ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,223)


อุปกิเลสที่จรมา

คืออะไร?

“อุปกิเลสที่จรมา” ประกอบด้วยคำว่า “อุปกิเลส” และ “ที่จรมา”

(๑) “อุปกิเลส” 

เขียนแบบบาลีเป็น “อุปกฺกิเลส” (ซ้อน กฺ) อ่านว่า อุ-ปัก-กิ-เล-สะ รากศัพท์มาจาก อุป (คำอุปสรรค = เข้าไป, ใกล้, มั่น) + กิลิสฺ (ธาตุ = เดือดร้อน, เศร้าหมอง, เบียดเบียน) + อ (อะ) ปัจจัย, ซ้อน กฺ ระหว้างอุสรรคกับธาตุ (อุป + กฺ + กิลิสฺ), แปลง อิ ที่ -ลิ-เป็น เอ (กิลิสฺ > กิเลส) 

: อุป + กฺ + กิลิสฺ = อุปกฺกิลิสฺ + อ = อุปกฺกิลิส > อุปกฺกิเลส แปลตามศัพท์ว่า “ภาวะที่เข้ามาทำให้จิตเศร้าหมอง”

“อุปกฺกิเลส” ในภาษาไทยตัดตัวสะกดออกตัวหนึ่ง ใช้เป็น “อุปกิเลส” อ่านว่า อุ-ปะ-กิ-เหฺลด พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“อุปกิเลส : (คำนาม) เครื่องทำใจให้เศร้าหมอง มี ๑๖ อย่าง มี อภิชฌาวิสมโลภ เป็นต้น. (ป. อุปกฺกิเลส).”

(๒) “ที่จรมา” 

เป็นคำไทยที่แปลมาจากคำบาลีว่า “อาคนฺตุก” อ่านว่า อา-คัน-ตุ-กะ รากศัพท์มาจาก อา (คำอุปสรรค = ทั่ว, ยิ่ง, กลับความ) + คมฺ (ธาตุ = ไป) + ตุ ปัจจัย + ก สกรรถ, แปลง มฺ ที่สุดธาตุเป็น นฺ

: อา + คมฺ = อาคมฺ + ตุ = อาคมตุ > อาคนฺตุ + ก = อาคนฺตุก แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มาเยือน” 

หมายเหตุ : อา คำอุปสรรคในที่นี้ ใช้ในความหมาย “กลับความ” คือ คมฺ ธาตุ = ไป > อาคมฺ กลับความจาก “ไป” เป็น “มา” 

“อาคนฺตุก” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ -

(1) ผู้มา, ผู้มาถึง, ผู้มาใหม่, แขก, คนแปลกหน้า, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภิกษุที่เพิ่งมาใหม่ ๆ; ผู้เยี่ยมเยียน (coming, arriving, new comer, guest, stranger, esp. a newly arrived bhikkhu; a visitor) 

(2) มาจากข้างนอก, เกี่ยวเนื่องกับเหตุที่เกิดขึ้น (adventitious, incidental)

(3) เพิ่มเติม, เพิ่มขึ้น, เสริม (accessory, superimposed, added)

“อาคนฺตุก” ในภาษาไทยใช้เป็น “อาคันตุก-” (มีคำอื่นมาสมาสข้างท้าย) และ “อาคันตุกะ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“อาคันตุก-, อาคันตุกะ : (คำนาม) แขกผู้มาหา. (ป., ส.).”

ขยายความ :

“อุปกิเลสที่จรมา” แปลงเป็นคำบาลีว่า “อาคนฺตุก  อุปกฺกิเลส” เขียนอย่างนี้คือเป็นคนละคำ และยังไม่ได้ประกอบวิภัตติปัจจัย

คำว่า “อาคนฺตุก  อุปกฺกิเลส” ในพระไตรปิฎกที่นิยมนำไปเอ่ยอ้างกันอยู่เสมอในหมู่นักขบธรรมะ น่าจะได้แก่คำที่แจกวิภัตติแล้วเป็น “อาคนฺตุเกหิ  อุปกฺกิเลเสหิ” (อา-คัน-ตุ-เก-หิ อุ-ปัก-กิ-เล-เส-หิ) ในพระพุทธพจน์ดังต่อไปนี้ -

..............

