สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สัพพาสวสูตร ว่าด้วยอุบายกำจัดอาสวะทั้งปวง

   วันหนึ่งพระผู้มีพระภาคขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี รับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า พระองค์จะทรงแสดงเหตุแห่งการปิดกั้นอาสวะทั้งปวงให้ฟัง จงตั้งใจฟังให้ดี เมื่อภิกษุเหล่านั้นรับสนองพระดำรัสแล้ว จึงทรงยกบทอุทเทสขึ้นแสดงดังนี้

   ภาคอุทเทส 

ความสิ้นอาสวะทั้งปวงจะเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้รู้ผู้เห็นเท่านั้นไม่เกิดแก่ผู้ไม่รู้ไม่เห็น คำว่าผู้รู้ผู้เห็นหมายถึงผู้รู้ผู้เห็นอะไร หมายถึงผู้รู้ผู้เห็นโยนิโสมนสิการ (การพิจารณาโดยแยบคาย) และอโยนิโสมนสิการ (การพิจารณาโดยไม่แยบคาย) เมื่อภิกษุมนสิการโดยไม่แยบคายอาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นอาสวะทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วจะเจริญขึ้น แต่เมื่อภิกษุมนสิการโดยแยบคายอาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดจะไม่เกิดอาสวะทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วจะเสื่อมไป การละอาสวะมี ๗ วิธี จึงจัดแบ่งประเภทของอาสวะตามวิธีการละเป็น ๗ ประการ คือ     

   ๑. อาสวะที่ต้องละด้วยทัสสนะ 

   ๒. อาสวะที่ต้องละด้วยการสังวร 

   ๓. อาสวะที่ต้องละด้วยการใช้สอย 

   ๔. อาสวะที่ต้องละด้วยการอดกลั้น 

   ๕. อาสวะที่ต้องละด้วยการเว้น 

   6. อาสวะที่ต้องละด้วยการบรรเทา 

   ๗. อาสวะที่ต้องละด้วย การเจริญ

   ภาคนิทเทส

ทรงอธิบายบทอุทเทสข้างต้นโดยพิสดาร มีสาระสำคัญดังนี้

   ๑. อาสวะที่ต้องละด้วยทัสสนะ  

   อาสวะทั้งหลายที่ต้องละด้วยทัสสนะเป็นอย่างไร

  คือ ปุถุชนในโลก  นี้ผู้ยังไม่ได้ศึกษาไม่ได้พบพระอริยะทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับคำแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้พบสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษไม่ได้รับคำแนะนำในธรรมของสัตบุรุษไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการ ไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่ไม่ควรมนสิการ เขาจึงมนสิการแต่ธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ไม่มนสิการธรรมที่ควรมนสิการ เมื่อมนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ หรือไม่มนสิการธรรมที่ควรมนสิการ กามาสวะ (อาสวะคือกาม) ภวาสวะ (อาสวะคือภพ) และอวิชชาสวะ(อาสวะ คืออวิชชา) ที่ยังไม่เกิดก็จะเกิดขึ้นที่เกิดแล้วก็จะเจริญขึ้น อนึ่ง เมื่อปุถุชนมนสิการโดยไม่แยบคายทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๖ อย่างก็จะเกิดขึ้น ทิฏฐิ ๖ อย่าง คือ 

   ๑. เห็นว่า อัตตาของเรามีอยู่ 

   ๒. เห็นว่า อัตตาของเราไม่มีอยู่ 

   ๓. เห็นว่า เรารู้จักอัตตาได้ด้วยอัตตา

  .๔. เห็นว่า เรารู้จักสิ่งที่ไม่ใช่อัตตาได้ด้วยอัตตา

   ๕. เห็นว่า เรารู้จักอัตตาได้ด้วยสิ่งที่ไม่ใช่อัตตา

   6. เห็นว่า อัตตาของเราที่เป็นผู้กล่าว ผู้รู้ ผู้เสวยผลแห่งกรรมและกรรมชั่วในอารมณ์ต่าง ๆ นั้น เป็นภาวะที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่แปรผัน จักดำรงอยู่เสมอด้วยสิ่งที่แน่นอน

   ปุถุชนผู้ประกอบด้วยทิฏฐิสังโยชน์ ผู้ยังไม่ได้ศึกษา ย่อมไม่พ้นจากชาติชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัส และอุปายาสไม่พ้นจากทุกข์

