ทำบุญทำไมต้องกรวดน้ำ
-----------------
... เมื่อเช้าใส่บาตร ลืมกรวดน้ำ
มานึกได้เอาตอนเย็น
จะได้บุญไหม ...
นี่เป็นคำถามที่เป็นต้นเหตุให้ต้องเขียนเรื่องนี้
........................
ทำบุญ+กรวดน้ำ ตามความเข้าใจของคนไทยทั่วไปก็คือ ต้องทำคู่กัน คือทำบุญแล้วต้องกรวดน้ำ จึงจะเป็นบุญหรือจึงจะได้บุญ
โปรดเข้าใจไว้เป็นเบื้องต้นว่า ทำบุญกับกรวดน้ำเป็นคนละส่วนกัน
ทำบุญก็ส่วนทำบุญ
กรวดน้ำก็ส่วนกรวดน้ำ
ทำบุญเสร็จ ได้บุญทันที ไม่เกี่ยวกับกรวดน้ำ
แต่กรวดน้ำเป็นการทำบุญวิธีหนึ่ง
ทำท่าจะงงละสิ
ก็ควรงง เพราะเรื่องนี้ไม่ค่อยมีใครอธิบายให้กันฟัง
ถอยไปตั้งหลักกันที่คำว่า “ทำบุญ”
.........................................................
คนไทยทั้งประเทศเข้าใจว่า “ทำบุญ” คือใส่บาตร
นอกจากนั้นก็-เอาเงินใส่ซองบริจาค เอาเงินใส่ตู้บริจาค บริจาคเงินเมื่อมีการบอกบุญสร้างนั่นสร้างนี่ทำนั่นทำนี่
นี่คือ “ทำบุญ” ที่คนไทยเข้าใจ
.........................................................
ก็ไม่ผิด แต่ไม่ถูกทั้งหมด
ที่ว่ามานั่น-ใส่บาตร ใส่ซอง-เป็นการทำบุญวิธีหนึ่ง-วิธีเดียว
โปรดทราบว่า “บุญ” ทำได้ถึง ๑๐ วิธี จะบอกให้!!
งงอีกละสิ ไม่เห็นมีใครเคยบอก
ใส่บาตรและบริจาคเงิน นั่นเป็นเพียง ๑ ใน ๑๐
ยังมีวิธีทำบุญอีกตั้ง ๙ วิธี ที่คนไทยไม่รู้ หรือรู้ก็ไม่ได้คิดว่า-นี่ก็เป็นการทำบุญ เพราะไปปักใจว่าต้องใส่บาตร ต้องบริจาคเงิน จึงจะเรียกว่า “ทำบุญ”
หาความรู้คำว่า “วิธีทำบุญ” กันหน่อยก่อน
คำว่า “วิธีทำบุญ” ศัพท์เทคนิคท่านเรียกว่า “บุญกิริยาวัตถุ” อ่านว่า บุน-ยะ-กิ-ริ-ยา-วัด-ถุ
.........................................................
“บุญ” ก็คือ บุญที่เราเข้าใจกัน คือความดีงามทั้งหลาย
“กิริยา” แปลว่า การกระทำ
“วัตถุ” แปลว่า วิธีการ
.........................................................
“บุญกิริยาวัตถุ” จึงแปลตรงตัวว่า “วิธีทำบุญ”
........................
บุญกิริยาวัตถุ - วิธีทำบุญ ทั้ง ๑๐ วิธี มีดังนี้ -
(๑) ทาน-ให้ปันสิ่งของของตนแก่ผู้อื่น (เรียกเพื่อจำง่ายว่า ทำบุญให้ทาน)
(๒) ศีล-ควบคุมการกระทำและคำพูดให้เรียบร้อย (ทำบุญถือศีล)
(๓) ภาวนา-อบรมบ่มจิตใจให้สงบและรู้แจ้งเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง (ทำบุญภาวนา)
(๔) อปจายนะ-อ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะ รู้จักเคารพกราบไหว้ (ทำบุญไหว้พระ)
(๕) เวยยาวัจจะ-ช่วยขวนขวายรับเป็นภารธุระในกิจการที่ถูกที่ควร (ทำบุญช่วยงาน)
(๖) ปัตติทาน-แบ่งส่วนบุญ หรืออุทิศส่วนบุญ คือเฉลี่ยส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น (ทำบุญแบ่งบุญ)
(๗) ปัตตานุโมทนา-อนุโมทนาส่วนบุญ คือยินดีในความดีของผู้อื่น (ทำบุญโมทนา)
(๘) ธัมมัสสวนะ-ฟังธรรมคำสั่งสอน ศึกษาหาความรู้ในทางความดี (ทำบุญฟังเทศน์)
(๙) ธัมมเทสนา-แสดงธรรม สั่งสอนธรรม ให้วิชาความรู้ แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ (ทำบุญให้ธรรม)
(๑๐) ทิฏฐุชุกรรม-ทำความคิดความเห็นหรือทัศนคติให้ถูกให้ตรง ไม่เห็นผิดเป็นชอบ (ทำบุญเห็นถูก)
........................
