สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
คัมภีร์อรรถกถาสัทธัมมปกาสินีที่ขยายความคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ผู้รจนา คือ พระนามเถระพำนักอยู่ที่สำนักมหาวิหาร ยุคสมัยเดียวกันกับพระพุทธโฆสาจารย์ มีอะไรเป็นความโดด
เด่น? และความโดดเด่นที่ว่านั้นอิงอาศัยอะไรที่เป็นเหตุได้มา?
เพราะโครงสร้างคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ประกอบด้วยหมวดธรรม 3 หมวด คือ
1.มหาวรรค คือ หมวดธรรมสำคัญที่ต้องเข้าใจด้วยญาณที่หยั่งรู้ มี 10 เรื่อง
2.ยุคนัทธวรรค คือ หมวดธรรมที่เทียบเคียงเป็นคู่ได้ มี 10 เรื่อง
3.ปัญญาวรรค คือ หมวดธรรมที่ต้องรอบรู้ด้วยปัญญา มี 10 เรื่อง
แม้นแยกเป็นหมวดธรรม 3 หมวด เพื่อให้ทราบ จำนวนแม่บท 30 บทที่ต้องศึกษา แต่แม่บทในหมวดเหล่านั้นก็ยังมีความเนื่องกันอยู่ ท่านจึงอุปมาความเนื่องกันแห่งธรรม 3 หมวด ดังนี้
มหาวรรค เปรียบได้กับกิจส่วนที่เป็นการดำหยั่งสู่น้ำ เพื่องมเอาแม่บททั้ง 30 บท มาเป็นประเด็นถามตอบ ดังนั้นธรรมหมวดที่มีกิจดำหยั่งรู้เพื่อความเข้าใจ จึงมี 10 ประเภท ดังนี้
1.ญาณ คือ ความเข้าใจถูกต้องที่เกิดจากการยั่งรู้
2.ทิฏฐิ คือ ความคิดเห็นที่เกิดจากการลูบคร่ำเอา
3.อานาปานะ การด่ำดิ่งลงสู่ความสงบเงียบด้วยการกำหนดลมหายใจเข้าออก
4.อินทรีย์ คือ การปรับอินทรีย์พละให้เสมอกัน เพื่อให้การเจริญกรรมฐานดำเนินไปได้ไม่ติดขัด
5.วิโมกข์ คือ อาการความหลุดพ้นด้วยการหยั่งถึงไตรลักษณ์ มี 3 ประเภท 1.สุญญตวิโมกข์ (หลุดพ้นเพราะเห็นอนัตตาลักษณะ) 2.อนิมิตตวิโมกข์(หลุดพันเพราะเห็นอนิจจลักษณะ 3. อัปป
ณิหิตวิโมกข์(หลุดพ้นเพราะเห็นทุกข์ลักษณะ)
6.คติ คือ ทางไปแห่งวิบากผล (ปฏิสนธิ)
7.กัมมะ คือ การหยั่งรู้
กรรม 16 ประเภท เพื่อความเข้าใจที่ตรงกับสภาวะกรรมประเภทนั้นๆโดยเกี่ยวกับกิจ 4 ประเภท เกี่ยวกับลำดับการให้ผล 4 ประเภท เกี่ยวกับเวลาที่ให้ผล 4 ประเภท เกี่ยวกับสถานที่เผล็ดผล 4
8.วิปัลลาส คือ ความหยั่งรู้วิปัลลาส(ความคลาดเคลื่อน) 12 อาการ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกับประเภทอาการนั้นๆ จากสภาวธรรมที่เป็นตัวคลาดเคลื่อน คือ ทิฏฐิคลาดเคลื่อนเพราะเห็นผิด สัญญาคลาดเคลื่อนเพราะจำหมายรู้ผิดจึงให้ความสำคัญผิด จิตคลาดเคลื่อนเพราะสั่งสมผิด กับสภาพความคลาดเคลื่อน 4 คือ สภาพความคลาดเคลื่อนว่างาม 1 สภาพความคลาดเคลื่อนว่าเป็นสุข 1 สภาพความคลาดเคลื่อนว่าเที่ยง 1.สภาพความคลาดเคลื่อนว่าเป็นอัตตาตัวตน 1(3×4= 12)
