สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

สัญญาทั้งสองต่างสัมปยุตกับกิเลสจึงมีสภาวะที่เหมือนกันคือ " ความสำคัญผิด "

    ส่วนสัญญาที่สัมปยุตกับอุปาทาน(อุปาทานสัญญา)ย่อมถูกความยึดมั่น(อุปาทาน)ครอบงำ มีได้ ๑๐ อาการ .ตามสัญญาวิโมกข์ ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค

    ส่วนสัญญาที่สัมปยุตกับปปัญจธรรม(ปปัญจสัญญา) ย่อมถูกธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าในวัฎฎทุกข์ คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ครอบงำ จะเป็นบุคคลผู้ไม่ถูกครอบงำด้วยปปัญจธรรม ก็ด้วยการเห็นโทษของวัตถุกามและกิเลสกาม ในขณะรับรู้อารมณ์ทั้ง ๖ ทวาร คือ การสำรวมทวารอินทรีย์ทั้ง ๖ เพื่อกันอภิชฌา(ความยินดี)และโทมนัส(ความยินร้าย)ไม่ให้อาศัยการรับรู้อารมณ์ เมื่อละได้เป็นสมุทเฉท(เด็ดขาด)ด้วยอริยมรรค อนุสัยทั้ง ๗ มี ราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย ก็จะสิ้นสุดการนอนตาม ทำให้เป็นบุคคลสงบเสงี่ยม จะพูด จะทำ จะคิด(ทวารกรรม ๓)ก็เรียบร้อย ไม่ขัดตา ไม่ขัดหู ไม่ขัดใจ บุคคลใดๆ แม้พวกมนุษย์ พวกเทวดา พวกมาร พวกพรหม ในที่สุดแม้ การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท ทั้งหลายก็ย่อมไม่มี เพราะไม่มีปปัญจธรรมครอบงำแล้วนั่นเอง ดังมีบรรยายไว้ใน มธุปิณฑิกสูตร(สูตรที่มีรสหวานกลมกล่อม)นั่นแล

    ส่วนผู้ยังละปปัญจธรรมไม่ได้ สัญญาที่สมปยุตกับปปัญจธรรม(ปปัญจสัญญา)นั่นแหละ ย่อมคิดปรุงแต่งอารมณ์ต่างๆ ด้วยกำลังของตัณหา มานะ ทิฏฐิของตน จึงเกิดแง่ต่างๆ หรือมุมมองที่แตกต่างกัน ทั้งๆที่คิดเรื่องเดียวกัน ผู้ไม่ประสงค์สภาพเช่นนี้ แม้ยังละไม่ได้เด็ดขาดก็พึงสำรวมทวารอินทรีย์(เจริญอินทรีย์สังวร)้เป็นอุปนิสัยเถิด ท่านก็จะสงบสุข จากปปัญจสัญญาได้เช่นกันแล

          ที่มาของพระสูตร

   พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เขตกรุงกบิลพัสดุ์ โดยทรงปรารภคำถามของเจ้าศากยะองค์หนึ่ง พระนามว่า ทัณฑปาณิ แต่ทรงแสดงเพียงภาคอุทเทส แล้วเสด็จเข้าพระวิหาร ท่านพระมหากัจจานะ (มหากัจจายนะ) แสดงต่อจนจบภาคนิทเทส ที่ทรงแสดง เพียงภาคอุทเทสก็เพราะทรงประสงค์จะชมเชยท่านพระมหากัจจายนะ ที่เรียกว่า บุคคลโถมนตถ์ (เพื่อชมเชยบุคคล)  

     ใจความสําคัญของพระสูตร

          ภาคอุทเทส

   พระผู้มีพระภาคตรัสเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า ขณะที่พระองค์ประทับพักผ่อน กลางวัน ณ โคนต้นมะตูมหนุ่มต้นหนึ่งในป่ามหาวัน เขตกรุงกบิลพัสดุ์ เจ้าทัณฑปาณิ (พระเจ้าลุงของพระองค์แต่อยู่ฝ่ายพระเทวทัต) เข้าไปทูลถามว่า “พระสมณะ มีปกติ กล่าวอย่างไร บอกอย่างไร” ตรัสตอบว่า “ผู้มีอายุ บุคคคลมีปกติกล่าวอย่างใด จึงไม่โต้เถียงกับใคร ๆ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์แล้วดำรงอยู่ในโลก อนึ่ง สัญญา ทั้งหลาย ย่อมไม่ครอบงำพราหมณ์ผู้อยู่ปราศจากกามทั้งหลาย ผู้ไม่มีความสงสัย ผู้ตัดความคะนองได้ ผู้ปราศจากความทะยานอยากในภพน้อยภพใหญ่ได้โดย ประการใด เรามีปกติกล่าวอย่างนั้น บอกอย่างนั้น โดยประการนั้น” ทรงเล่า ต่อไปว่า เจ้าทัณฑปาณิ สั่นศีรษะ แลบลิ้น ทำหน้าผากย่นเป็น ๓ รอย ถือไม้เท้า ยันกายเดินจากไป

    ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่า พระองค์ตรัสอย่างไร ตรัสตอบว่า ถ้าบุคคลไม่ยินดี ไม่ยอมรับ ไม่ยึดถือสิ่งที่เป็นเหตุให้มีแง่ต่างแห่งปปัญจสัญญามาครอบงำได้ นั่นแหละเป็นที่สุดแห่งราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย และเป็นที่สุดแห่งการถือท่อนไม้ การถือศัสตรา การ ทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การส่อเสียดยุยง และการกล่าวเท็จ (รวมความว่า) บาปอกุศลธรรมเหล่านี้ดับไปโดยไม่เหลือ เพราะเหตุนี้

     ครั้นตรัสจบ ก็เสด็จเข้าสู่ที่ประทับ ภิกษุทั้งหลายไม่เข้าใจพระพุทธพจน์ย่อนี้ จึงอ้อนวอนให้ท่านพระมหากัจจายนะ(ซึ่งนั่งฟังอยู่ด้วย) ช่วยอธิบายให้เข้าใจ พระเถระ พูดถ่อมตนอยู่นานพอสมควร ในที่สุดก็รับคำของภิกษุเหล่านั้น

ภาคนิทเทส

    ท่านพระมหากัจจายนะอธิบายมีใจความดังนี้

      ก. สายเกิด

   ๑. - จักขุวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางตา) เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุ และรูปารมณ์

     - เพราะจักขุ รูปารมณ์ และจักขุวิญญาณมาประจวบกัน ผัสสะจึง เกิดขึ้น

     - เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิด

     - บุคคลเสวยอารมณ์ใด ก็ย่อมหมายรู้อารมณ์นั้น 

     - บุคคลหมายรู้อารมณ์ใด ก็ย่อมตรึกอารมณ์นั้น

     - บุคคลตรึกอารมณ์ใด ก็ย่อมคิดปรุงแต่งอารมณ์นั้น

     - บุคคลคิดปรุงแต่งอารมณ์ใด เพราะคิดปรุงแต่งอารมณ์นั้นเป็นเหตุ 

      แง่ต่างแห่งปปัญจสัญญาในรูปทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ก็จะเข้าครอบงำบุคคลนั้น

      ในส่วนที่เกี่ยวกับโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และมโนวิญญาณ ท่านพระมหากัจจายนะ ก็อธิบายโดยนัยเดียวกันนี้

     ๒. - เมื่อมีจักขุ มีรูปารมณ์และจักขุวิญญาณ ก็เป็นไปได้ที่เขาจะ บัญญัติผัสสะ

     - เมื่อมีการบัญญัติผัสสะ ก็เป็นไปได้ที่เขาจะบัญญัติเวทนา

     - เมื่อมีการบัญญัติเวทนา ก็เป็นไปได้ที่เขาจะบัญญัติสัญญา

     - เมื่อมีการบัญญัติสัญญา ก็เป็นไปได้ที่เขาจะบัญญัติวิตก

     - เมื่อมีการบัญญัติวิตก ก็เป็นไปได้ที่เขาจะบัญญัติการครอบงำแง่ต่างแห่งปปัญจสัญญา

     ในส่วนที่เดียวกับวิญญาณอีก ๕ ประการ ท่านพระมหากัจจายนะ ก็อธิบาย โดยนัยนี้

          ข. สายดับ

     - เมื่อไม่มีจักขุ ไม่มีรูปารมณ์ ไม่มีจักขุวิญญาณ เป็นไปไม่ได้ที่เขา จะบัญญัติผัสสะ

     - เมื่อไม่มีการบัญญัติผัสสะ ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะบัญญัติเวทนา

     - เมื่อไม่มีการบัญญัติเวทนา ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะบัญญัติสัญญา 

     - เมื่อไม่มีการบัญญัติสัญญา ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะบัญญัติวิตก

     - เมื่อไม่มีการบัญญัติวิตก ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะบัญญัติการครอบงำ แง่ต่างแห่งปปัญจสัญญา

     ในส่วนที่เกี่ยวกับวิญญาณอีก ๕ ประการ ท่านพระมหากัจจายนะก็อธิบายโดยนัยนี้ แล้วสรุปตามนัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อในภาคอุทเทส

     ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมภาษิตของท่านพระมหากัจจายนะ กราบลาท่านแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสชมเชยท่านพระมหากัจจายนะว่าเป็นบัณฑิตมีปัญญามาก ถ้าภิกษุทูลขอให้ทรงอธิบาย ก็ทรงอธิบาย เหมือนพระเถระอธิบายนี้แหละ และรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายจำธรรมบรรยายนี้ไว้

     ท่านพระอานนท์กล่าวสรรเสริญด้วยอุปมาโวหารว่า คนที่ถูกความหิวและ ความอ่อนเพลียครอบงำเมื่อได้กินขนมหวาน ย่อมได้รับรสหวานกลมกล่อม ภิกษุผู้เป็นนักคิด เป็นบัณฑิต เมื่อใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมบรรยายนี้ด้วย ปัญญาก็จะได้ความพอใจและความเลื่อมใส ฉันนั้น คำสรรเสริญนี้เองเป็นที่มาของ ชื่อพระสูตรนี้


[full-post]

ปกิณกธรรม,สัญญา,ความสำคัญผิด

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.