร แต่หลักการจริง ๆ คือ พระต้องใช้บาตรเป็นอุปกรณ์ยังชีพตลอดชีวิต นั่นคือเรื่องที่เราไม่ได้คิด เพราะไม่รู้
บวชแล้วยังจะมาหุงต้มกินเองหรือหาเงินมาซื้อกินเองเหมือนชาวบ้าน ย่อมผิดวิสัยสมณะ
แต่อาหารเป็นความจำเป็น ไม่กินก็ตาย พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้พระออกบิณฑบาต คือขอรับอาหารจากชาวบ้าน
อาหารจากชาวบ้านทำให้เกิดกำลังเรี่ยวแรง ใช้กำลังเรี่ยวแรงนั้นเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรมเพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ต่อไปได้เต็มที่
ชาวบ้านที่รู้-เข้าใจวิถีชีวิตพระ มีศรัทธาสนับสนุนให้พระปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ ชาวบ้านแบบนี้มีอยู่ทั่วไป พระได้อาหารยังชีพจากชาวบ้านแบบนี้
ภาพพระออกบิณฑบาตตอนเช้าที่เราเห็น มีที่มาที่ไปอย่างนี้
วิธีออกบิณฑบาตคือ ถือบาตร (จะอุ้มหรือสะพายก็ตาม) ไปตามบ้านคน เข้าบ้านนั้นออกบ้านนี้จนได้อาหารพอแก่ความต้องการ
เข้าบ้านนั้นออกบ้านนี้-ภาษาพระเรียกว่า “สปทานจาริก” (สะ-ปะ-ทา-นะ-จา-ริก) แปลว่า “เดินไปตามลำดับบ้าน”
ต่อมามีชาวบ้านถวายอาหารด้วยวิธีพิเศษซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระรับได้
ขอนำมาแสดงในที่นี้ ๒ วิธี กล่าวคือ -
.........................................................
๑ นิมนต์พระไปรับอาหารที่บ้านเป็นครั้งคราว ภาษาพระเรียกว่า “นิมันตนภัต” (นิ-มัน-ตะ-นะ-พัด) แปลว่า “อาหารที่ได้จากการนิมนต์” (“นิมนต์” แปลว่า เชิญ invite)
.........................................................
วิธีนี้ พอได้เวลาพระก็ถือบาตรตรงไปยังบ้านที่นิมนต์บ้านเดียว ไม่ต้องเข้าบ้านนั้นออกบ้านนี้เหมือนออกบิณฑบาตปกติ บ้านที่นิมนต์ก็จัดอาหารถวายให้ฉันได้เต็มอิ่ม เสร็จเรื่องในบ้านเดียว บางทีทางบ้านอาจใช้วิธีส่งคนไปรับบาตรจากพระมาใส่อาหารแล้วนำกลับไปถวาย หรือนำอาหารจากบ้านไปถวายโดยตรง แบบนี้ก็ได้
.........................................................
๒ มีผู้แสดงเจตนาจัดอาหารถวายเป็นประจำ ภาษาพระเรียกว่า “นิตยภัต” (นิด-ตะ-ยะ-นะ-พัด) แปลว่า “อาหารที่ถวายเป็นประจำ”
.........................................................
วิธีการก็เหมือนนิมันตนภัต ต่างตรงที่ไม่ใช่นิมนต์เป็นครั้งคราว หากแต่จัดถวายเป็นประจำ ทำติดต่อกันตลอดไปทุกวัน
......................
บิณฑบาตแบบสปทานจาริก ไม่มีหลักประกันว่าจะอิ่มหรืออด คนเก่าพูดว่า อาหารพระเหมือนอาหารเสือ บางวันอิ่ม บางวันอด แต่เป็นวิธีขัดเกลาตนเองที่ประเสริฐ
นิมันตนภัต มีหลักประกันเป็นครั้งคราว เฉพาะวันที่โยมนิมนต์ แต่ก็เท่ากับตัดโอกาสที่จะได้ขัดเกลาตนเองไปวันหนึ่ง
นิตยภัต มีหลักประกันแน่นอน ไม่อดตายแน่ แต่เปิดโอกาสให้ใจยึดติด ไม่คิดจะพึ่งลำแข้งตัวเอง
พระที่ท่านมุ่งขัดเกลาตนเองอย่างเข้มงวด จึงสมัครใจที่จะไม่ขอรับสิทธิพิเศษ เช่นนิมันตนภัตและนิตยภัตเป็นต้น คือไม่รับอาหารที่มีผู้ถวายโดยวิธีพิเศษใด ๆ ทั้งสิ้น คงใช้วิธีเดิมวิธีเดียว คือออกบิณฑบาตตามปกติ การปฏิบัติเช่นนี้ท่านจัดเข้าเป็น “ธุดงค์” ข้อหนึ่ง เรียกว่า “ปิณฑปาติกังคะ” แปลว่า “หลักปฏิบัติของพระที่ออกบิณฑบาตตามปกติ”
......................
ทุกวันนี้ นิมันตนภัตและนิตยภัตก็ยังมีอยู่ แต่เพี้ยนไปแล้ว
นิมันตนภัต ก็คือที่เข้าใจกันทุกวันนี้ว่า “กิจนิมนต์” ที่คุ้นกันทั่วไปก็คือที่พูดว่า สวดมนต์ฉันเช้า สวดมนต์ฉันเพล คือชาวบ้านจัดพิธีมีงาน นิมนต์พระไปสวดมนต์และถวายภัตตาหาร
กิจนิมนต์ก็คือนิมันตนภัต แต่ไม่มีใครนึกถึงภาพ-พระไปบิณฑบาตเฉพาะบ้านที่นิมนต์ อันเป็นความหมายแบบเดิมอีกแล้ว
ส่วนนิตยภัตนั้นเพี้ยนจนกู่ไม่กลับไปเรียบร้อยแล้ว
เพี้ยนอย่างไร ว่ากันอีกตอนหนึ่งครับ
-----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๒ ธันวาคม ๒๕๖๖
๑๖:๓๒
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