วิธีถวายเงินให้พระ

------------------

ข้าใจให้ตรงกันก่อนนะครับ -

เงิน money ถวายพระได้ครับ ไม่ได้ห้ามถวาย

แต่ต้องถวายให้ถูกวิธี

เงิน money พระก็ใช้ได้ครับ ไม่ได้ห้ามใช้

แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธี

...........................

เบื้องต้น คนที่จะถวายเงินให้พระต้องลบความคิดเก่า ๆ ออกไปให้หมด

ความคิดเก่า ๆ ที่ว่า ต้องควักเงินออกมาแล้วหย่อนลงไปในบาตรที่พระยื่นรับ แบบนั้นจึงจะเป็นการใส่บาตร แบบนั้นจึงจะเป็นการถวายเงิน แบบนั้นจึงจะได้บุญ

ความคิดแบบนี้ต้องลบทิ้งให้หมด

ต้องคิดใหม่ครับ

บุญที่เกิดจากการถวายเงิน-ไม่ใช่ต้องหยิบเงินออกมาใส่ลงไปในบาตรจึงจะได้บุญ

ขอย้ำนะครับ

หย่อนเงินลงไปในบาตรที่พระยื่นรับ พระผิดวินัย-ศีลขาดทันที

คนใส่บาตรแบบนั้นได้บาปทันที 

อ้าว แล้วจะให้ทำยังไง

ทำอย่างที่ผมกำลังจะบอกนี่สิครับ -

กรณีอยู่ที่ไหนสักแห่ง ไม่ได้ไปวัด ไม่มีพระ

มีศรัทธาอยากถวายเงินให้พระ

ขออนุโมทนาครับ ควักเงินออกมาเลย

ยกขึ้นจบอธิษฐาน คำอธิษฐานว่ายังไง เคยบอกแล้ว

จบเสร็จ ตั้งสติ ตัดใจบริจาค เอาเงินใส่ซอง หรือกล่อง หรือถุงอะไรก็ได้-อันนี้คือต้องเตรียมไว้ก่อน

เรียบร้อย ได้บุญทันทีเรียบร้อย

เฮ่ย เงินยังไม่ได้ถึงมือพระเลย ได้บุญได้ไง

ทันทีที่เราตัดใจบริจาค สำเร็จเป็นบุญแล้ว ถึงมือพระหรือยังไม่ถึงมือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เป็นเงื่อนไขของการได้บุญ

ยืนยันด้วยพุทธพจน์นี้ครับ -

.........................................................

เจตนาหํ  ภิกฺขเว  กมฺมํ  วทามิ  เจตยิตฺวา  กมฺมํ  กโรติ  กาเยน  วาจาย  มนสา  ฯ

(เจตะนาหัง  ภิกขะเว  กัมมัง  วะทามิ  เจตะยิต๎วา  กัมมัง  กะโรติ  กาเยนะ  วาจายะ  มะนะสา)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม กล่าวคือ บุคคลตั้งใจแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ

ที่มา: นิพเพธิกสูตร ฉักนิบาต อังคุตรนิกาย 

พระไตรปิฎกเล่ม ๒๒ ข้อ ๓๓๔ หน้า ๔๖๔

.........................................................

ขยายความว่า “กรรม” คือสิ่งที่ทำแล้วเกิดผลเป็นบุญเป็นบาป กรรมที่ว่านี้เกิดได้เมื่อมีเจตนาคือตั้งใจทำ พอตั้งใจ แล้วทำ ก็เป็นกรรมทันที ทำกรรมดีก็เป็นบุญทันที ทำกรรมชั่วก็เป็นบาปทันที

เพราะฉะนั้น เมื่อตัดใจบริจาคเงินถวายพระ นั่นคือมีเจตนาเกิดขึ้นแล้ว ตัดใจเสร็จก็เป็น “กรรม” ทันที คือมีผลเป็นบุญทันที คือได้บุญทันที 

ไม่ใช่ว่าจะได้บุญก็ต่อเมื่อเอาเงินใส่บาตรหรือเงินไปถึงมือพระแล้ว

นี่แหละผมจึงบอกว่า-ต้องลบความคิดเก่า ๆ ออกไปให้หมด 

...........................