   ส่วนอริยสาวกผู้ใด้ศึกษาแล้ว ได้พบพระอริยะทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับคําแนะนำในธรรมของพระอริยะพบสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมรู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการ และธรรมที่ไม่ควรมนสิการ จึงไม่นมัสสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการมนสิการ มนัสสิการแต่ธรรมที่ควรมนสิการเมื่อไม่นมัสสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ อาสวะ ๓ ประการที่ยังไม่เกิดจะไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็จะเสื่อมไป อนึ่ง เมื่อนมัสสิการโดยแยบคายว่า นี้ทุกข์นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาสังโยชน์ ๓ ประการคือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสย่อมสิ้นไปอาสวะทีต้องละด้วยทัสสนะเป็นอย่างนี้ 

   ๒. อาสวะทีต้องละด้วยการสังวร

   อาสวะทีต้องละด้วยการสังวรเป็นอย่างไร

  คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้มนสิการโดยแยบคายสำรวมระวังอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจของตนมิให้อาสวะและความเร่าร้อนเกิดขึ้นได้

   อาสวะที่ต้องละด้วยการสังวรเป็นอย่างนี้ 

   ๓. อาสวะทีต้องละด้วยการใช้สอย

   อาสวะทีต้องละด้วยการใช้สอยเป็นอย่างไร

  คือ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้วใช้สอยจีวร บริโภคอาหารใช้สอยเสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขารให้เหมาะสมกับความเป็นสมณะ จนอาสวะและความเร่าร้อนที่ทำให้คับแค้นไม่มีแก่ภิกษุนั้น

   อาสวะที่ต้องละด้วยการใช้สอยเป็นอย่างนี้

    ๔. อาสวะที่ต้องละด้วยการอดกลั้น

  อาสวะที่ต้องละด้วยการอดกลั้นเป็นอย่างไร

  คือ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคาย และอดทนต่อความร้อน ต่อความหนาว ต่อความหิวกระหาย ต่อความกระวนกระวาย อดทนต่อการรบกวนของธรรมชาติและสัตว์เลื้อยคลาน ต่อถ้อยคําหยาบคายร้ายแรงต่าง ๆ และอดกลั้นต่อทุกขเวทนาในร่างกาย จนอาสวะและความเร่าร้อนที่ทำให้คับแค้นไม่มีแก่ภิกษุนั้น

   อาสวะที่ต้องสะด้วยความอดกลั้นเป็นอย่างนี้

   ๕.อาสวะที่ต้องละด้วย การเว้น

  อาสวะที่ต้องละด้วยการเว้นเป็นอย่างไร 

  คือ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้วหลีกเลี่ยงสัตว์ดุร้าย สถานที่อโคจร ไม่คบมิตรชั่ว จนอาสวะและความเร่าร้อนที่ทำให้คับแค้น ไม่มีแก่ภิกษุนั้น

  อาสวะที่ต้องละด้วยการเว้นเป็นอย่างนี้ 

   ๖. อาสวะที่ต้องละด้วยการบรรเทา

  อาสวะที่ต้องละด้วยการบรรเทาเป็นอย่างไร

  คือ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้วไม่รับกามวิตก พยาบาท วิตก วิหิงสาวิตก และบาปอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแก่ตน แต่พยายามละบรรเทาทำให้หมดไป มิให้เกิดขึ้นมาอีก จนอาสวะและความเร่าร้อนที่ทำให้คับแค้น ไม่มีแก่ภิกษุนั้นอีก

  อาสวะที่ต้องละด้วยการบรรเทาเป็นอย่างนี้ 

   ๗. อาสวะที่ต้องละด้วยการเจริญ

  อาสวะ ที่ต้องละด้วยการเจริญเป็นอย่างไร

  คือ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้วเจริญสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อาศัยวิเวกวิราคะ นิโรธ.ซึ่งน้อมไปเพื่อความสละ จนอาสวะและความเร่าร้อนที่ทำให้คับแค้น รไม่มีแก่ภิกษุนั้น

  อาสวะที่ต้องละด้วยการเจริญเป็นอย่างนี้

   ภาคนิคมน์

   พระผู้มีพระภาคทรงสรุปไว้ตอนท้ายว่า อาสวะเหล่าใดที่ภิกษุละได้แล้ว ด้วยทัสสนะ ละได้แล้วด้วยการสังวร ละได้แล้วด้วยการใช้สอย ละได้แล้วด้วยการอดกลั้น ละได้แล้วด้วยการเว้น ละได้แล้วด้วยการบรรเทา หรือละได้แล้วด้วยการเจริญ อาสวะเหล่านั้นก็เป็นอันภิกษุนั้นละได้แล้วด้วยวิธีการนั้นๆ

   เมื่อทรงเทศนาจบ ภิกษุเหล่านั้นต่างมีใจยินดี ชื่นชมพระพุทธภาษิตนี้

(ม.มู.๑๒/๑๐-๑๙)

 

[full-post]

ปกิณกธรรม,สัพพาสวสูตร, อาสวะ,อาจารย์สมเกียรติ,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.