ช่วยกันเผยแผ่พระธรรมวินัย (๗)-จบ

------------------------------

รู้จักพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถาพอเป็นพื้นฐานแล้ว เท่ากับรู้แหล่งที่รวมหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา ต่อจากนี้ ถ้ามีศรัทธาจะเผยแพร่หลักคำสอน ก็รู้แล้วว่าจะไปเลือกหาหลักคำสอนได้ที่ไหน

หลักคำสอนในพระพุทธศาสนา หรือพระธรรมวินัย หรือพระไตรปิฎก มีเนื้อหาสาระหลากหลาย ดังคำที่คนเก่าพูดกันมาว่า มีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พูดให้พอเข้าใจก็ว่ามีถึง ๘๔,๐๐๐ หัวข้อ

หัวข้อหนึ่ง ๆ (อ่านว่า หัวข้อหนึ่ง หัวข้อหนึ่ง ไม่ใช่ หัวข้อหนึ่งหนึ่ง) นับอย่างไร หรือเท่าไรแค่ไหนถือว่าเป็นหัวข้อหนึ่ง และนับอย่างไรจึงได้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ หรือ ๘๔,๐๐๐ หัวข้อ เรื่องนี้พึงศึกษาหาความรู้กันต่อไป

แต่ข้อเท็จจริงที่แน่นอนก็คือ หลักคำสอนในพระพุทธศาสนามีหลากหลายเรื่องให้เลือกศึกษา เรารู้อะไรเรื่องหนึ่งก็โปรดทราบเถิดว่า ยังมีเรื่องที่เราไม่เคยรู้อีกเป็นหมื่น ๆ เรื่อง

เพราะฉะนั้น ถ้ามีใครถามว่า พระพุทธศาสนามีคำสอนเรื่องนั้นหรือเปล่า มีคำสอนเรื่องนี้หรือเปล่า ถ้าไม่ช่ำชองในพระไตรปิฎกจริง ๆ ก็ยากที่จะตอบให้เด็ดขาดลงไปได้ว่ามีหรือไม่มี 

วิธีที่จะช่วยให้ได้คำตอบก็คือ ลงมืออ่าน ลงมือศึกษาด้วยตัวเองตั้งแต่วันนี้

วิธีนี้ ถ้ามีฉันทะคือขยัน ก็ทำไม่ยาก แต่ถ้าไม่มีฉันทะก็ไม่ง่าย 

คนส่วนมากไม่มีฉันทะ เพราะฉะนั้น จึงหาคนที่อ่านพระไตรปิฎกจบได้ยากมาก 

ไม่ต้องถึงกับอ่านจนจบ เอาแค่อ่านประจำ อ่านไปเรื่อย ๆ อ่านเป็นกิจวัตร ไม่ได้อ่านเพื่อจบ แต่อ่านเพื่อศึกษาหาความรู้ - ทำได้แค่นี้ก็ประเสริฐเลิศล้ำแล้ว 

.........................................................

แต่คนส่วนมากยอมแพ้พญามาร-คือความขี้เกียจ

เสนามารที่คอยผสมโรงคือ-ไม่สนุก อ่านไม่รู้เรื่อง

ตัวการที่เป็นพื้นฐานคือ-ไม่ใช่หน้าที่ 

เหตุผลสนับสนุนคือ-ไม่มีเวลา มีงานอื่นจะต้องทำ อ่านพระไตรปิฎกไม่ใช่เรื่องจำเป็น เป็นชาวบ้านต้องทำมาหากิน ฯลฯ

.........................................................

สรุปว่า แยกชีวิตประจำวันออกจากพระศาสนา หรือกันพระศาสนาออกไปจากชีวิตประจำวัน ศาสนากับชีวิตอยู่คนละโลก เดินคนละทาง เกี่ยวข้องกันน้อยที่สุด และในจำนวนหรือปริมาณน้อยที่สุดนั้นก็ไม่มีเรื่องอ่านพระไตรปิฎกรวมอยู่ด้วย

........................

อีกภาพหนึ่งที่ขอชวนให้มองก็คือ ภาพพระไตรปิฎก ๒ ส่วน

๑ ส่วนที่เป็นวัตถุ สมัยเก่าคือใบลาน สมัยต่อมาคือเล่มสมุดหรือเล่มกระดาษ

๒ ส่วนที่เป็นการศึกษา คือการเรียนพระไตรปิฎก 

ส่วนที่เป็นวัตถุนั้น มีหลักนิยมมาแต่กาลก่อนว่า เป็นหน้าที่ของชาวบ้านจัดสร้างจัดหาถวายชาววัด หลักนี้ยังนับถือสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ดูได้จากค่านิยมสร้างพระไตรปิฎกถวายวัดได้กุศลแรง มีมาทุกยุคทุกสมัย ทุกวันนี้ก็ยังนิยมกันอยู่

ส่วนที่เป็นการศึกษา เป็นหน้าที่ของชาววัด สมัยเก่าใช้หลัก-เรียนเพื่อรู้ รู้เพื่อปฏิบัติและเผยแผ่

ถ้ามองที่ภาพนี้ จะเห็นตัวผู้รับผิดชอบในการอ่านพระไตรปิฎกชัดเจน นั่นคือชาววัด หรือพระภิกษุสามเณร

ชาววัดเองก็ยอมรับในหน้าที่นี้ คำในภาษาไทยที่พูดกันติดปากว่า “บวชเรียน” เป็นประจักษ์พยาน

