สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
อากังเขยยสูตร
พระสูตรที่ว่าด้วยความสมประสงค์จากศีล ๑๗ สถานะ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสา วัตถี ครั้งนั้นแล พระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ เหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีศีลอันสมบูรณ์ มีปาฏิโมกข์อันสมบูรณ์อยู่เถิด จงเป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวม ในปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่เถิด จงเป็นผู้เห็นภัยใน โทษทั้งหลายมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเถิด
ผลสำเร็จจากศีล มีได้ ๓ ช่องทาง ดังนี้
๑. ความสำเร็จเพราะมีศีลบริบูรณ์ คือ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย
๒. ความสำเร็จเพราะมีศีลถึงพร้อม คือรู้ทั้งโทษแห่งศีลวิบัติ และรู้ทั้งคุณแห่งศีลสมบัติ
๓. ความสำเร็จเพราะมีศีลบริสุทธิ์อ่อนหวาน เป็นดุจกก้อนน้ำอ้อยงบ ก้อนน้ำตาลกรวด ที่ปราศจากตัวหนอน(ตัวอ่อนของผึ้ง)
ทั้งสามช่องทางก็เป็นดั่งสติปัฏฐาน ซึ่งมีสี่ช่องทาง คือ กาย เวทนา จิต ธรรม จะอาศัยช่องทางหนึ่งช่องทางใดก็เข้าถึงหลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์ได้ แม้ช่องทาง ความสำเร็จทั้งสามช่องทางของศีล ก็เข้าถึงความสำเร็จสมประสงค์ฉันนั้นนั่นแล
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ มี ๑๗ สถานะ ดังนี้
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า ขอเราพึงเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพ และเป็นผู้ควรยกย่องของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายเถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรกระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนาเพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ประการ ที่ ๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า ขอเราพึงได้ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารเถิด ดังนี้
ภิกษุนั้นควรกระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอัน เป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาการ
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๓
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราบริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารของเทวดาและมนุษย์ เหล่าใด สักการะเหล่านั้นของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นพึงมีผลานิสงส์มาก ดังนี้ ภิกษุนั้นควรกระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคา
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๔
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า ญาติและ สาโลหิตของเราเหล่าใด ล่วงลับทำกาละไปแล้ว มีจิตใจเลื่อมใส ระลึกถึงอยู่ ความระลึกถึงด้วยจิตอันเลื่อมใสของญาติและสาโลหิตเหล่านั้น พึงมีผลานิสงส์มากเถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรกระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาการ
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราพึงเป็น ผู้ข่มความไม่ยินดีและความยินดีได้ อนึ่ง ความไม่ยินดีอย่าพึ่งครอบงำ เราได้เลย เราจึงครอบงำ ย่ำยี ความไม่ยินดีอันเกิดขึ้นแล้วได้อยู่เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิต อันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาการ
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๖
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราจะพึงเป็น ผู้ข่มความกลัว และความขลาดได้ อนึ่ง ความกลัวและความขลาด อย่า พึงครอบงำเราได้เลย เราจึงครอบงำ ย่ำยี ความกลัว และความขลาด ที่เกิดขึ้นแล้วได้อยู่เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาการ
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๗
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราเป็นผู้ได้ ฌานทั้ง ๔ อันเกิดขึ้นกับจิตที่ผ่องใสยิ่ง เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ตามความปรารถนา พึงได้ไม่ยาก ไม่ลำบากเถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิต อันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาการ
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๘
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราพึงถูกต้อง ด้วยกายซึ่งวิโมกข์อันก้าวล่วงรูปาวจรฌานแล้ว เป็นธรรมไม่มีรูปสงบ ระงับอยู่เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบ วิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๙
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราพึงเป็นโสดาบัน เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ๓ พึงเป็นผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็น ธรรมดา เป็นผู้เที่ยง (ที่จะตรัสรู้) มีอันตรัสรู้เป็นเบื้องหน้าเถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิต อันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราเป็นพระสกทาคามี เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ๓ (และ) เพราะราคะ โทสะ โมหะ เป็นสภาพเบาบาง พึงมาสู่โลกนี้เพียงครั้งเดียว แล้วพึงทำที่สุดทุกข์ได้เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบ ด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราพึงเป็นอุปปาติกสัตว์ เพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ พึงปรินิพพานในพรหมโลกนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดาเถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า เราพึงบรรลุอิทธิวิธิหลายประการ คือคนเดียวพึงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนพึงเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพง ภูเขา ไปได้ ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ พึงผุดขึ้น ดำลง แม้ใน แผ่นดิน เหมือนในน้ำก็ได้ พึงเดินบนน้ำ ไม่แตกแยก เหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระ อาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอด พรหมโลกก็ได้เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑๓
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราพึงได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ด้วยทิพยโสตอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควร
เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปใน ภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน(การอยู่ใน) สุญญาคาร
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑๔
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราจึงกำหนด รู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมี โทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู ก็รู้ว่าจิตหดหู หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะ ก็รู้ว่า จิตเป็นมหัคคตะ หรือจิตไม่เป็นมหัคคตะ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิต ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้นแล้ว หรือจิตยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตยังไม่หลุดพ้น ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้ บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน)สุญญาคาร
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราพึงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือพึงระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมาก บ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เรา พึงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุทเทศ ด้วยประการฉะนี้เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑๖
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราจึงเห็น หมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณ ทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ พึงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตายไป เขาจะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วย อำนาจสัมมาทิฏฐิ เมื่อตายไป เขาจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ เราพึงเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ พึ่งรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้เถิด ดังนี้ ภิกษุ นั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร
สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑๗
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราพึงทำให้ แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้น จึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาการ
คำใดที่เรากล่าวแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็น ผู้มีศีลอันถึงพร้อม มีปาฏิโมกข์อันถึงพร้อมแล้วอยู่เถิด เธอทั้งหลายจงเป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวมในปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและ โคจรอยู่เถิด เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มักเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทาน ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเถิด ดังนี้ คำนั้น อันเราอาศัยอำนาจประโยชน์ จึงได้กล่าวแล้วฉะนี้แล
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนี้แล

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