9.มัคคะ คือ การหยั่งรู้ประเภทมรรค(ช่องทาง) เพื่อความเข้าใจว่าตรงต่อมรรคที่ประสงค์
10.มัณฑเปยยะ คือ การหยั่งรู้ ประเภทความไสสะอาดที่ไร้กากเดนลอยเด่นบนผิวหน้าแห่งศาสนพรหมจรรย์ดุจเนยไสที่ควรดื่ม(มัณฑเปยยะ) มี 3 ประเภท คือ ความไสสะอาดแห่งการเทสนาธรรม(เทสนามณฺฑ) 1.ความไสสะอาดแห่งการรับฟัง(ปฏิคฺคหณมณฺฑ) 1.ความไสสะอาดแห่งการเจริญมรรคพรหมจรรย์(พฺรหมฺจริยมณฺฑ) 1. เพื่อความเข้าใจต่อกาลที่เหมาะสมในการเสพประเภทมัณฑเปยยะนั้นๆ
ยุคทัทธวรรค เปรียบได้กับการว่ายน้ำด้วยมือทั้งคู่ เพื่อแวกว่ายไปสู่แหล่งที่ดำหยั่งลงน้ำ และแหล่งที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำ ซึ่งทั้งสองแหล่งก็มีสถานภาพเป็นคู่ และด้วยขาทั้งคู่ตีกระทบน้ำเพื่อให้การว่ายน้ำลอยตัวได้ ดังนั้นธรรมหมวดที่มีกิจทำงานประสานกันเป็นคู่ จึงมี 10 ประเภท ดังนี้
1.ยุคนัทธะ คือ ธรรมที่เป็นคู่กันโดยไม่ต้องเทียบหา เช่น สมถะคู่กับวิปัสสนา เป็นต้น (2-10 คือ ธรรมที่เป็นคู่กันโดยต้องเทียบหา เช่น อริยสัจจะ เทียบหาคู่เป็นคู่โลกิยธรรมคู่กับโลกุตตรธรรม เป็นคู่เหตุคู่กับผล เป็นต้น
2.สัจจะ คือ ความจริงที่ประกอบด้วยองค์ 2 เป็นคู่กันคือ ต้องทนต่อการพิสูจน์ และต้องเป็นสาธารณะแก่บุคคลทั่วไป(ปรมัตถสัจจะ)
3.โพชฌงค์ คือ องค์แห่งการตรัสรู้
4.เมตตา คือ ความปรารถนาดี
5. วิราคะ คือ ความคลายกำหนัด
6. ปฎิสัมภิทา คือ ความแตกฉาน
7.ธัมมจักกะ คือ การขับเคลื่อนวงล้อธรรม
8.โลกุตตระ คือ ธรรมที่ข้ามพันโลก
9.พละ คือ ธรรมที่เป็นกำลัง
10.สูญญะ คือ ความว่างเปล่าจากอัตตาตัวตน
ปัญญาวรรค เปรียบได้กับการผลุดโผล่ขึ้นเหนือน้ำ เพื่อนำเอาธรรมแม่บทที่งมขึ้นได้แล้วมาตั้งเป็นประเด็นถาม(อุทเทส)พร้อม ไขความตอบ(นิทเทส) ดังนั้นธรรมหมวดที่มีกิจนำเสนอการถามตอบ จึงมี 10 ประเภท ดังนี้
1.มหาปัญญา คือ ความรอบรู้ที่สำคัญ
2.อิทธิ คือ ความสำเร็จแห่งฤทธิ์
3.อภิสมยะ คือ การตรัสรู้
4.วิเวกะ คือ ความสงัด
5.จริยา คือ ความประพฤติ
6.ปาฏิหาริยะ คือ ความอัศจรรย์
7.สมสีสะ คือ ความสิ้นอาสวะพร้อมกับความสิ้นชีวิตที่เป็นไปในคราวเดียวกัน
8.สติปัฏฐาน คือ อารมณ์อันเป็นที่ตั้งสติ มี กาย เวทนา จิต ธรรม
9.วิปัสสนา คือ ญาณที่หยั่งรู้ไตรลักษณ์
10.มาติกา คือ ธรรมที่เป็นแม่บท ในการถามตอบ
เมื่อทราบกิจ ธรรมใดสงเคราะห์(จัดเป็น)หมวดใดก็จะไม่สับสน
แม้นคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคที่รจนาโดยพระอัครสาวก คือพระสารีบุตรเถระผู้เลิศด้วยปัญญา มีผลให้ศึกษาได้สะดวกระดับหนึ่ง ซึ่งคนยุคพุทธกาลแค่นี้ก็พอเพียงแล้ว เพราะมีความโดดเด่นที่สามารถทดสอบได้(สัลลักขณะ)ด้วยการเจริญให้รู้แจ้งได้(วิภาวนะ) โดยอาศัยการรอบรู้นัยธรรมะทั้ง 3 นัย คือ