ปภสฺสรมิทํ  ภิกฺขเว  จิตฺตํ,  ตญฺจ  โข  อาคนฺตุเกหิ  อุปกฺกิเลเสหิ  อุปกฺกิลิฏฺฐํ,  ตํ  อสฺสุตวา  ปุถุชฺชโน  ยถาภูตํ  นปฺปชานาติ,  ตสฺมา  อสฺสุตวโต  ปุถุชฺชนสฺส  จิตฺตภาวนา  นตฺถีติ  วทามีติ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร แต่ว่าจิตนั้นแลเศร้าหมองแล้วด้วยอุปกิเลสที่จรมา ปุถุชนผู้มิได้สดับย่อมจะไม่ทราบจิตนั้นตามความเป็นจริง ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า ปุถุชนผู้มิได้สดับย่อมไม่มีการอบรมจิต.

ปภสฺสรมิทํ  ภิกฺขเว  จิตฺตํ,  ตญฺจ  โข  อาคนฺตุเกหิ  อุปกฺกิเลเสหิ  วิปฺปมุตฺตํ,  ตํ  สุตวา  อริยสาวโก  ยถาภูตํ  ปชานาติ,  ตสฺมา  สุตวโต  อริยสาวกสฺส  จิตฺตภาวนา  อตฺถีติ  วทามีติ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร และจิตนั้นแลพ้นวิเศษแล้วจากอุปกิเลสที่จรมา อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วย่อมทราบจิตนั้นตามความเป็นจริง ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วย่อมมีการอบรมจิต.

ที่มา: เอกนิบาต อังคุตรนิกาย พระไตรปิฎกเล่ม 20 ข้อ 52-53

..............

แถม :

“อุปกิเลสที่จรมา” หรือ “อุปกิเลส” มีอะไรบ้าง?

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [347] แสดงรายละเอียดของ “อุปกิเลส” ไว้ดังนี้ -

..............

อุปกิเลส หรือ จิตตอุปกิเลส 16 (ธรรมเครื่องเศร้าหมอง, สิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก ดุจผ้าเปรอะเปื้อนสกปรก ย้อมไม่ได้ดี — Upakkilesa: mental defilements)

1. อภิชฌาวิสมโลภะ (คิดเพ่งเล็งอยากได้ โลภไม่สมควร, โลภกล้า จ้องจะเอา ไม่เลือกควรไม่ควร — Abhijjhā-visamalobha: greed and covetousness; covetousness and unrighteous greed)

2. พยาบาท (คิดร้ายเขา — Byāpāda: malevolence; illwill)

3. โกธะ (ความโกรธ — Kodha: anger)

4. อุปนาหะ (ความผูกโกรธ — Upanāha: grudge; spite)

5. มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน, ความหลู่ความดีของผู้อื่น, การลบล้างปิดซ่อนคุณค่าความดีของผู้อื่น — Makkha: detraction; depreciation; denigration)

6. ปลาสะ (ความตีเสมอ, ยกตัวเทียมท่าน, เอาตัวขึ้นตั้งขวางไว้ ไม่ยอมยกให้ใครดีกว่าตน — Palāsa: domineering; rivalry; envious rivalry)

7. อิสสา (ความริษยา — Issā: envy; jealousy)

8. มัจฉริยะ (ความตระหนี่ — Macchariya: stinginess; meanness)

9. มายา (มารยา — Māyā: deceit)

10. สาเถยยะ (ความโอ้อวดหลอกเขา, หลอกด้วยคำโอ้อวด — Sāṭheyya: hypocrisy)

11. ถัมภะ (ความหัวดื้อ, กระด้าง — Thambha: obstinacy; rigidity)

12. สารัมภะ (ความแข่งดี, ไม่ยอมลดละ มุ่งแต่จะเอาชนะกัน — Sārambha: presumption; competing contention; contentiousness; contentious rivalry; vying; strife)

13. มานะ (ความถือตัว, ทะนงตน — Māna: conceit)

14. อติมานะ (ความถือตัวว่ายิ่งกว่าเขา, ดูหมิ่นเขา — Atimāna: excessive conceit; contempt)

15. มทะ (ความมัวเมา — Mada: vanity)

16. ปมาทะ (ความประมาท, ละเลย, เลินเล่อ — Pamāda: heedlessness; negligence; indolence)

..............

ดูก่อนภราดา!

: อภิปรายกันว่า “จิตประภัสสร” คืออะไร ก็นับว่าดี

: แต่พยายามปฏิบัติเพื่อให้จิตประภัสสร ดีที่สุด

[full-post]

ภาษาธรรม,อุปกิเลส

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.