จะเห็นได้ว่า ใส่บาตร ใส่ซอง บริจาคเงิน ที่เรามักเข้าใจดิ่งไปว่า ต้องทำแบบนั้นจึงจะเรียกว่า ทำบุญ” นั้น เป็นเพียงการทำบุญวิธีหนึ่งวิธีเดียวเท่านั้น คือวิธีที่เรียกว่า “ทาน” คือการให้ เรายังมีวิธีทำบุญได้อีกตั้ง ๙ วิธี
และโปรดสังเกตว่า ในการทำบุญทั้ง ๑๐ วิธีนั้น มีเพียง “ทาน-ทำบุญให้ทาน” เท่านั้นที่ต้องใช้ทรัพย์ หรือเรียกตลก ๆ ว่า ทำบุญควักกระเป๋า อีก ๙ วิธี แม้ไม่ต้องควักกระเป๋าหรือไม่มีอะไรในกระเป๋าจะให้ควัก ก็สามารถทำได้
ทีนี้ไปดูกันว่า กรวดน้ำ เป็นการทำบุญตามข้อไหน
กรวดน้ำ เป็นการทำบุญตามข้อ ๖ คือ “ปัตติทาน-ทำบุญแบ่งบุญ” คืออุทิศส่วนบุญที่ได้ทำไปแล้วจากการใส่บาตรหรือจากการทำบุญด้วยวีใด ๆ ก็ตาม ไปให้แก่ผู้ที่เราต้องการจะอุทิศให้
และตามที่เข้าใจกันทั่วไปก็คือ อุทิศส่วนบุญ-แบ่งส่วนบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
โปรดทราบว่า ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเท่านั้น แม้ผู้ที่ยังไม่ล่วงลับ คือยังมีชีวิตอยู่ เราก็สามารถอุทิศส่วนบุญหรือแบ่งส่วนบุญให้ได้
งงอีกละสิ
อย่างง ลองคิดถึงความเป็นจริง กล่าวคือ -
ถ้าอยู่ไกลกัน หรือติดต่อสื่อสารกันไม่ได้ ก็ตั้งจิตอุทิศส่วนบุญให้-แบบเดียวกับที่อุทิศให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
ถ้าอยู่ใกล้กัน พอพูดให้ได้ยินได้ หรือสมัยนี้สามารถใช้เครื่องมือสื่อสารบอกกล่าวกันได้ทันที ก็พูดบอก - “แบ่งส่วนบุญให้ด้วยจ้า”
ถ้าอยู่ห่างออกไป พูดธรรมดาไม่ได้ยิน หรือไม่เห็นตัวแต่รู้ว่าอยู่ตรงนั้น ก็ใช้วิธีเอิ้นบอกแบบที่คนเก่าท่านนิยมใช้ - “แบ่งส่วนบุญให้ด้วยเน้อ”
คนเก่าท่านไปทำบุญวันพระที่วัด ขากลับเดินผ่านบ้านคนรู้จัก ก็เอิ้นบอกเข้าไปทุกบ้าน - “แบ่งส่วนบุญให้ด้วยเน้อ”
คนในบ้านได้ยินก็จะเอิ้นตอบ “โมนาเน้อ” ( = อนุโมทนาด้วยจ้า)
“เอิ้น” เป็นคำเก่า คนแถวอำเภอปากท่อบ้านผมยังใช้พูดกันอยู่ แปลว่า เรียก ตะโกนเรียก ตะโกนบอก
การแบ่งส่วนบุญให้กันนี่แหละเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง คือ “ปัตติทาน-ทำบุญแบ่งบุญ”
คนเก่าท่านรู้วิธีทำบุญ คือเมื่อทำบุญใส่บาตรแล้ว ตัวผู้ทำได้บุญแล้ว ก็แบ่งส่วนบุญนั้นให้คนอื่นด้วย พูดภาษานักเลงว่า ได้บุญสองเด้ง เด้งหนึ่งคือบุญใส่บาตร เด้งสองคือบุญแบ่งบุญ
แล้วทำไมการทำบุญแบ่งบุญจึงต้องกรวดน้ำ?