“บวชเรียน” หมายความว่า บวชเพื่อเรียน เรียนอะไร เรียนพระธรรมวินัย ก็คือเรียนพระไตรปิฎกนั่นเอง เรียนทำไม เรียนเพื่อรู้ รู้ไปทำไม รู้เพื่อปฏิบัติขัดเกลาตนเอง แล้วเผยแผ่ให้แพร่หลายกว้างขวางต่อไป

เมื่อร้อยปีที่แล้ว อุดมคติของชาววัดย่อมเป็นเช่นนี้

แต่ทุกวันนี้ เป้าหมายการศึกษาของชาววัดเบี่ยงเบนไป 

ไม่ใช่เรียนเพื่อรู้ รู้เพื่อปฏิบัติเหมือนในอดีต

แต่เรียนเพื่อให้ได้ใบรับรองหรือได้วุฒิ

เมื่อได้ใบรับรองแล้วก็หยุด ถือว่าจบการศึกษาแล้ว

การศึกษาพระไตรปิฎกค่อย ๆ ถอยห่างออกไปจากระบบการศึกษาของชาววัด

หากจะมีการอ่านพระไตรปิฎกอยู่บ้างในขั้นตอนใด ๆ ก็เป็นเพียงกระบวนการเพื่อนำไปสู่ใบรับรองเท่านั้น ไม่ได้มุ่งไปที่-เรียนเพื่อรู้ รู้เพื่อปฏิบัติ-ตามหลักการเดิม

แม้หากจะมีการปฏิบัติอยู่ด้วยในขั้นตอนใด ๆ ก็คงเป็นการปฏิบัติตามกระบวนการเพื่อนำไปสู่ใบรับรองเช่นกัน มิใช่ปฏิบัติเพื่อปลูกฝังลงไปในชีวิตจริง ดังจะเห็นได้ว่า กิจกรรมปฏิบัติธรรมนั้น พอครบตามกำหนด ก็เลิก 

การศึกษาพระไตรปิฎก การเอาความรู้มาปฏิบัติขัดเกลาตนเอง ถือกันว่า-เป็นไปตามอัธยาศัย ใครจะทำหรือไม่ทำก็ได้ ไม่ใช่หน้าที่เหมือนที่ชาววัดปฏิบัติสืบกันมาในอดีต

การอ่านพระไตรปิฎก การศึกษาพระไตรปิฎก ทุกวันนี้จึงหาตัวผู้รับผิดชอบไม่ได้

ชาววัดก็บอกว่า-เป็นไปตามอัธยาศัย

ชาวบ้านก็บอกว่า-เป็นหน้าที่ชาววัด ไม่ใช่หน้าที่ชาวบ้าน

นี่คือความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นไปอยู่ทุกวันนี้

........................

การที่มีผู้มีศรัทธาเอาข้อความจากคัมภีร์ไปเผยแผ่ให้แพร่หลายออกไป จึงเป็นแสงสว่างเล็ก ๆ ที่ปลายอุโมงค์-อันควรแก่การอนุโมทนา

ข้อเสนอแนะของผมก็คือ -

.........................................................

๑ ไปให้ถึงต้นน้ำ คือตัวพระไตรปิฎก ไม่รู้บาลีก็อ่านฉบับแปล

๒ พอใจข้อความตอนใด ศึกษาตรวจสอบข้อความตอนนั้นให้ถี่ถ้วนว่าถูกต้องตรงตามต้นฉบับหรือเปล่า หากจะต้องเปิดพจนานุกรมเพื่อหาคำแปลหรือแบกคัมภีร์ไปถามท่านผู้รู้-ถึงขนาดนั้นก็อย่าท้อที่จะทำ

๓ ตรวจสอบเทียบทาน อ่านศึกษาซึมซับเอาพระธรรมวินัยเรื่องนั้นข้อนั้นไว้ได้ด้วยตนเองจนอิ่มใจแล้ว ต่อจากนั้นจึงนำไปเผยแพร่ให้แพร่หลายต่อไป

.........................................................

ทำเช่นนี้ เป็นการยืนยันว่า ตัวเราเองได้รับโอชารสจากพระธรรมวินัยมาก่อนแล้วจึงนำมาเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นต่อ ๆ ไปอีก

วิธีเช่นนี้ ไม่ได้เรียนบาลี ไม่รู้บาลี ก็สามารถช่วยเผยแผ่พระศาสนาได้ ควรแก่การอนุโมทนา

ดีกว่าผู้เรียนบาลี รู้บาลี แต่ไม่ทำหรือไม่คิดจะทำ

ยิ่งถ้าเรียนบาลี รู้บาลีด้วย มีกุศลฉันทะทำงานนี้ด้วย ยิ่งประเสริฐแท้ ควรแก่การอนุโมทนายิ่งนัก

ถ้าพระศาสนาจะสืบไปได้ถึง ๕,๐๐๐ ปี จำต้องดำเนินไปบนถนนสายหนึ่ง --

เทพยดาที่รักษาพระศาสนาท่านก็ต้องอนุโมทนาแก่เรา ทั้งตัวเอาเองก็มีสิทธิ์ที่ยิ้มอิ่มใจว่า อิฐก้อนหนึ่งที่ปูถนนสายนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของเราที่ทำถวายเป็นพุทธบูชา ให้พระศาสนาสืบไปได้ถึง ๕,๐๐๐ ปี

เชิญสาธุชนผู้มีสติปัญญาเร่งประกอบการกุศลนี้โดยทั่วกันเถิด

-----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒ มกราคม ๒๕๖๗

๑๖:๕๖

[full-post]

ธรรมวินัย,พุทธศาสนา,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.