สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


กลหวิวาทสูตร 

     ว่าด้วยสาเหตุให้เกิดความบาดหมางกัน    (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)

    ความทะเลาะ ความวิวาท ความรำพัน ความโศก ความ ริษยา ความถือดี ความดูหมิ่น และการพูดส่อเสียด มีมาจากอะไร กิเลสเหล่านั้นมีมาจากอะไร ขอพระองค์ ได้โปรดตรัสเฉลยความนั้นด้วยเถิด

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)

    ความทะเลาะ ความวิวาท ความรำพัน ความโศก ความ ริษยา ความถือดี ความดูหมิ่น และการพูดส่อเสียดมี มาจากสิ่งเป็นที่รัก ความทะเลาะความวิวาทกัน เมื่อเกี่ยวเนื่อง(สัมปยุต)กับความริษยาแล้ว พอเกิดโต้เถียงกัน(วิวาทะ) การพูดส่อเสียดก็ย่อมเกิดขึ้น

(พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)    

    สิ่งเป็นที่รักทั้งหลายในโลกมีสาเหตุมาจากอะไร หรือว่า ชนเหล่าใดแลท่องเที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ ความ โลภของชนเหล่านั้นมีสาเหตุมาจากอะไร อนึ่ง ความหวังและความสำเร็จสมหวังที่มีแก่นรชนในภายภาคหน้านั้นมีสาเหตุมาจากอะไร

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)

    สิ่งเป็นที่รักทั้งหลายในโลกมีสาเหตุมาจากความพอใจ และ ชนเหล่าใดแลท่องเที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ ความโลภของชนเหล่านั้น ก็มีสาเหตุมาจากความพอใจ อนึ่ง ความหวังและความสำเร็จสมหวังที่มีแก่นรชน ในภายภาคหน้านั้นก็มีสาเหตุมาจากความพอใจ

(พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)

    ความพอใจในโลกมีสาเหตุมาจากอะไร และกิเลสเครื่องตัดสินใจ(หมายถึงตัณหาและทิฏฐิ ขุ.สุ.อ ๒/๓๙๒) มีมาจากอะไร อนึ่ง ความโกรธ ความเป็นผู้พูดเท็จ และความสงสัยมีมาจากอะไร หรือธรรมเหล่าใด ที่พระสมณะตรัสไว้แล้ว ธรรมเหล่านั้นมีมาจากอะไร

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) 

    คนทั้งหลายกล่าวถึงสิ่งใดว่า ความดีใจ ความเสียใจในโลก ความพอใจย่อมมีได้เพราะอาศัยสิ่งนั้น ๆ สัตว์ โลก เห็นความเสื่อมและความเจริญในรูปทั้งหลายแล้ว จึงทำการตัดสินใจ

    ธรรมแม้เหล่านี้ คือ ความโกรธ ความเป็นผู้พูดเท็จ และ ความสงสัย เมื่อความดีใจและความเสียใจทั้งสองมีอยู่ ก็มี ตามมา บุคคลผู้มีความสงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ(หมายถึงพึงศึกษาไตรสิกขาเพื่อบรรลุญาณทัสสนะ ขุ.สุ.อ.๒/๓๙๓) ธรรมทั้งหลายพระสมณะทราบแล้วจึงตรัสบอกไว้

(พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)

    ความดีใจและความเสียใจมีสาเหตุมาจากอะไร เมื่ออะไรไม่มี ความดีใจและความเสียใจเหล่านั้นจึงไม่มี อรรถคือความไม่มีและความมีนี้ ขอพระองค์ตรัสบอก ข้าพระองค์ด้วยว่ามีสาเหตุมาจากอะไร

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)

    ความดีใจและความเสียใจมีสาเหตุมาจากผัสสะ เมื่อ ผัสสะไม่มี ความดีใจและความเสียใจเหล่านั้นก็ไม่มี อรรถคือความไม่มีและความมีนี้ขอบอกท่านว่ามีสาเหตุมา จากผัสสะนี้

(พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)

    ผัสสะในโลกมีสาเหตุมาจากอะไร และความยึดถือ มีมาจากอะไร เมื่ออะไรไม่มี ความยึดถือว่าเป็นของเรา จึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงจะถูกต้องไม่ได้

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)

    ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนามและรูป ความยึดถือ มีสาเหตุมาจากความปรารถนา เมื่อความปรารถนาไม่มี ความยึดถือว่าเป็นของเราก็ไม่มี เมื่อรูปไม่มี ผัสสะก็ถูกต้องไม่ได้

(พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)

    เมื่อบุคคลดำเนินอย่างไร รูปจึงจะไม่มี อนึ่ง สุขและ ทุกข์จะไม่มีได้อย่างไร ขอพระองค์ตรัสบอกอาการ ที่รูปเป็นต้นจะไม่มีอย่างนั้น แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ข้าพระองค์ได้ตั้งใจไว้ว่าจะรู้อาการอย่างนั้น

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)

    บุคคลที่มิใช่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ มิใช่เป็นผู้มี สัญญาโดยสัญญาผิดปกติ(หมายถึงบุคคลที่เป็นบ้าหรือมีจิตฟุ้งซ่าน) มิใช่เป็นผู้ไม่มีสัญญา(หมายถึงท่านผู้เข้านิโรธสมาบัติ หรือเทพที่เรียกว่า อสัญญีสัตว์) ทั้ง มิใช่เป็น ผู้มีสัญญาเด่นชัด(หมายถึงท่านผู้ได้อรูปฌาน) เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้ รูป จึงจะไม่มี เพราะว่าธรรมอันเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้า(ในที่นี้หมายถึง ตัณหาและทิฏฐิ ขุ.สุ.อ ๒/๓๙๘) มีสาเหตุมา จากสัญญา

 (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)

    ข้าพระองค์ได้ทูลถามธรรมข้อใด พระองค์ก็ได้แถลง ธรรมข้อนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์จะขอทูลถามธรรมส่วนอื่นกะพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอก ธรรมนั้นด้วย ก็สมณพราหมณ์ผู้สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลกนี้ มีพวกหนึ่งกล่าวถึงความหมดจดของยักษ์ (สัตว์โลก)ด้วย อรูปสมาบัติว่าเป็นธรรมอันเลิศอย่างเดียวเท่านั้น หรือ ว่ายังมีสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งกล่าวถึงความหมดจด อย่างอื่นที่ยิ่งไปกว่าอรูปสมาบัตินี้

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) 

    ก็สมณพราหมณ์ผู้สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลกนี้ มีพวกหนึ่ง (พวกสัสสตวาท) ย่อมกล่าวถึงความหมดจด แห่งสัตว์โลกด้วยอรูปสมาบัติเท่านั้นว่าเป็นธรรมอันเลิศ บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น มีสมณพราหมณ์อีกพวก หนึ่ง (พวกอุจเฉทวาท) อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดในอนุปาทิเสส (ความไม่มีอะไรเหลืออยู่) ย่อมกล่าวถึงความขาดสูญ

     มุนีผู้มีปัญญาพิจารณารู้ว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้อาศัยทิฏฐิ และรู้ถึงทิฏฐิอันเป็นที่อาศัยด้วย เพราะรู้ นักปราชญ์จึงเป็นผู้หลุดพ้นได้ จึงไม่ก่อความบาดหมาง กับใคร ไม่กลับมาในภพน้อยภพใหญ่อีก

    ท่านพุทธโฆสเถระพระอรรถกถาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์ปรมัตถโชติกาขยายความลำดับที่เกิดขึ้น ดังนี้

    อะไรหนอเป็นความบาดหมางเบื้องต้น ก็ความทะเลาะวิวาทกันอันมีกำลังแรงยิ่ง(ปหูตะ อภิธาน ๗๐๓)นั่นแหละ ซึ่งเกิดจากความยึดถือมั่นว่า ลัทธิของตนเท่านั่นเป็นลัทธิที่น่ารักเคารพที่สุด ครั้นพอเกิดการโต้วาทะกันเกิดขึ้น ความริษยากัน(มัจฉระ)ก็เกิดขึ้นร่วมด้วย(มจฺเฉรยุตฺตา) เป็นเหตุให้ความบาดหมางรุนแรงขึ้น มีองค์เพิ่มเป็น ๘ ประการ ดังนี้ ความทะเลาะกัน ๑ ความวิวาทกัน ๑ ความรำพันกัน ๑ ความโศกกัน ๑ ความริษยากัน ๑ ความถือดีต่อกัน ๑ ความดูหมิ่นต่อกัน ๑ ความพูดส่อเสียดต่อกัน ๑ ส่วนลำดับความรุนแรงมีกล่าวใน ๑๖  คาถา ท่านพียงแต่อธิบายศัพท์เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น


[full-post]

ปกิณกธรรม,กลหวิวาทสูตร,สุตตันตปิฎก,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.