ตรงนี้เป็นหลักการ
หลักการก็คือ ถ้าติดต่อสื่อสารพูดบอกกันได้ ก็บอกไปตามปกติธรรมดา ไม่ต้องกรวดน้ำ นี่คืออุทิศบุญหรือแบ่งบุญให้คนเป็น
แต่ถ้าติดต่อสื่อสารพูดบอกกันไม่ได้-เช่นแบ่งส่วนบุญให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ก็ต้องใช้วิธีอื่น
หลักการในการให้อะไรแก่ใคร วิธีธรรมดาสามัญทั่วไปก็คือ ถ้าเป็นสิ่งของ ก็หยิบยื่นส่งให้แก่ผู้รับ
แต่ถ้าเป็นสิ่งของที่ใหญ่โตหรือมีน้ำหนักมาก ไม่สามารถหยิบยกส่งให้ได้-เช่นพระเวสสันดรประทานช้างปัจจัยนาคให้แก่ชาวเมืองกาลิงคะ ช้างตัวใหญ่ จับยกยื่นให้ไม่ได้ หรือให้สิ่งที่เป็นนามธรรมไม่มีรูปร่างที่จะสามารถจับมายื่นให้กันได้-เช่นอุทิศส่วนบุญ คติคนเก่าท่านใช้วิธีหลั่งน้ำ คือเทน้ำจากภาชนะลงบนฝ่ามือผู้รับ เป็นกิริยาให้รู้ว่ายกให้
การหลั่งน้ำนั่นเองที่เราเอามาใช้ในการอุทิศส่วนบุญ แต่เนื่องจากไม่มีมือของผู้รับมารองรับ เราจึงใช้วิธีเทน้ำลงในภาชนะ และเรียกกิริยาเช่นนั้นว่า “กรวดน้ำ”
โปรดระวัง “กรวดน้ำ” ก-ร-ว-ด กรวด แปลว่า เทน้ำลงไป
ไม่ใช่ “ตรวจน้ำ” ต-ร-ว-จ อย่างที่หลายคนมักจะพูดเพี้ยนเขียนผิด ๆ
........................
ปกติ เราจะอุทิศส่วนบุญ-แบ่งส่วนบุญ-ปัตติทาน หลังจากที่ทำบุญเสร็จใหม่ ๆ เพราะอารมณ์ยังสดอยู่ ยังนึกถึงบุญได้แจ่มชัดอยู่ จึงเกิดเป็นภาพ “ทำบุญ+กรวดน้ำ” ให้เห็นติดต่อกันไป แล้วกลายเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่า ทำบุญแล้วต้องกรวดน้ำจึงจะได้บุญ
เวลานี้คนไทยส่วนมากก็ยังเข้าใจแบบนี้อยู่-ทำบุญแล้วต้องกรวดน้ำจึงจะได้บุญ
จึงขอให้เข้าใจให้ถูกต้อง
ทำบุญอะไรก็ตาม ทำเสร็จสำเร็จเป็นบุญทันที ได้บุญทันที ไม่เกี่ยวกับกรวดน้ำ
กรวดน้ำเป็นการทำบุญอีกอย่างหนึ่ง คือทำบุญด้วยวิธีปัตติทาน-แบ่งส่วนบุญ
กรวดน้ำ-ทำเมื่อไรก็ได้ที่ระลึกได้ว่าได้เคยทำบุญอะไรไว้ แล้วน้อมนึกแบ่งส่วนบุญนั้นให้ผู้อื่น
กรวดน้ำ-เป็นการทำบุญอีกวิธีหนึ่ง ผู้ทำก็ได้บุญจากการกรวดน้ำ
ใส่บาตร-ได้บุญจากการใส่บาตร
ถือศีล-ได้บุญจากการถือศีล
กรวดน้ำ-ได้บุญจากการกรวดน้ำ
กรวดน้ำจึงไม่ใช่กรรมวิธีทำให้บุญที่ทำแล้วสำเร็จเป็นบุญ ถ้าไม่กรวดน้ำ บุญที่ทำแล้ว-เช่นใส่บาตร-จะไม่สำเร็จเป็นบุญ อย่างที่เข้าใจกันผิด ๆ
รายละเอียด+ข้อสงสัยเรื่องกรวดน้ำยังมีอีก ใครมีความสามารถพอ-โดยเฉพาะนักเรียนบาลี-ก็โปรดช่วยกันหาความรู้มาบอกกันต่อไป
.........................................................
ช่วยกันหาความรู้
ช่วยกันให้ความรู้
คือช่วยกันรักษาพระศาสนา
.........................................................
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๒๘ มกราคม ๒๕๖๗
๑๖:๑๙
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