1.ปวัตตินัย เป็นนัยความเป็นไปแห่งสภาวธรรม
2.ปริยัตินัย เป็นนัยแห่งการเล่าเรียน
3.ปฏิบัตินัย เป็นนัยแห่งการฝึกหัด
ซึ่งทั้ง 3 นัย อิงอาศัยกัน เหมือนไม้ 3 อันที่ทรงอยู่ได้ เพราะการพิงอาศัยกัน ขาดอันใดอันหนึ่งก็จะล้มทันที
ปัจจุบันการศึกษาธรรมบ้านเราสูงสุดเอาแค่ 2 นัย คือ ปริยัตินัยกับปฏิบัตินัย ขาดความใส่ใจปวัตตินัย จึงมีการปฏิเสธว่า รูปอิริยาบถ 4 ไม่มีในรูป 28 ทั้งที่เป็นรูปในปวัตตินัย เช่น การยืน การนั่ง การนอนก็เกิดจากจิต มีธาตุหนัก คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ เป็นปธาน ส่วนการเดิน การเหยียด การคู่ ก็เกิดจากจิต มีธาตุเบา คือ ธาตุลม ธาตุไฟ เป็นปธาน จึงปฏิเสธการกำหนดรูปอิริยาบถ 4(อิริยาบถบรรพ) และรูปอิริยาบถย่อย(สัมปชัญญบรรพ)ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐานว่าไม่มี มีแต่การกำหนดธาตุ 4 เท่านั้น ทั้งๆที่มีอยู่ ดังนั้นการศึกษาคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค จึงขาดความโดดเด่นการทดสอบ (สัลลักขณะ) การเจริญให้รู้แจ้ง (วิภาวนะ) พร้อมกับความรอบรู้นัยธรรมทั้ง 3 ไม่ได้เลย ดังจะขอยกตัวอย่างเรื่องปัจจัย 8 ประการที่อาจารย์ท่านอื่น(อปเร หมายถึงอาจารย์อื่นที่มีชื่อเสียงเพราะถือมติตนเป็นใหญ่)กล่าวว่าเกื้อหนุนให้บรรลุปฏิสัมภิทาในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ที่พระอรรถกถาจารย์วินิจฉัยไว้ในคัมภีร์สัทธัมมปกาสินี ดังนี้
ปัจจัยที่เกื้อหนุนให้ปฏิสัมภิทาปรากฏขึ้นมีดังนี้
1.ปุพพโยคะ เคยเจริญวิปัสสนาถึงขั้นสังขารุเปกขาญาณมาก่อน
2.พาหุสัจจะ ความฉลาบดในศาสตร์ต่างๆที่ก่อให้เกิดการทำมาหากินได้
3.เทสภาสา เก่งสภาวะภาษาเป็นพิเศษโดยเฉพาะภาษาบาลี
4.อาคม การเล่าเรียนพุทธพจน์ที่เข้าถึงเหตุผลและหลักฐานได้
5.ปริปุจฉา การสอบถามข้อสงสัยในพุทธพจน์ให้คลายสงสัย
6.อธิคม การบรรจุเป็นพระอริยะบุคคล มี พระโสดาบันเป็นต้น
7.ครุสันนิสสยะ การได้อาศัยเรียนกับครูผู้มากด้วยสุตะและปฏิภาน
8.มิตตสมบัติ การได้เพื่อนร่วมสำนักที่มีคุณสมบัติเพรียบพร้อม
ในบรรดาปัจจัยเหล่านั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระปัจเจกพุทธะทั้งหลาย อาศัยปูพพโยคะ และอธิคมก็บรรลุปฏิสัมภิทาได้,พระสาวกทั้งหลายต้องอาศัยปัจจัยทั้งหมด คือ เพิ่ม ปริยัติ(การเรียน) สวนะ(การฟัง) ปริปุจฉา(การสอบถาม) รวมทั้งหมด 5 ประการ
