บุญ - กุศล

------------

(๑) “บุญ” 

แปลตามศัพท์ว่า 

(1) “กรรมที่ชำระสันดานของตนให้สะอาด” 

(2) “กรรมที่ชำระผู้ทำให้สะอาด” 

(3) “สภาวะอันทำให้เกิดความน่าบูชา” 

(4) “การกระทำอันทำให้เต็มอิ่มสมน้ำใจ” 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า -

“บุญ, บุญ- : (คำนาม) ความสุข เช่น หน้าตาอิ่มบุญ; การกระทําดีตามหลักคําสอนในพระพุทธศาสนา เช่น ไปทำบุญที่วัด; ความดี เช่น ปล่อยนกปล่อยปลาเอาบุญ, คุณงามความดี เช่น เขาทำบุญช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก, ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น เช่น คนใจบุญ, ผลของการทำความดีจากชาติปางก่อน เช่น เขามีบุญจึงเกิดมาบนกองเงินกองทอง. (ป. ปุญฺญ; ส. ปุณฺย).”

(๒) “กุศล” 

แปลตามศัพท์ว่า 

(1) “กรรมดีที่ตัดกิเลสอันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน” 

(2) “กรรมที่ตัดบาปธรรมได้เหมือนหญ้าคา” (“ธรรมที่ตัดความชั่วอันเป็นดุจหญ้าคา”) 

(3) “ภาวะที่ตัดโรคอันนอนเนื่องอยู่ในร่างกายออกไปได้” (หมายถึงความไม่มีโรค)

(4) “กรรมที่ยังบาปธรรมอันน่ารังเกียจให้หวั่นไหว” 

(5) “กรรมเป็นเครื่องปิดประตูอบายที่น่ารังเกียจ” 

(6) “ความรู้ที่ทำความชั่วร้ายให้เบาบาง” 

(7) “ผู้ถือเอากิจทั้งปวงด้วยปัญญา”

“กุสล” ถ้าเป็นคำนาม หมายถึง ความดีงาม, กรรมดี, สิ่งที่ดี, กุศลกรรม, บุญ (good thing, good deeds, virtue, merit, good consciousness) 

“กุสล” ถ้าเป็นคุณศัพท์ มีความหมายว่า ฉลาด, เฉียบแหลม, สันทัด, ชำนาญ; ดีงาม, ถูกต้อง, เป็นกุศล (clever, skilful, expert; good, right, meritorious)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า -

“กุศล : (คำนาม) สิ่งที่ดีที่ชอบ, บุญ. (คำวิเศษณ์) ฉลาด. (ส.; ป. กุสล).”

.........................

ที่แสดงมาข้างต้นนั้นเป็นแนวหลักภาษา ที่จะแสดงต่อไปนี้เป็นแนวคิดทางธรรม 

แนวคิดทางธรรมนี้ ขออนุญาตที่จะไม่เอาหลักภาษามาร่วมตัดสิน ใช้เพียงแนวคิดเท่านั้น

คำ ๒ คำนี้ บางทีเราก็นิยมพูดควบกันเป็น “บุญกุศล” และเข้าใจกันว่า “บุญ” กับ “กุศล” เป็นอย่างเดียวกัน บางทีเราใช้คำพูดคนละคำ แต่หมายถึงการกระทำอย่างเดียวกัน เช่น แบ่งส่วนบุญ อุทิศส่วนกุศล 

ในแง่คิดทางธรรม ท่านบอกว่า “บุญ” กับ “กุศล” ไม่เหมือนกัน 

“บุญ” คือความดี 

“กุศล” คือความฉลาด หรือความรู้

“บุญ” อาจทำได้โดยเพียงแต่มีศรัทธา 

แต่จะเป็น “กุศล” ต้องมีปัญญากำกับ 

ตัวอย่างเช่น มีศรัทธาใส่บาตรทุกเช้า 

แค่มีศรัทธาแล้วใส่บาตร ก็ได้ “บุญ” เรียบร้อยแล้ว 

แต่จะถึงขั้นได้ “กุศล” ต้องเข้าใจด้วยว่าใส่บาตรทำไม ใส่เพื่ออะไร ใส่แล้วดีอย่างไร ไม่ใส่เสียอย่างไร อะไรควรใส่ อะไรไม่ควรใส่ อะไรห้ามใส่ เป็นต้น

เข้าใจถูกต้องตรงตามหลักเหตุผล ตรงตามหลักธรรมวินัย อย่างนี้จึงจะได้ “กุศล” 

ทุกวันนี้มีชาวพุทธเป็นอันมากเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธาที่จะทำบุญ แต่ขาดกุศลคือตัวปัญญาอันเกิดจากน้ำใจใฝ่รู้-แม้ในเรื่องบุญที่ตนกำลังทำนั่นเอง

.........................................................

มีศรัทธาทำบุญ ควรแก่การอนุโมทนา

หาความรู้ในเรื่องบุญนั้นด้วยเพื่อทำให้ถูกต้อง ควรแก่การอนุโมทนาอย่างยิ่ง

.........................................................

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๐:๓๐ 

[full-post]

ปกิณกธรรม,บุญ,กุศล,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.