ภูมิศาสตร์พุทธประวัติ-ในฝัน
-----------------------------
เรื่องที่ญาติมิตรจะได้อ่านต่อไปนี้เป็นแนวคิดเก่าของผม คิดมานานปี
เดินออกกำลังตอนเช้าวันหนึ่ง เห็นป้ายโฆษณางานปิดทองฝังลูกนิมิตวัดเบญจคีรีนครที่อำเภอปากท่อบ้านเกิดผม ก็ไปสะกิดความคิดเก่าเข้า
คำว่า “เบญจคีรี” แปลว่า “ภูเขาห้าลูก”
“เบญจคีรี” ที่นักเรียนนักธรรมได้ยินมาตั้งแต่เรียนชั้นตรีก็คือภูเขา ๕ ลูกที่ตั้งล้อมเมืองราชคฤห์ในประเทศอินเดีย-แดนพุทธภูมิ
ภูเขา ๕ ลูก มีชื่อว่า ภูเขาเวภาระ ปัณฑวะ เวปุลละ คิชฌกูฏ และ อิสิคิลิ
ชื่อภูเขาเหล่านี้ ตอนเรียนนักธรรมชั้นตรีไม่รู้ความหมาย รู้เงา ๆ ชื่อเดียวคือ ภูเขาคิชฌกูฏ ว่ายอดเหมือนอีแร้ง เหมือนอย่างไรก็นึกไม่ออก
แต่พอมาเรียนบาลีจึงพอเข้าใจความหมายของชื่อภูเขาทั้ง ๕ ลูก
(๑) “เวภาระ” (เว-พา-ระ) แปลว่า “ภูเขาที่รุ่งเรืองเป็นพิเศษ”
(๒) “ปัณฑวะ” (ปัน-ดะ-วะ) แปลว่า “ภูเขาที่มีสีเหลืองอร่าม”
(๓) “เวปุลละ” (เว-ปุน-ละ) แปลว่า “ภูเขาที่ใหญ่เป็นพิเศษ”
(๔) “คิชฌกูฏ” (คิด-ชะ-กูด) แปลว่า “ภูเขาที่มียอดเหมือนแร้ง” หรือ “ภูเขาที่มียอดเป็นที่อาศัยอยู่ของแร้ง”
(๕) “อิสิคิลิ” (อิ-สิ-คิ-ลิ) แปลว่า “ภูเขาที่กลืนฤๅษี”
ภูเขา ๕ ลูกนี้ ตั้งล้อมรอบเมืองราชคฤห์ เมืองราชคฤห์จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เบญจคีรีนคร” แปลว่า “เมืองแห่งภูเขาห้าลูก” และอีกชื่อหนึ่งคือ “คิริพพชะ” แปลว่า “เมืองที่มีภูเขาเป็นคอก” หรือ “เมืองที่มีภูเขาเป็นรั้ว”
.......................
คนไทย-โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณร-เรียนพุทธประวัติตามตำราที่ผู้รู้ท่านเรียบเรียงไว้ หรือที่มีความรู้ทางบาลีก็เรียนจากคัมภีร์โดยตรง เราย่อมเคยได้ยินชื่อเมืองราชคฤห์และได้รู้ลักษณะของเมืองว่าเป็น “เบญจคีรีนคร” เพราะมีภูเขา ๕ ลูกตั้งล้อมรอบ ที่มีความจำดีก็จำได้ว่าภูเขา ๕ ลูกนั้นชื่ออะไรบ้าง เช่นที่จำกันได้ติดปากมากที่สุดก็คือ ภูเขาคิชฌกูฏ
แต่ถ้าลองถามว่า -
ภูเขาคิชฌกูฏตั้งอยู่ทางทิศไหนของเมืองราชคฤห์
ภูเขาคิชฌกูฏตั้งอยู่ใกล้ภูเขาอะไร
ภูเขาลูกอื่น ๆ ตั้งอยู่ทางทิศไหนของเมืองราชคฤห์
เราทั้งหมดจะตอบไม่ได้ ตอบได้บ้างก็เป็นแต่เดาเอา และมองไม่ออกบอกไม่ถูกว่าภูมิประเทศบริเวณนั้นเป็นอย่างไร
พุทธประวัติในความคิดของพวกเราจึงมีแต่ภาพในจินตนาการ
ปัจจุบันเราอยู่ในยุคเทคโนโลยีก้าวไกลโลกไร้พรมแดน นั่งอยู่กับบ้านในเมืองไทยสามารถเห็นอะไรได้ทั่วจักรวาล