จึงบรรลุได้ อนึง ในการบรรลุปฏิสัมภิทา ชื่อว่า จะมีการบำเพ็ญเพียรภาวนากัมฐานเฉพาะอย่างเดียวก็หาไม่ ก็พระเสกขบุคคลมีการหลุดพ้นขั้นเสกขผลเป็นที่สุด การบรรลุปฏิสัมภิทาจึงมีได้ และพระอเสกขบุคคลมีการหลุดพ้นขั้นอเสกขผลเป็นที่สุดการบรรลุปฏิสัมภิทาจึงมีได้ จริงอย่างนั้น ปฏิสัมภิทาทั้งหลายย่อสำเร็จแก่บรรดาพระอริยบุคคลทั้งหลายด้วยอริยผลทั้งหลายเท่านั้น ดุจทศพลญาณย่อมสำเร็จแก่พระตถาคตทั้งหลายเพราะเหตุนั้นนั่นแล
ถามว่าทำไมพระอรรถกถาจารย์จึงพิจารณาเหลือแค่ 5 ประการเล่า?
ตอบว่า ก็ด้วยการทดสอบ(สัลลักขณะ) และด้วยการเจริญภาวนาให้รู้แจ้ง ดุจบุคคลผู้เดินทางบรรลุเป้าหมายแล้ว ย่อมพิจารณาเส้นทางนั้นได้ พร้อมทำเครื่องหมาย ธรรมนัยทั้ง 3 มีปวัตตินัย ปริยัตตินัย ปฏิบัตินัย เพื่อกันความสับสนอันจะก่อให้เกิดการหลงทางได้
ดังมีการอธิบายธรรมนัยทั้ง 3 ในประเด็นนี้ โดยพระนิสสยาจารย์ ดังนี้
* ช่องทางความแตกฉาน(ปฏิสัมภิทามรรค)อันเป็นปวัตตินัย
พระสัมมาสัมพุทธะ กับพระปัจเจกพุทธะ อาศัย ปุพพโยคะ กับอธิคมะ เพราะบุคคลเหล่านี้ตรัสรู้ได้เอง ส่วนพระอริยสาวกที่ตรัสรู้ตามต้องมีเหตุทั้ง 5 ครบ
* การบรรลุ(อธิคม)อันเป็นปฏิบัตินัย
พระโพธิสัตว์ เช่น สุเมธดาบสต้องเจริญวิปัสสนาญาณบรรลุขั้นสังขารุเบกขาญาณใต้ฝ่าพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร พร้อมกับได้รับพุทธพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า โคตมะ บรรลุสโมธาน 8 พระเสกขบุคคลบรรลุเสกขผล พระอเสกขบุคคลบรรลุอเสกขผล พระตถาคตบรรจุพระทศพลญาณ
*การเล่าเรียนอันเป็นปริยัตินัย ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ การเรียน(ปริยัติ) การฟังพระสัทธรรม(สวนะ) การสอบถามปัญหาพระธรรมวินัย(ปริปุจฉา) ซึ่งเป็นไปเพื่อวิราคะ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความหลงมัวเมาติดสุขสบายเหมือนวิชาการทางโลก
เนื้อหาในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคที่ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า โดดเด่นด้วยการทดสอบได้ รู้แจ้งได้ มีธรรมนัย 3 ช่วยให้จับความได้สะดวก ไม่สับสน จึงสมจริงตามที่ท่านพระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ในอารัมภกถาว่า " ปฏิสมฺภิทานํ มคฺโคติ ตนฺนามวิเสสโต จ "
แปลว่า " ที่เรียกว่า ปฏิสัมภิทามรรค(ช่องทางแห่งความแตกฉาน) ก็เพราะเป็นชื่อที่ได้มาจากความโดดเด่นแห่งคัมภีร์นั้นนั่นแล "

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