ทีนี้ พอตัดใจเสร็จ เอาเงินใส่ซองใส่กล่องใส่ถุงเสร็จ ต้องเก็บรักษาเงินนั้นให้ดี ข้อสำคัญอย่าเอาออกมาใช้เด็ดขาด ห้ามแตะต้อง เพราะเงินนั่นเป็นเงินสงฆ์ไปเรียบร้อยแล้ว

ทำผิดกับของสงฆ์ นรกลงทันที

วันต่อมา-หรือวันเวลาไหนก็ได้-มีศรัทธาอีก ก็ทำแบบเดิมอีก เอาเงินใส่สมทบเข้าไปได้อีกเรื่อย ๆ ไม่ต้องรอให้มีพระมาบิณฑบาต

ครั้นถึงวันที่ท่านสะดวกที่จะไปวัด (คงไม่ต้องรอให้ตายก่อนแล้วมีคนหามไปหรอกนะ) วันไหนที่ท่านสะดวกทั้งกายทั้งใจ ท่านก็เอาเงินที่ตัดใจบริจาคใส่ซองใส่กล่องใส่ถุงนั้นไปวัดที่ท่านศรัทธา

๑ ถ้าท่านไม่ได้ตั้งใจถวายพระรูปไหนโดยเฉพาะ ก็เอาเงินนั้นใส่ตู้บริจาค เป็นเงินกองกลางของสงฆ์ ไปเป็นค่าน้ำค่าไฟค่าอะไรต่อมิอะไรของวัด แล้วแต่วัดจะบริหารจัดการต่อไป

๒ ถ้าท่านตั้งจะถวายพระรูปใดรูปหนึ่งโดยเฉพาะ ท่านก็ไปแจ้งแก่พระรูปนั้นว่าท่านมีศรัทธาถวายเงินเป็นจำนวนเท่าไรก็ว่าไป

แต่อย่าประเคนเงินให้พระ เพราะพระรับเงินผิดวินัย ศีลขาด-มันก็จะเท่ากับท่านเอาเงินใส่บาตร ที่ผมบอกแล้วว่าอย่าทำ-นั่นแหละ

แต่ขอให้ท่านถามหา “ไวยาวัจกร” คือคนวัด หรือเด็กวัด หรือชาวบ้านคนไหนก็ตามที่พระท่านมอบหมายให้เป็นผู้รับเงินแทนพระ ซึ่งถ้าวัดนั้นมีระบบที่ถูกต้อง ก็จะมีไวยาวัจกรคอยจัดการเรื่องนี้

.........................................................

ไวยาวัจกรจะรับเงิน ถือเงิน เก็บเงินแทนพระ

พระไม่ต้องมาแตะต้องเงินให้ศีลขาด

นี่คือวิธีถวายเงินให้พระที่ถูกต้อง

ครั้นพระอยากจะใช้เงินนั้นไปซื้ออะไร พระก็ไปบอกไวยาวัจกรว่า-จะใช้ไอ้นั่นจะฉันไอ้นี่ 

ไวยาวัจกรก็จะเอาเงินของพระรูปนั้นที่ตนถือไว้เก็บไว้นั้นไปซื้อสิ่งที่พระต้องการมาถวายพระ

พระไม่ต้องถือเงินไปซื้อเองให้ศีลขาด

นี่คือวิธีที่พระใช้เงินได้อย่างถูกต้อง

.........................................................

อ่านมาถึงตรงนี้ คงมีชาววัดชาวบ้านมากมายอุทานออกมาว่า โอย ยุ่งยาก มากเรื่อง ทำไม่ได้ ไร้สาระ เอาเงินใส่มือพระ พระกำเงินไปซื้อเอง สะดวกสบายที่สุด จะต้องทำให้มันยุ่งยากมากเรื่องทำไม

ก็เพราะชาวบ้านคิดแบบนี้

ก็เพราะพระเองก็คิดแบบนี้

ก็เลยไม่มีใครคิดจะทำให้ถูกต้อง

ทั้ง ๆ ที่วิธีที่ถูกต้องก็มีอยู่

และเป็นวิธีที่ทำได้ ไม่ใช่ทำไม่ได้

ช่วยกันทำให้คุ้น ทำให้เคย ทำให้ชิน

ที่เห็นว่ายุ่งยากก็จะค่อย ๆ ง่ายไปเอง

พระพุทธเจ้าท่านทำประตูเข้า-ออกไว้ให้แล้ว

อย่าปีนรั้วเลยครับ-กราบขอร้อง

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๕ ธันวาคม ๒๕๖๖

๑๙:๐๙

.........................

[full-post]

ปกิณกธรรม,ทองย้อย,ถวายเงินพระ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.