แต่เชื่อหรือไม่ว่า ชาวพุทธในเมืองไทย-โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณร-ก็ยังคงเรียนพุทธประวัติด้วยภาพในจินตนาการเหมือนเดิม
แค่ตำแหน่งของ “เบญจคีรี” ภูเขา ๕ ลูก เราส่วนใหญ่ก็ยังมืดมัวไม่ต่างไปจากเมื่อร้อยปีหรือห้าร้อยปีที่ผ่านมานั่นเอง
ไม่ต้องดูอื่นไกล แม้ตัวผมนี่เอง เรียนบาลีมาตั้งแต่เป็นสามเณรจนบัดนี้ย่างเข้าปัจฉิมวัย เพิ่งได้เห็นตำแหน่งของภูเขา ๕ ลูกจากแผนที่เมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง
เราสามารถที่จะสร้างวิชา “ภูมิศาสตร์พุทธประวัติ”-คำที่ผมคิดขึ้นเป็นลำลอง-ขึ้นมาได้หรือไม่?
เราสามารถสร้างได้แน่นอน โดยหน่วยงานหรือสายงานดังต่อไปนี้ -
๑ มหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตั้งโครงการศึกษาวิชาภูมิศาสตร์พุทธประวัติขึ้น
๒ มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง เปิดหลักสูตรวิชาภูมิศาสตร์พุทธประวัติขึ้น
๓ วัดไทยในอินเดีย จัดโครงการศึกษาวิชาภูมิศาสตร์พุทธประวัติขึ้น
๔ งานพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล ขยายขอบเขตของงานโดยเพิ่มงานศึกษาสำรวจภูมิศาสตร์พุทธประวัติขึ้นอีกสายงานหนึ่งจากงานเผยแผ่ที่ทำอยู่แล้ว
๕ หน่วยงานเอกชนและปัจเจกชนที่มีศรัทธา มีกำลังความคิด มีกำลังความสามารถที่จะลงปฏิบัติงานภาคสนาม มีกำลังทรัพย์ที่จะสนับสนุนเป็นต้น ร่วมมือกันสนับสนุนส่งเสริมให้มีการศึกษาสำรวจภูมิศาสตร์พุทธประวัติอย่างจริงจัง
หน่วยงาน องค์กร สายงาน และบุคคลที่มีความสามารถดังกล่าวนี้เรามีอยู่พร้อมแล้ว
ที่ยังขาดอยู่ก็คือ -
๑ ผู้มีอำนาจสั่งการ
และ ๒ ผู้เชี่ยวชาญในการประสานติดต่อ
เราไม่รู้ว่าท่านที่มีอำนาจและมีความเชี่ยวชาญเช่นว่านี้ท่านเกิดหรือยัง ถ้าเกิดแล้วท่านอยู่ที่ไหน และทำอย่างไรท่านจึงจะสั่งการ หรือลุกขึ้นมาวิ่งเต้นประสานติดต่อให้เกิดรูปงานขึ้นมาได้จริง ๆ
.........................................................
ถ้าการศึกษาพุทธประวัติที่คลุกเคล้าไปด้วยจินตนาการอันพร่ามัวที่เป็นมาเป็นเวลานับร้อย ๆ ปีในเมืองไทยเรา มาสว่างกระจ่างแจ้งด้วยการได้เห็นของจริงภาพจริงจากสถานที่จริง ด้วยฝีมือของเราที่ช่วยกันสร้างสรรค์ขึ้น ก็จะเป็นเกียรติยศแก่คนรุ่นเราเป็นอย่างยิ่ง-ไปชั่วกาลนาน
.........................................................
ผมไม่ใช่ผู้มีอำนาจสั่งการ และไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการประสานติดต่อ
จึงได้แต่ฝันครับ
-----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๖
๑๗:๕๔
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